ใบตองแห้ง…ออนไลน์: The Last White Hope

Fri, 2010-06-04 14:52

และแล้ว คนกรุง คนชั้นกลาง หมวยลี่ ผู้ดี เซเลบส์ ก็ได้ช็อปกระหน่ำฉ่ำใจแถมยังได้ช่วยชาติอีกต่างหาก ในมหกรรมช็อปแหลกแจกแถมหลากหลาย ที่จัดขึ้นเพื่อลบลืมคนตาย 88 ศพ บาดเจ็บ 1,885 คน (แล้วเอาช่อดอกไม้ไปให้กำลังใจซากตึกแทน)

นี่หรือคือสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “เยียวยา” “ปรองดอง”

ป่วยการที่ฝ่ายค้านจะโชว์คลิปโชว์ภาพ มีควันหรือไม่มีควัน เพราะคนกรุงคนชั้นกลางกำลังมีความสุข “เอาความสุขของกูคืนมา” บางคนปฏิเสธที่จะรับฟังข้อมูลของ “พวกเผาบ้านเผาเมือง” ตั้งแต่ในมุ้ง บางคนร้ายกว่านั้น แกล้งทำเป็นกลางแล้วบอกว่าอย่ารื้อฟื้นสร้างความแตกแยก “ปรองดอง” กันบนกองศพดีกว่า

ผมไม่ดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจเลยทั้งสองวัน เพราะป่วยการที่จะดู คนชั้นกลางไว้วางใจ “ระบอบอภิสิทธิ์” อยู่แล้ว เพราะ “ระบอบอภิสิทธิ์” นำ “ความสุขคืนมา” ด้วยอำนาจเผด็จการพลเรือนเต็มรูปภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน คนชั้นกลางกำลังมีความสุข เพราะมีรัฐบาลถูกจริต อำมาตย์ กองทัพ ตุลาการ เป็นเกราะคุ้มครองป้องกัน และคนชั้นกลางก็จะเป็นเกราะคุ้มครองป้องกันอำนาจเหล่านี้

ฉะนั้นถ้ารัฐบาลอยากใช้ พรก.ฉุกเฉินไปอีกเป็นปี คนกรุงคนชั้นกลางก็จะมอบฉันทามติให้ใช้ต่อไปเรื่อยๆ สมมติกองทัพจะตั้ง “ฉก.สองตัว” ขึ้นในภาคเหนือภาคอีสาน คนกรุงคนชั้นกลางก็คงจะเรี่ยไรกันซื้อเสื้อเกราะให้ทหารไปปราบ “ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง”

คนชั้นกลางไม่เดือดร้อนที่’จารย์ยิ้มเพื่อนผม กับสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ตั้งข้อหา กรรมการสิทธิ องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ที่เป็นปากเสียงของคนชั้นกลาง ไม่ยักต่อสู้ปกป้อง “สิทธิโจร” เหมือนที่โวยวายกันใน 3 จังหวัดภาคใต้ นปช.100 กว่าคนที่เป็นชาวบ้าน ถูกจับกุมคุมขัง ไม่มีใครไปดูแลปกป้องสิทธิของเขา สนใจเฉพาะแกนนำ 8 คนว่าต้องไม่ให้มันอยู่สบาย ต้องให้นอนคุกขี้ไก่

คนชั้นกลางอ้ารับคำชี้แจงของสุภาพบุรุษชายชาติทหาร ว่าไม่ได้สั่งฆ่าประชาชน ถ้าสั่งให้ยิงจริงต้องมีคนตายเป็นพัน จอมพลถนอมกับพลเอกสุจินดาฟังแล้วหัวร่อจนน้ำตาไหล ถนอมกับสุจินดาก็ไม่ได้สั่งว่าเห็นม็อบที่ไหนฆ่าแม่มให้หมด 14 ตุลากับพฤษภาทมิฬยังมีคนตายน้อยกว่านี้ แต่ทำไมถูกประณามเป็นทรราชย์ ก็เพราะสั่งการให้ใช้ทหารพร้อมอาวุธกระสุนจริงเข้าสลายการชุมนุม

นี่หนักกว่านะครับ เพราะติดป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” พร้อมสั่งให้ยิงได้ทันทีถ้ามวลชนเข้าใกล้ ต่อให้ไม่มีอาวุธ แต่อ้างว่าให้ยิงขา ขณะที่มีสไนเปอร์ประจำทุกหน่วย มีภาพที่เล็งยิงไปยังผู้ชุมนุม แต่คนชั้นกลางต้องให้เห็นชัดเจนเหมือนในหนัง แบบว่ายิงเปรี้ยงแล้วแพนกล้องไปเห็นเสื้อแดงล้มลงชักแหง็กๆ หัวเป็นรูโบ๋

ในแง่ของผู้มีอำนาจสูงสุดฝ่ายบริหาร ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องสั่งให้ “ฆ่ามัน” ถึงต้องรับผิดชอบ แต่คุณออกคำสั่งปลายเปิด ที่เล็งเห็นได้ว่าจะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก คุณก็ต้องรับผิดชอบ

แต่เมื่อ “กระแสสังคม” (ซึ่งคนชั้นกลางเป็นตัวกำหนด) กำลังมีความสุขจากการใช้ “กระสุนจริง” ปราบปราม “พวกเผาบ้านเผาเมือง” กระแสสังคมจึงหลับตาข้างลืมตาข้างเพื่อปกป้อง

ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแปลกใจ ถือเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เมื่อเสื้อแดงไปเขย่า “โลกอันสุขสงบและพอเพียง” ของคนกรุงคนชั้นกลาง พวกเขาก็ออกมาปกป้องสนับสนุนระบอบอภิสิทธิ์ อย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เฉพาะพันธมิตร ไม่เฉพาะพวก ultra ราชาชาตินิยม แต่เป็นคนชั้นกลางข้างมากหลากหลาย กระทั่ง “มวลชนเฟซบุค” คนรุ่นใหม่ในโลกไซเบอร์ที่มีการศึกษาสูง จบโทจบเอก พูดได้หลายภาษา กล้าๆ เขียนไปตอบโต้ CNN จนเป็นฮีโร่ (ก็กล้าได้ตามสบาย เพราะแดน ริเวอร์ ไม่มีอำนาจจับใครไปคุมขัง)

โห ขนาดไก่อูได้ขึ้นปก a day ฉบับหน้าเอาสไนเปอร์มาสัมภาษณ์เลยครับ

คำถามที่อยากถาม “คนชั้นกลางหัวเขียว” คือ “โลกทั้งใบของนายคนเดียว” จะยังอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน จะหลบลืมไปได้นานแค่ไหน

ผมชอบใจและสะใจเล็กๆ ที่คนชั้นกลางบางราย อย่างสุกี้ สุโกศล ที่แม้จะปกป้องระบอบอภิสิทธิ์ แต่ก็ยอมรับว่า “ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จะไม่กลับไปอีกแล้ว” ต้องเปลี่ยนประเทศไทย (แต่ก็ยอมรับอีกว่า คนมีการศึกษา คนที่ทำอะไรได้ 95% ไม่ทำอะไร)

ปฏิรูปใต้อุ้ง?

เป็นเรื่องน่ายินดีปนน่าขำ ที่คนชั้นกลางจำนวนหนึ่งตื่นตัวกลัวหายนะ ลุกขึ้นมาบอกว่าจะต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ปฏิรูปประเทศไทย ทั้งคนหน้าใหม่ๆ และ NGO พันธมิตรหน้าเก่าๆ

ในจำนวนนี้ผมชื่นชมคุณสมเถา สุจริตกุล มากที่สุด ไม่ใคร่จะเห็นด้วยกับผู้ที่ตอบโต้คุณสมเถาอย่างร้อนแรง เพราะคุณสมเถาแสดงความเข้าใจและเห็นใจการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของมวลชนเสื้อแดงอย่างจริงใจ แม้ไม่เห็นด้วยกับแกนนำและวิธีการ แต่ก็ยอมรับว่าการลุกตื่นขึ้นมาของคนเสื้อแดงได้ “เปลี่ยนเมืองไทยไปแล้วชั่วนิรันดร์”

ผมยังชื่นชมที่คุณสมเถาเขียนได้สละสลวย งดงามจากก้นบึ้งของหัวใจ ของศิลปินผู้มีความหวังในการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมดีงาม เราควรขอบคุณคุณสมเถา ที่เปิดหัวใจให้กับมวลชนเสื้อแดงอย่างพี่น้องร่วมชาติ ท่ามกลางกระแสของคนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่มีแต่ “สะใจ” “ฆ่ามัน”

ผมเพียงเห็นต่างกับคุณสมเถาอย่างเดียว คือที่บอกว่า “คุณอภิสิทธิ์เข้าใกล้ฝันเหล่านั้นในเชิงความคิดมากกว่าแกนนำจำนวนหนึ่งของคุณ หากเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น ถ้าเขามีกรอบความคิดเหมือนผู้นำเผด็จการทหารหลายคนที่เคยมีมาในอดีต ซากศพจากเหตุเมื่อสองสามวันก่อนคงมากมายเกินกว่าจะทำใจได้”

กระนั้นผมก็ยังเห็นว่าในบรรดาคนชั้นกลางที่สนับสนุน “ระบอบอภิสิทธิ์” คุณสมเถาคือคนระดับ A+ เมื่อเทียบกับพวกปทปรมะ ที่คิดว่าคนเสื้อแดงคือพวก “ล้มเจ้า” “ทาสทักษิณ” “ม็อบรับจ้าง” “bad hygiene”

อย่างน้อยผมก็ชื่นชอบการเขียนถึง “ภูเขา” ของคุณสมเถา มากกว่า “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของขุนนาง NGO ที่ออกมาไล่ๆ กัน

ตลกดีนะครับที่บุคคลชั้นนำแห่ออกมาประสานเสียงเรื่องการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าอานันท์ ปันยารชุน (ตัวแทนชนชั้นนำสายพิราบ) หมอประเวศ วะสี, ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม (คู่หูดูโอขุนนาง NGO)

น่าหัวร่อที่ทั้งอานันท์และหมอประเวศพูดถึง “ทางสายกลาง” หลังจากมีการรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ ทำลายพรรคการเมืองและผู้นำทางการเมืองของคนชนบท แล้วก็ใช้อำนาจเผด็จการพลเรือนปราบปรามกวาดล้างพวกเขา คุณกลับมาพูดถึง “ทางสายกลาง” และ “อนาคตร่วมกัน”

ยังกะโฆษณาขายประกัน “เราคือพลังสร้างอนาคต”

“อนาคตร่วมกัน” ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงเนี่ยนะ หมอประเวศยังเสนอตั้ง “คณะกรรมการอิสระและสมานฉันท์ (ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรง)” อีกต่างหาก

ปากว่าตาหยิบนะครับ ไม่เห็นมึใครเรียกร้องให้เลิก พรก.ฉุกเฉินโดยเร็ว แม้แต่พวกขาวลออ ที่เรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง ยังแกล้งๆ ลืมข้อเรียกร้องให้เลิก พรก.ฉุกเฉิน แล้วมันจะอิสระได้ไง

หมอประเวศพูดถึงปฏิรูปประเทศไทย ไพบูลย์เรียกว่าวาระประเทศไทย อานันท์เรียกว่าวาระประชาชน เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ พวกท่านทั้งหลายหวังว่าจะทำให้สำเร็จได้ภายใต้ “ระบอบอภิสิทธิ์(ชน)”

ฝันไปเถอะครับ

คุณสมเถาเขียนด้วยทัศนะที่มองโลกในแง่ดีว่า อภิสิทธิ์เข้าใกล้ฝันเหล่านั้นมากกว่าแกนนำเสื้อแดง นั่นคือคุณสมเถายังมองอภิสิทธิ์ในแง่ตัวบุคคลมากกว่า “ระบอบ” ที่อภิสิทธิ์เป็นตัวแทนของระบอบอุปถัมภ์ ชนชั้นนำ รัฐราชการ ทหาร ตุลาการ อำมาตย์ ถามว่าคนเหล่านี้หรือที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศไทย วาระประเทศไทย ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ฯลฯ

การมองภาพตัวบุคคลบนโพเดียมเป็นแค่ภาพลวงตา ด้วยคำพูด ด้วยอากัปกิริยา อภิสิทธิ์แสดงออกเหมือนผู้นำรุ่นใหม่ที่มีจิตใจประชาธิปไตย แต่ถามว่าพฤติกรรมในการขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ ม.7 มาถึงตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร มันแสดงออกถึงอะไร อภิสิทธิ์เมื่อปี 35 หรืออภิสิทธิ์เมื่อปี 51 กับอภิสิทธิ์วันนี้ไม่ใช่คนเดียวกันนะครับ อำนาจเปลี่ยนคนได้ไม่ว่าทักษิณหรือใครก็ตาม

แต่เอาเถอะ ตัวบุคคลยังไม่สำคัญเท่าระบอบ ต่อให้อภิสิทธิ์อยากปฏิรูป คนชั้นกลางวาดฝันว่าจะปฏิรูป โดยร่วมมือกับกองทัพ อำมาตย์ ชนชั้นนำ กลุ่มทุน (สองสูงแบบเจ้าสัวซีพีเอาไหม) สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้ กระจายโอกาส ถามว่าเป็นจริงไปได้หรือ

คุณไปบอกเจ้าสัวแบงก์กรุงเทพฯ ขอกำหนดส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝากก่อนได้ไหม คุณไปบอกกองทัพที่ได้งบประมาณเพิ่ม 2 เท่าใน 4 ปีหลังรัฐประหาร ลดกำลังพลลดงบซื้ออาวุธลงได้ไหม คุณไปบอกพลเอกเปรมเลิกความฝันอยากเห็นกองพลทหารม้าที่ 3 ก่อนตาย ได้ไหม คุณไปบอกตุลาการว่าขอขึ้นเงินเดือนข้าราชการส่วนอื่น ไม่ขึ้นให้ตุลาการที่สูงปรี๊ดอยู่แล้ว ได้ไหม

นี่แค่ยกตัวอย่างจิ๊บๆ ไม่ต้องพูดถึงการกระจายอำนาจ การตรวจสอบอำนาจ ที่เป็นหลักประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์

เพราะอันที่จริงคนชั้นกลางก็ไม่ต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงต้องการ “ประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ” เพื่อปกป้องโลกอันแสนสุขของตนที่ประนีประนอมอยู่กับระบอบอุปถัมภ์ กระนั้นก็ยังทะลึ่งคิดว่า “ประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ” นี้แหละ จะสร้างความเป็นธรรมให้สังคมได้

ความอยุติธรรม

ผมอ่านข้อเขียนของอานันท์ หมอประเวศ ไพบูลย์ เหมือนกันอยู่อย่างคือพูดถึงความปรองดอง เยียวยา แต่ไม่มีใครพูดถึง “ความยุติธรรม”

ถามว่าทำไมต้องพูดกันจังเรื่องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ เห็นว่าเสื้อแดงลุกฮือขึ้นมาเพราะจน อย่างนั้นหรือ โอเค อาจไม่ได้บอกว่ารับจ้างม็อบ อาจมองในแง่ดีขึ้นมาหน่อยว่าเพราะคนชนบทยากจน ฝากความหวังกับนโยบายประชานิยมของทักษิณ จึงรักทักษิณ สู้เพื่อทักษิณ

นั่นมันสี่ปีที่แล้วครับ ไม่ใช่ พ.ศ.นี้ สี่ปีที่แล้วคนชนบทรักทักษิณ คนจนคนชั้นล่างรักทักษิณ แต่สี่ปีผ่านไปมันมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย

สี่ปีที่ผ่านไป จากความรักทักษิณ มันพัฒนาไปเป็นความรู้สึกว่าทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม ผู้นำที่เขาเลือกมาไม่ได้รับความยุติธรรม พรรคการเมืองที่เขาเลือกไม่ได้รับความยุติธรรม และพวกเขาเองก็ไม่ได้รับความยุติธรรม ถูกเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน “ไม่มีเส้น”

เขาชนะเลือกตั้งแล้วถูกแย่งยึดอำนาจ ด้วยรัฐประหาร ด้วยตุลาการภิวัฒน์ สองครั้งซ้อน ทั้งล้มรัฐบาล ทั้งยุบพรรค และเมื่อออกมาต่อสู้บนท้องถนน ก็ถูกเลือกปฏิบัติจากชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง และกองทัพ จนถูกปราบสองปีซ้อนอีกเช่นกัน

ถามว่าคนเรา ทั้งที่เห็นป้าย “เขตใช้กระสุนจริง” ยังไม่กลัวตาย มันเพียงเพราะหวังจะได้ประชานิยมหรือครับ มีใครมั่งยอมตายเพื่อ 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน SML หรือเงิน 5 หมื่นที่ทักษิณสัญญาถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาล

คนชั้นกลางดูหมิ่นน้ำใจคนชนบทมากไป ที่เชื่อว่าพวกเขายอมตายเพราะรักทักษิณ หรือเพราะผลประโยชน์ ไม่ได้มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับมวลชนเสื้อแดงเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แค่รัก ไม่ใช่เพราะชอบนโยบาย แต่มันกลายเป็นความรู้สึกร่วมอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน ถูกกระทำเหมือนๆ กัน คับแค้นเหมือน ๆกัน

ความรักไม่ทำให้คนบ้าบิ่นไม่กลัวตายหรอกครับ มีแต่ความโกรธ เกลียด คับแค้นแน่นอก ที่เผชิญมาด้วยตนเอง จึงทำให้คนลุกขึ้นสู้พร้อมจะแลกชีวิต

ความอยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่างหากที่ทำให้เสิ้อแดงพร้อมพลีชีพ กระทั่งพร้อมจะสู้ต่อไปทุกรูปแบบ ไม่ว่าใต้ดินบนดิน ท่านทั้งหลายพูดถึงความปรองดอง เยียวยา แต่ไม่พูดถึงความยุติธรรม แล้วจะปรองดองกันได้อย่างไร

ฉะนั้นก็เชิญปรองดองกันไปข้างเดียวเถอะครับ จะปฏิรูปประเทศไทยจะกระจายความเป็นธรรมอะไร ก็เชิญทำกันตามสบาย เพราะคนเสื้อแดงไม่ร่วมมือ คนชั้นกลาง “เสรีนิยม” อย่างผมก็ไม่ร่วมมือ เพราะผมไม่เชื่อการปฏิรูปโดย “ระบอบอภิสิทธิ์(ชน)” หรือ “ประชาธิปไตยอำนาจพิเศษ” ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เชื่อว่า “ระบอบทักษิณ” จะปฏิรูปได้ แต่ผมเชื่อในการละลายขั้วอำนาจ-ทุกขั้ว ให้ลงมาอยู่ติดดิน มันจึงจะเกิด “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ที่ประชาชนมีอำนาจอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ดี วันนี้โอกาสเป็นของพวกท่านแล้ว ที่จะร่วมมือกับ “ระบอบอภิสิทธิ์” ปรับโครงสร้าง ปฏิรูปประเทศไทย สร้างความเป็นธรรม หลังจากปราบเสื้อแดงได้สำเร็จ โดยคนเสื้อแดงหรือคนชั้นกลางเสรีนิยม คงจะได้แต่นั่งเอาเท้าแช่น้ำรอรับส่วนบุญ ถ้าพวกท่านทำสำเร็จ

แต่บอกก่อนนะครับ โอกาสนั้นคงไม่ยาวนานนัก ท่านต้องเร่งสร้างความเป็นธรรมขนานใหญ่เลยล่ะ ระหว่างส่งทหารลงไปตรึงพื้นที่สีแดงไม่ให้โงหัว แต่ถ้าเขาโงหัวได้เมื่อไหร่ โอกาสของพวกท่านก็หมด

ผมชอบใจที่สนธิ ลิ้มทองกุล เปรียบอภิสิทธิ์เป็น The Last White Hope มีคนท้วงว่าสนธิพูดผิด ชื่อหนังคือ The Great White Hope แต่ผมเชื่อว่าสนธิรู้และจงใจเหน็บ เพราะจริงๆ คือ Last

เพียงแต่ White ไม่น่าจะหมายเฉพาะประชาธิปัตย์ แต่หมายถึงคนชั้นกลาง ชนชั้นนำ และอำมาตย์ ที่มีอภิสิทธิ์เป็นความหวังสุดท้ายจริงๆ

หลังจากนั้น คนดำครองหมดทั้งวงการมวย นาสเกตบอล ฟุตบอล ทั้งอเมริกันและซอคเกอร์… สนธิรู้อยู่แก่ใจ

ใบตองแห้ง
4 มิ.ย.53

=================================================

หมายเหตุจากผู้โพสต์: ดูเหมือนว่า “ใบตองแห้ง” จะเป็นคอลัมนิสต์เพียงไม่กี่คนที่เข้าใจถึงก้นบึ้งของคนเสื้อแดง และกล้าพูด กล้าเขียนสิ่งที่คนเสื้อแดงเป็น โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างคนเสื้อแดงกับอดีตนายกทักษิณ ตรงจุดนั้นก็คือ “ความยุติธรรม” ซึ่งผมเองก็มีความคิดที่ตรงกันก็คือ “ความยุติธรรม” ที่เป็นชะตากรรมเดียวกันระหว่างอดีตนายก และ คนเสื้อแดง มันกลายเป็นคนหัวอกเดียวกัน คนบ้านเดียวกันที่ต้องเผชิญชะตากรรมถูกกระทำเหมือนกัน ดังนั้นการมุ่งใช้อำนาจทหาร การเมือง และแก้ไขความยากจน -แจกเงินคนต่างจังหวัด ก็คงไม่สามารถเยียวยาพวกเขาได้

ความยุติธรรมเท่านั้นที่จะเยียวยาทุกอย่าง

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ “ผมเป็นนักวิชาการ ไม่ใช่แกนนำนปช.”

วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7127 ข่าวสดรายวัน


สัมภาษณ์พิเศษ หนังสือพิมพ์ข่าวสด หน้า 3

ตกเป็น 1 ในผู้ต้องหาตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หรือ “อาจารย์ยิ้ม” ของวงวิชาการ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้ามอบตัว ก่อนตกเป็นข่าวดังเมื่อประกาศอดข้าวประท้วง เพราะรับไม่ได้ที่ถูกละเมิดเสรีภาพทางวิชาการ

เปิดใจหลังได้รับอิสรภาพ ไม่ได้เป็นแกนนำคนเสื้อแดงอย่างที่ถูกกล่าวหา และเชื่อมั่นว่าหากนายกฯ ไม่ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงก็จะไม่มีวันสมบูรณ์

ศอฉ.ควบคุมตัวดำเนินคดีข้อหาอะไร

คดีที่ผมโดนตอนนี้ คือเรื่องการชุมนุมในที่สาธารณะเกิน 5 คน ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนคดีเก่าที่ผมถูกกล่าวหาว่าเป็นแกนนำนปช.รุ่น 2 ที่ชุมนุมทางการเมืองทำให้เกิดความวุ่นวาย ถือว่าจบไปแล้ว

ช่วงที่ถูกคุมตัวอยู่ในค่ายอดิศร ทั่วไปถือว่าดี เจ้าหน้าที่ทหารพยายามดูแลดี จัดแพทย์มาตรวจสุขภาพอยู่เสมอทั้งเช้าเย็น เพียงแต่เรารู้สึกไม่สบายใจเวลาถูกควบคุมตัว เพราะเราขาดอิสรภาพ

ที่สำคัญ ตามระเบียบตรงนี้ห้ามการสื่อสาร เราโดนเก็บโทรศัพท์มือถือ การสื่อสารกับคนภายนอกต้องผ่านเจ้าหน้าที่ นาฬิกาถูกยึด เราไม่รู้เวลา อาศัยสังเกตพระอาทิตย์

มีข่าวว่าถูกห้ามอ่านตำราด้วย

วันที่ผมถูกจับวันแรก ผมเอาหนังสือไปด้วย พออ่านไปได้หนึ่งวัน ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าศอฉ.ขอตรวจหนังสือว่าผมมีหนังสืออะไรอ่านบ้าง แล้วเอาหนังสือผมไป จากนั้นผ่านไป 24 ชั่วโมง เช้าวันรุ่งขึ้นผมยังไม่ได้หนังสือคืน ผมเลยตัดสินใจว่าถ้าเป็นเช่นนี้ จึงบอกเจ้าหน้าที่ว่าผมจะขอไม่ทานข้าว จนกว่าจะได้หนังสือคืน

หลังจากผมขออนุญาตไม่ทานข้าว 8 ชั่วโมง ผมก็ได้หนังสือคืน ผมก็เลิก

เป็นหนังสือต้องห้ามหรือไม่

ไม่เลย เป็นตำราที่ผมจะใช้อ่านเพื่อเตรียมการเรียนการสอน อาทิ หนังสือปรัชญาประวัติศาสตร์ ที่เป็นหนังสือทางการเมืองก็มีหนังสือประวัติศาสตร์ “แผนชิงชาติไทย” ที่ผมเขียนเอง ไม่มีหนังสือที่เป็นภัย เพียงแต่ศอฉ.ต้องการเท่านั้น โดยรวมทุกอย่างไม่มีอะไร ยกเว้นเรื่องควบคุมตัว ตัดการติดต่อสื่อสาร ซึ่งผมถูกควบคุมตัวอยู่ 8 วัน

เรื่องคดีถือว่าจบ

คดีนี้หมดแล้ว มีเรื่องชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนอย่างเดียว ตำรวจได้แจ้งข้อหาแล้ว ก็ต้องมีการสอบสวนอีกที ทางเรามีสิทธิ์ตั้งทนายขึ้นมาต่อสู้คดีตามปกติ หากตำรวจเห็นว่าคดีมีมูลควรฟ้อง เสนอให้อัยการยื่นฟ้องต่อไป

ถูกสอบสวนอย่างไร

ศอฉ.ส่งตำรวจมา ก็ไม่เชิงสอบสวน แต่เขาบอกว่าเป็นการพูดคุยมากกว่า ตำรวจถามบางเรื่อง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับคุณดา ตอร์ปิโด อีกเรื่องคือความเกี่ยวพันกับนปช. ความเกี่ยวข้องกับคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ผมชี้แจงไปแล้วว่าผมไม่ได้เกี่ยวข้องนปช. ไม่ได้เป็นแกนนำ ที่กล่าวหาผมเป็นแกนนำรุ่น 2 เป็นไปไม่ได้เลย ผมไม่มีศักยภาพที่จะจัดการชุมนุมสร้างความวุ่นวายได้เลย

ยิ่งกว่านั้นถ้าผมจะสู้ ผมจะสู้ในกรอบสันติวิธี แต่ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะไปสู้ ผมคิดว่าเขาจับผิดตัว ผมไม่ใช่แกนนำ ผมให้การไปว่าไม่ใช่ผม คงจับผิดตัวแน่

บทบาทที่เกี่ยวข้องเสื้อแดง

ไม่มี ผมไม่เคยเป็นบ.ก.หนังสือ ผมเขียนบทความลงผมก็ได้เงิน ถือเป็นงานอาชีพ ถ้าไม่ได้เงินผมก็ไม่เขียน เพราะไม่มีเวลาไปร่วมจัดทำอะไร งานที่มหาวิทยาลัยก็มาก ลูกผมยังเด็กมาก ตอนนี้ 7 ขวบ ผมกับภรรยาต้องผลัดกันดูแล จึงไม่อยู่ในฐานะหรือมีเวลาไปทำอย่างอื่น

ประเมินวันนี้เสื้อแดงถือว่าแพ้หรือยัง

วันนี้ไม่ถือว่าแพ้ อย่างมากก็เพลี่ยงพล้ำชั่วคราว เพราะกระบวนการของเสื้อแดงคือประชาธิปไตย ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย คนเสื้อแดงไม่ตาย ยังอยู่ เป้าหมายยังไม่บรรลุก็คงไม่ไปไหน

แต่การจะกลับมา ผมคิดว่าต้องคอยอีกระยะหนึ่ง ผมไม่เห็นด้วยที่จะมาทำอะไรตอนนี้ เพราะมันเสียหาย ซึ่งเป้าหมายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมันไม่ปิด บ้านเมืองไทยจะต้องเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ผมยืนยันว่าไม่ยุติ แต่การต่อสู้ต้องระมัดระวังมากขึ้นกว่านี้

มองวิถีการต่อสู้ของเสื้อแดงอย่างไร

การต่อสู้เท่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นผม ผมจะหยุดตั้งแต่นายกฯ เสนอแผนปรองดอง แล้วพี่วีระ(มุสิกพงศ์) ก็รับไว้แล้ว ถ้าเป็นผม อยากหยุดหรือหาทางลงตรงนั้น คงไม่ปล่อยให้เกิดการชุมนุมยืดเยื้อต่อมา

แต่ผมไปกำหนดไม่ได้ เป็นเครื่องชี้อย่างหนึ่งว่าผมไม่ได้เป็นแกนนำ ถ้าผมกำหนดได้ ผมจะเลิกพร้อมพี่วีระ

จุดเพลี่ยงพล้ำเสื้อแดง เพราะแกนนำฮาร์ดคอร์ไม่ยอมลงใช่หรือไม่

เท่าที่ทราบ คล้ายอย่างนั้น แต่ผมไม่ยืนยันเพราะไม่มีเวลาเช็กข้อมูลแล้วผมมาโดนเองอีก แต่มีกระแสข่าวคล้ายอย่างนั้น ผมไม่รู้ว่าเป็นจุดพลิกผันของสถานการณ์หรือไม่ ผมถูกคุมตัว ไม่รู้อะไรเลย ขนาดบอกจะปล่อยตัว ผมยังไม่แน่ใจว่าปล่อยจริงหรือจะเอาไปขังที่อื่น ตอนนั้นมันเบลอ

มองอย่างไรที่แกนนำต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม

ผมคิดว่ากระบวนการทั้งหมด เป็นกระบวนการทางการเมืองมากกว่ากระบวนการยุติธรรม แกนนำนปช.ส่วนหนึ่งโดนจับกุม ถ้ามองการปฏิบัติการฟื้นเสื้อแดง ทำได้ไม่ง่ายนัก ไม่ว่าจะฟื้นง่ายหรือฟื้นยาก เร็วหรือช้า ผมคิดว่ากระบวนการประชาธิปไตยต้องคงอยู่ ประเทศนี้ต้องก้าวไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแน่นอน แต่ผมขอรัฐบาลอย่างเดียว ขอให้เลิกใช้นโยบายความรุนแรงกับประชาชนอย่างที่ผ่านมา มันไม่ถูกต้องที่จะต้องเสียชีวิตไม่ว่าทหารหรือประชาชน ผมไม่เห็นด้วยเพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ผมคิดว่าทหาร กองทัพ รัฐบาล เป็นด้านหลักที่ต้องเลิกใช้วิธีแบบนี้ ต้องแก้ปัญหากับประชาชนโดยสันติวิธีจะดีกว่าเยอะ และบาดแผลจะไม่ลึกด้วย การใช้วิธีที่ผ่านมา บาดแผลมันลึก

ในฐานะเคยอยู่ในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519 มองสถาน การณ์เม.ย.-พ.ค.2553 อย่างไร

ผมอยู่ในขบวนการนักศึกษา วันที่นักศึกษาถูกปราบปราม ผมหนีเข้าป่า มองเหตุการณ์วันนี้คล้ายกับการปราบปรามช่วง 6 ต.ค.2519 มาก หรือจะต่างก็ไม่ต่างกันมาก แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับเหมือนกันเลย คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น การกวาดล้าง การเข่นฆ่า สังหารประชาชนตายเป็นร้อยคน ซึ่งต้องอาศัยเวลาอีกสักพักในการฟื้นตัว ผมไม่ต้องการโต้แย้ง แต่ไม่อยากให้มีใครตาย อยากให้แก้ปัญหาโดยสันติวิธี

มองอนาคตการเมืองไทยจากนี้เป็นอย่างไร

เสื้อแดงต้องใช้เวลาสรุปบทเรียน ใช้เวลาฟื้นตัวอีกระยะ จริงๆ สิ่งที่ผมอยากเสนอกับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายชนชั้นนำมากกว่า คือ รีบแปรเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตยโดยเร็วดีกว่า เพราะประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จะแก้ปัญหาได้สารพัด เป็นยาแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ตราบใดที่บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ปัญหาก็ไม่จบ

การกลับไปเป็นประชาธิปไตยต้องทำอย่างไร

ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่เสียหาย และทำได้ในระบอบประชาธิป ไตย นอกจากเราจะไม่ใช้ระบอบประชาธิปไตย เราจะใช้ระบอบอื่น เมื่อใช้ระบอบประชาธิปไตย การยุบสภาถือเป็นเรื่องธรรมดา

หากยุบสภาเลือกตั้งใหม่ คนเสื้อแดงก็หมดหน้าที่

หากมีเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยคงชนะ บทบาทเสื้อแดงคงไม่มีอะไร เพราะรัฐบาลคงเข้ามาปฏิรูปประเทศ มีมาตรการให้เป็นประชาธิปไตย หรือหากมีมาตรการอะไรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มาว่ากันอีกที แต่ผมคิดว่าน่าเป็นประชาธิปไตย เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ (ชินวัตร) มีบทเรียน

บทบาทอาจารย์กับเสื้อแดงจากนี้ไป

ผมไม่ได้มีบทบาทอะไรกับเสื้อแดง ที่ผ่านมาผมเป็นนักวิชาการ ทำงานด้านวิชาการ ผมไม่ใช่นักเคลื่อนไหว ผมยืน ยันเสมอว่าผมเป็นแกนนำไม่ได้ และไม่เคยเป็นแกนนำนปช. เพราะไฮด์ปาร์กไม่เป็น งานเยอะมาก ทั้งงานมหา วิทยาลัย งานส่วนตัว แกนนำต้องอุทิศตัวอยู่กับมวลชน ผมทำไม่ได้ แต่ถ้าให้ผมช่วยเหลือ ให้กำลังใจพอไหว เพราะนักวิชาการต้องทำงานวิชาการ

ยุคนี้มีการคุกคามนักวิชาการมาก

ผมมองว่าเป็นการคุกคาม เพราะก่อนหน้าผม ไม่มีนักวิชาการโดนข้อหาทางการเมืองเลย ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา มีอาจารย์ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ โดนเป็นคนสุดท้าย

นักวิชาการถูกกระทบไปด้วยในสถานการณ์อย่างนี้ น่าจะมีระบบไม่ให้มีการคุกคามนักวิชาการ ถ้าทำได้ผมก็อนุโมทนา

มีชื่ออยู่ในผังล้มเจ้าของศอฉ.

มีสื่อฉบับหนึ่ง พยายามโจมตีใส่ร้ายผมมาตลอดแล้วศอฉ.ไปเชื่อข้อมูลนั้น ตอนที่ตำรวจมาคุยกับผม ผมเสนอไปแล้วว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่ยุแยงตะแคงรั่ว ชอบหาเรื่องว่าคนโน้นล้มเจ้าคนนี้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ฉะนั้น ถ้าต้องการสมานฉันท์ ปรองดอง สันติ ต้องปิดสื่อที่ว่านี้ ถึงจะปรองดองสมานฉันท์ สันติภาพได้

ทีมอังกฤษถึงแอฟริกาใต้แล้ว

England

เดลี่เมล์รายงานวันที่ 3 มิ.ย. ว่า ฟาบิโอ คาเปลโล่  พร้อมนักเตะสิงโตคำราม 23 คน เดินทางถึงสนามบินโอ.อาร์.ทัมดบ อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์พอร์ต ในเมืองโยฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้เรียบร้อยแล้ว เมื่อบ่ายวันที่ 3 มิ.ย. เครื่องบินมาถึงเร็วกว่ากำหนด 30 นาที ก่อนที่นักเตะทั้งหลาย นำโดยปีเตอร์ เคร้าช์ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด แฟร้งก์ แลมพาร์ด แกเร็ธ แบร์รี่ เป็นนักเตะชุดแรกที่ลงจากเครื่อง
ขณะที่เวย์น รูนีย์ ดาวยิงตัวเก่งลงมาเป็นกลุ่มสุดท้าย เพื่อเตรียมพร้อมลงเตะฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย โดยอังกฤษจะเตะกับสหรัฐฯ เป็นนัดแรกในวันที่ 12 มิ.ย.นี้
คาเปลโล่ให้สัมภาษณ์สั้นๆว่า ”ผมหวังว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แก่แอฟริกาใต้ ประเทศเจ้าภาพ เช่นกัน ทีมของเราเดินทางมาที่นี่ก็เพื่อความสำเร็จ ขอบคุณ เป็นสิ่งที่ดีมากที่เราได้มาที่นี่”

ก่อนหน้านี้ คาเปลโล่กล่าวให้กำลังใจกับลูกทีมสิงโตคำรามอังกฤษ ก่อนขึ้นเครื่องไปแอฟริกาใต้ เพื่อสู้ศึกบอลโลกว่า จะอยู่กับทีมชาติอังกฤษไปอีก 2 ปี หลังจากมีข่าวกวนใจว่า อาจจะย้ายไปทำทีมให้อินเตอร์ มิลาน แชมป์ของอิตาลี ที่โฮเซ่ มูรินโญ่ เพิ่งไขก๊อกออกไป

ก่อนนักเตะขึ้นเครื่อง สมาคมฟุตบอลอังกฤษ ออกแถลงการณ์ว่า “ขอยืนยันว่า ฟาบิโอ คาเปลโล่ จะเป็นผู้จัดการทีมอังกฤษ ไปจนถึงศึกยูโร 2012″ ด้านคาเปลโล่ กล่าวว่า “ผมดีใจอย่างยิ่ง และอยากขอบคุณเซอร์เดวิด ริชาร์ดส์ และสมาคมฟุตบอลอังกฤษสำหรับการสนับสนุนและรับประกันอนาคตของผม ผมต้องการที่จะทำหน้าที่ครบตามสัญญาเสมอ และในแอฟริกาใต้ เราจะทุ่มเท่ให้กับบอลโลก”

====================================

เบนิเตซ พ้นลิเวอร์พูล

liverpool

เมื่อ 3 มิ.ย. ทีม“หงส์แดง”ลิเวอร์พูลออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรว่า สโมสรแยกทางกับราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือเรียบร้อยแล้ว ด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หลังจากบอร์ดบริหารลิเวอร์พูล หารือกันถึงอนาคตของเบนิเตซ โดยพร้อมตจะจ่ายเงินชดเชยให้กับกุนซือชาวสเปนรายนี้ เป็นเงิน 3 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 150 ล้านบาท

มาร์ติน บรูจ์ตั้น ประธานสโมสรลิเวอร์พูล กล่าวว่า ราฟาจะอยู่ในความทรงจำของลิเวอร์พูลตลอดไป หลังจากนำถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่ก็ต้องผิดหวังกับฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายจึงรู้สึกว่าการเริ่มต้นด้วยความสดใสจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย

หลังจากนี้คริสเตียน เพอร์สโลว์ กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยเคนนี่ ดัลกลิช ทูตของสโมสร จะเริ่มต้นสรรหาผู้จัดการทีมคนใหม่ต่อไป

ด้านเบนิเตซ กล่าวว่า “มันเรื่องที่น่าเศร้างสำหรับผมมากที่จะประกาศว่า ผมจะไม่ได้เป็นผู้จัดการทีมของลิเวอร์พูล อีกต่อไปแล้ว ผมต้องขอขอบคุณทีมงาน และนักเตะทุกคนที่ทุ่มเททำงานมาอย่างหนักตลอดเวลา 6 ปีที่ผมอยู่ที่นี่ มันจะอยู่ในใจของผมตลอดไป ผมจะเก็บความทรงจำที่ดีๆไว้ในหัวใจ ด้วยแฟนบอลที่ภักดี และสนับสนุนตลอดมาในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมไม่มีคำพูดใดที่จะกล่าวขอบคุณได้ ขอบคุณอีกครั้ง และอยู่ในความทรงจำตลอด ยู วิล เนเวอร์วอล์ก อะโลน

มันมาอีกแล้ว! คลิปชายแต่งชุดพลเรือนถือเอ็ม 16 ปฏิบัติการร่วมกับทหารเมื่อ 19 พ.ค.

Fri, 2010-06-04 01:01

เผยคลิปกองกำลังแต่งกายแบบพลเรือนถือปืนเอ็ม 16 ปะปนอยู่กับทหารบริเวณบ่อนไก่ ระหว่างมีการสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พ.ค.

วันนี้ (4 มิ.ย. 53) ผู้สื่อข่าวประชาไทตรวจสอบคลิปในเว็บไซต์ยูทิวป์ของคุณ nasak33 ซึ่งระบุว่า “ทหารยิงคุ้มกันเพื่อเคลื่อนย้ายทหารที่บาดเจ็บสาหัสจากการ ถูกซุ่มยิง ขณะสังเกตการณ์อยู่บนตึกข้างอาคารลุมพินีทาวเวอร์ บ่อนไก่” โดยเป็นภาพทหารอยู่ท้ายรถบรรทุกทางทหารยิงปืนกระสุนจริงไปยังเป้าหมายทั้งแนวเฉียงและแนวระนาบ

อย่างไรก็ตาม ในวินาทีที่ 35 ของคลิปหลังจากที่ทหารแบกเปลเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บผ่านกล้องไปแล้ว จะเห็นชายแต่งกายแบบพลเรือน สวมเสื้อยืดสีขาว ถือปืนเอ็ม 16 วิ่งผ่านกล้อง และมีทหารสวมชุดลายพรางถือปืนเอ็ม 16 และปืนลูกซองวิ่งตาม นอกจากนี้ยังมีทหารอีกนายถือปืนวิ่งผ่านกล้องมาอีก

MIB

ชายแต่งกายพลเรือน ถือเอ็มสิบหก วิ่งมาพร้อมแถวทหาร

เหตุใดพลเรือนจึงปฏิบัติการร่วมกับทหาร

=============================================

หลังจากมีคลิปวีดีโอเผยแพร่ตามเวบไซต์ต่าง ๆ พลเมืองเน็ตได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจจากภาพที่เห็นดังนี้

1.ทำไมทหารที่อยู่ในท่านั่งยิงจึงไม่สวมเครื่องแบบทหาร แต่ใส่เสื้อยืด กับเสื้อกั๊กเท่านั้น

MIB

ใส่ผ้าปิดหน้า (ดูทหารตามลูกศรสีแดง)

MIB

เสื้อยืดสีแดง หมวกเหล็ก ติดแถบใบอนุญาตให้ฆ่าด้านหลังหมวก (แถบสติ๊กเกอร์สีชมพู)

MIB

ดูให้ชัด

นอกจากนั้นยังมีภาพชายสวมเสื้อยืดดำ กางเกงลายพรางนั่งอยู่ ในวงทหาร

MIB

ซึ่งก่อนหน้านี้ภาพข่าวจากช่องเก้า ได้เผยภาพประชาชนถือปืนเอ็มสิบหกวิ่งมาพร้อมกับแถวทหารมาแล้ว และยังไม่มีคำตอบจาก ศอฉ. ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร มาจากหน่วยไหน ทำไมจึงไม่สวมเครื่องแบบ

MIB

เรื่องอื่นที่เกี่ยวกับกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

รวบรวมภาพ-คลิป: ทหารซุ่มยิงประชาชน-วัดปทุมวนาราม-บ่อนไก่

CNN ลงรูปชายชุดดำแก้ตัวตีข่าวไทย

“มีคนเหรอ ยิงเลย”

พบกองกำลังติดอาวุธไม่แต่งเครื่องแบบร่วมปฏิบัติการกับทหารเมื่อ 19 พ.ค.

เอ็นจีโอทั่วโลกเรียกร้องนายกฯ ไทยปล่อยตัว “สมยศ”

Thu, 2010-06-03 18:30

Clean Cloth Campaign ซึ่งทำงานรณรงค์คุ้มครองการละเมิดแรงงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วโลกรวมรวมรายชื่อเอ็นจีโอในต่างประเทศกว่า 100 องค์กรส่งจดหมายถึงนายกไทย ให้ปล่อยตัว “สมยศ พฤษาเกษมสุข” โดยทันทีเนื่องจากเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

สมยศ

3 พ.ค. 53 – เว็บไซต์ของ Clean Clothes Campaign ได้รณรงค์ให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน โดยระบุว่า “กรุณาติดต่อรัฐบาลไทยและขอให้ปล่อยตัวสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักรณรงค์ด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีถูกจับกุมจากปัญหาทางการเมืองในประเทศไทย” องค์กรนี้ระบุอีกว่า “เขาถูกคุมตัวในค่ายทหารตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 Clean Clothes Campaign และองค์กรต่างๆ เป็นกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยและสุขภาพ”

โปรดติดต่อรัฐบาลไทยทันที

http://www.cleanclothes.org/urgent-actions/thai-labour-advocate-arrested#action

อนึ่ง The Clean Clothes Campaign เป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานและสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งของคนงานในอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้าภคและสนับสนุนคนงานโดยตรง รวมถึง ต่อสู้ด้านสิทธิต่างๆ และสภาพการทำงานที่ดีขึ้น The Clean Clothes Campaign มีองค์กรพันธมิตรต่างๆ ใน 13 ประเทศในยุโรป และมีองค์กรเครือข่ายกว่า 200 องค์กรทั่วโลก รวมทั้งทำงานในลักษณะเดียวกันนี้ในสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย

เรียน พ.ณ. ท่านนายกรัฐมนตรี

ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่านด้วยความนับถือเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว นายสมยศ พฤกษาเกษมสุขโดยทันที พวกเราเข้าใจว่าในขณะนี้เขาถูกกักขังอยู่ที่ค่ายทหารอดิสรในจังหวัดสระบุรี

พวกเรารู้จักนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข จากการทำงานเพื่อขบวนการแรงงานสากล เรารู้ว่าเขาเป็นพลเมืองไทยที่ดีคนหนึ่ง ผู้ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าในสิทธิมนุษยชน เขาเป็นผู้ที่รู้จักเป็นอย่างดีและได้รับความนับถือในระดับสากล นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นสื่อมวลชนและทำงานด้านวิชาการเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแกนนำหลักของ “คนเสื้อแดง”

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมพร้อมกับ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ที่ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งสองคนเข้ามอบตัวกับศูนย์อำนวยการรักษาสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามีการออกหมายจับ การออกหมายจับดังกล่าวเนื่องมาจากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2553 เวลา 13.00 น. เมื่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ในนามของกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จัดการแถลงข่าวขึ้นในบริเวณหน้ามูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นจัดการงานอย่างสันติ

พวกเราเข้าใจว่า เมื่อวันศุกร์ ศาลอาญาเห็นด้วยกับคำขอของศอฉ. ในการขยายระยะเวลาการคุมขังนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขออกไปอีก 7 วัน โดยไม่มีข้อกล่าวหา และไม่มีกระบวนการสอบสวนที่เป็นทางการในระหว่างการกักขัง พวกเขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล

พวกเราหวังว่า ท่านจะปฏิบัติตามคำขอของเราและให้ปล่อยตัวโดยทันที รวมทั้งขอให้ท่านแจ้งพวกเราเกี่ยวกับการดำเนินการของท่านในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

…………………..

Your Excellency,

I write to respectfully ask you for the immediate release of Somyot Pruksakasemsuk. We understand that he is currently being held at Adisorn Army Base in Saraburi.

We know Mr. Pruksakasemsuk through his work for the international labour movement. We have come to know him as a loyal Thai citizen who has a passionate belief in Human Rights. He is very well known and respected internationally. Mr. Pruksakasemsuk is a journalist and academic promoting freedom of speech and was not part of the core leadership of the “red shirts”.

Mr. Pruksakasemsuk was arrested together with Dr. Suthachai Yimprasert, Associate Professor at Chulalongkom University, who has recently been released. Both men surrendered to the CRES when they heard that warrants were out for their arrest. The warrants were issued in regard to the incident on 21 May 2010 at 13.00, when Mr. Pruksakasemsuk and Dr. Yimprasert, in the name of the 24th of June Democracy Group, held a press conference in front of the House No. 111 Foundation. This was a peaceful event.

We understand that the Criminal Court agreed with the Centre for Resolution of the Emergency Situation (CRES) on Friday to extend the detention of Mr. Pruksakasemsuk for another seven days, and that no charges were pressed against him, and no inquiry session had been arranged during his detention, which we believe to be a violation of international human rights standards.

We sincerely hope you will comply with our request and ensure his immediate release, and kindly ask you to inform us about your actions in this matter at the earliest possibly opportunity,

Yours faithfully,

“ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น”

Fri, 2010-06-04 01:24

จากเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ชื่อ “ทนายของทักษิณมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ” ซึ่งเตือนไม่ให้ ศาตราจารย์ เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาชญากรรมสงครามร่วมทีมสืบสวนของทนายความ โรเบิร์ท อัมสเตอดัม โดยในบทบรรณาธิการฉบับนี้บอกว่าทีมทนายของโรเบิร์ทได้รับการจ้างวานมาจากอดีตนายกฯ ทักษิณ อีกทั้งยังกล่าวหาอีกว่าโรเบิร์ท เป็นปากกระบอกเสียงให้ทักษิณและก่อนหน้านี้เคยทำตัวเป็นนักล็อบบี้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมาย อีกทั้งยังแสดงความเห็นว่าทีมกฏหมายที่เข้ามาสืบสวนพิสูจน์หลักฐานการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงนั้นไม่น่าจะทำงานด้วยความสุจริต

ในเว็บไซต์ของโรเบิร์ท อัมสเตอดัม ตีพิมพ์บทความตอบโต้ชื่อ “ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น” ซึ่งกล่าวถึงการที่เนชั่นพาดพิงถึงตนและนูปส์ โดยชวนให้นึกถึงสื่อไทยที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลที่พยายามสร้างความสมจริงในรูปแบบของตัวเองขึ้นมาและชวนให้คนรับสื่อเชื่อโดยทำให้พวกเขาแยกระหว่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเรื่องแต่งออกจากกันไม่ได้

โดยโรเบิร์ท ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มทนายที่จะเข้ามาสืบสวนการปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดงของรัฐบาล เป็นทนายผู้มีชื่อเสียงจากการทำคดีระดับโลก เช่นคดีของบริษัท Yukos-Group MENATEP ในรัสเซีย นิตยสาร เดอะ ลอว์เยอร์ ของอังกฤษเคยจัดอันดับให้โรเบิร์ทติดหนึ่งในร้อยอันดับทนายร้อนแรงของอังกฤษ

ภาวะล้ำจริง (Hyperreality) ของโฆษณาชวนเชื่อสื่อไทย : โต้ตอบเดอะ เนชั่น
บทบรรณาธิการวันนี้ ของหนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลไทย ได้พาดพิงถึงงานของผมและของเพื่อนผมคือทนาย เกอธ-แจน อเล็กซานเดอร์ นูปส์ นอกเหนือจากการกล่าวหาโจมตี การกล่าวเท็จ และหมิ่นประมาทตามปกติแล้ว ยังมีส่วนพูดถึงเรื่องทางการเมืองอย่างเลวร้ายด้วย บทบรรณาธิการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายตั้งไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วในการลดคุณค่าของผลการสืบสวนเชิงสิทธิมนุษยชนต่อเรื่องการที่รัฐบาลไทยละเมิดกฏหมายอาชญากรรมสงครามในการใช้ความรุนแรงช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา

จริงผมไม่ค่อยเน้นถึงเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ เพราะจะทำให้ดูเป็นการจงใจหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นที่สำคัญจริง ๆ แต่เรื่องดังกล่าวนี้ชวนให้ไตร่ตรองถึงผู้อ่านต่างชาติ ในฐานะที่มันได้แสดงให้เห็นแนวทางที่รัฐบาลใช้จัดการ การปั่นกระแส (spin) ของข้อเขียนดังกล่าวแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจน (พวกเขาแม้กระทั่งใช้คำว่า “ชั่ว”) [1] แต่น้ำหนักของมันออกไปในทางการหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นอย่างการกักขังโดยอำนาจเบ็ดเสร็จ การสังหารโดยใช้ศาลเตี้ย และการใช้กำลังอย่างไม่เลือกเป้าหมายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา นี่เป็นประเทศที่เพิ่งจะมีประชาชน 88 คนถูกสังหารโดยทหารบนท้องถนนไปหมาด ๆ แต่บรรณาธิการหนังสือพิมพ์กลับใช้เวลาไปกับการโจมตีทนายอย่างเป็นส่วนตัวและด้วยข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่เหลือนอกจากนั้นพวกเขาอุทิศให้กับการโจมตี CNN อย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่ภาพแทนใด ๆ อีกแล้ว ทีจะแสดงให้เห็นธรรมชาติของรัฐบาลเผด็จการทหารได้น่าเศร้าไปกว่านี้

ก่อนที่จะนำเสนอบทบรรณาธิการเช่นนี้ออกมา นักข่าวหลายคนและบรรณาธิการควรหาแหล่งข้อมูลประกอบในเรื่องที่ตั้งคำถาม แต่ผมไม่เห็นมีการติดต่ออะไรเลย ทั้งนูปส์และผมไม่เคยได้รับโอกาสได้แสดงความเห็นกับ เดอะ เนชั่น ซึ่งอาจทำให้พวกเขาได้แสดงออกอย่างชัดเจนเลยว่าจุดประสงค์ของพวกเราคือการแสดงให้เห็นถึงสิทธิโดยพื้นฐานของผู้ชุมนุม นปช. และพิสูจน์หลักฐานความจริงที่ถูกปิดกั้นไว้ กลุ่มเฝ้าระวังอย่างองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และฮิวแมนไรท์วอทช์ ก็เคยวิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้ และการเรียกร้องของพวกเราก็ใกล้เคียงกันมาก พวกเราสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้มีการเรียกร้องการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระของคณะกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ นาวี พิลเลย์ และยินดีอย่างยิ่งหากมีการช่วยเหลือในการตรวจสอบ

อย่างไรก็ตามพวกเรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการสืบสวนอย่างเป็นอิสระ ไม่ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะยอมรับหรือไม่ก็ตาม เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารปฏิเสธข้อเสนอเจรจาของ นปช. โดยไม่มีเงื่อนไขและเมื่อพวกเขาบอกปัดข้อเสนอให้มีตัวกลางในการเจรจา ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ทำตัวเหมือนกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่ ผมเป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งจากในที่ชุมนุมของเสื้อแดงวันสุดท้าย

พวกเราเริ่มตั้งคำถามเมื่อได้เห็นการโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ของสื่อรัฐ พวกเขากลัวว่าพวกเราจะเจออะไรหรือ? ถ้าหากมีความไม่แน่ชัดเกิดขึ้นมากมายเช่นที่เสียงของคนกลาง ๆ ว่าเอาไว้จริง ดังนั้นจะไปกลัวอะไรกับการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระ แต่แทนที่จะเป็นแบบนั้นพวกเรากลับได้เห็นอะไรที่ดูเหมือนแสดงออกเกินจริง (Hysteria) จากการที่รัฐบาลพูดเน้นย้ำอย่างออกหน้าออกตาเรื่องความไม่สงบทุกครั้ง เพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้ถูกความจริงที่เจ็บปวดทิ่มแทง พวกเขาไม่อาจทนรับกับการถกเถียงอย่างเสรีและเปิดกว้างได้ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่เสียงของคนชายขอบที่สุดไปจนถึงทนายความและผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่แค่ทำงานของตนเท่านั้น

แต่ก็โชคดีว่าทุกคนสามารถอ่านข้อเขียนเต็ม ๆ ของบทบรรณาธิการนี้ได้ เพราะไม่มีรัฐบาลเผด็จการที่ไหนมาสั่งปิด โชคดีจริง ๆ ที่ทุกคนได้รับรู้ถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกกองทัพที่กำลังยิ้มร่าไปกับนักเรียนอ็อกฟอร์ตที่มาเป็นนายกฯ โดยไม่ได้รับการเลือกตั้ง เพราะไม่มีใครเลยที่ส่งข้อความข่มขู่ทนายของเขาและให้ที่อยู่ของพวกเขากับพวกกลุ่มเสียบประจาน จากที่เคยทำงานในรัสเซีย ไนจีเรีย และ เวเนซุเอลลามาแล้ว ผมก็ยังไม่เคยเห็นอะไรที่หยาบช้าเท่านี้มาก่อนเลย

ปัญหาก็คือ พอรัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมสื่อและใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามแล้ว พวกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ก็เริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่างความจริงที่แท้และสิ่งที่ดูสมจริงอย่างมาก (Hyperreality) [2] พวกเราเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อกรณ์ จาติกวาณิช คนเดียวกับที่เคยปฏิเสธมาตรฐานประชาธิปไตยแบบตะวันตก บอกว่า “ต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน คือการที่กองกำลังติดอาวุธของเสื้อแดงจงใจยิงพวกเดียวกันเองเพื่อใส่ร้ายรัฐบาล” พูดอีกอย่างหนึ่งคือ พวกเราถูกชวนเชื่อว่าเสื้อแดงยิงพวกเดียวกันเอง

ถ้าหากพวกชนชั้นนำกองทัพเชื่อคำโกหกเหล่านี้จริง ๆ พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมอย่างมากในการปกป้องปฏิบัติการของตนเองก่อนจะมีการสืบสวนอย่างอิสระเกิดขึ้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะคืนความน่าเชื่อถือให้ตัวเองได้อย่างไร เมื่อมีการพบเจอหลักฐานจากการปฏิบัติการของพวกเขา

เชิงอรรถ
[1] มาจากประโยค ….Furthermore, Thaksin’s hiring of a lawyer (or a team of lawyers) to gather evidence to support his own case is one thing. Even the most evil person has that right….

“…นอกจากนี้แล้ว ทักษิณ ยังได้จ้างทีมทนายเพื่อเก็บหลักฐานสนับสนุนคดีของตัวเขาเอง แม้แต่คนที่ชั่วร้ายที่สุดก็มีสิทธิ์นั้น…”

[2] คำว่า Hyperreality (ไม่มีศัพท์เฉพาะในภาษาไทย) มาจากแนวคิดสัญวิทยาและปรัชญาหลังสมัยใหม่ อธิบายถึงการที่จิตสำนึกของคนเราอยู่ในสภาพไม่สามารถแยกแยะโลกความจริงกับโลกแฟนตาซีได้ โดยเฉพาะในภาวะหลังสมัยใหม่ คำว่า Hyperreality จึงหมายถึงวิธีการที่จิตสำนึกของเราเป็นผู้ให้ความหมายว่าอะไรคือ “ความจริง” ภายในโลกที่มีสื่อมากมายหลายระดับคอยดัดแปลงรูปร่างและกลั่นกรองเหตุการณ์หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

Jean Baudrillard นักคิดคนสำคัญของแนวคิดนี้ให้ความหมายของ Hyperreality ไว้ว่า “เป็นการจำลองบางสิ่ง ที่ไม่เคยมีอยู่จริง”

สปิริตของผู้นำ..ที่ไม่เคยมี

Fri, 2010-06-04 03:30

“ทางเท้า”

อภิสิทธิ์

…ผมคิดว่าการเรียกร้องให้ผู้นำประเทศได้แสดงความรับผิดชอบที่มากกว่าเพียง กล่าวคำว่า “เสียใจ” ต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปนั้น คงมิได้เป็นสิ่งที่เกินเลยไปนัก และหวังอย่างยิ่งว่าผู้คนในสังคมไทยจะได้กันร่วมเรียกร้องความรับผิดชอบดัง กล่าวด้วย เพราะผมเชื่อว่าผู้คนในสังคมของเรานั้นคงมีความตระหนักและมีสำนึกในคุณค่า ของชีวิตมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ในฐานะเพื่อนร่วมแผ่นดินบ้าง..

ผมได้อ่านข่าวใหญ่สองข่าวในห้วงเวลาเดียวกัน ข่าวแรก เรื่องนายยูกิโอะ ฮาโตยามะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ในระหว่างการประชุมสมาชิกพรรคเดโมเครติค พาร์ตี ออฟ เจแปน (DPJ) เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2553 หลังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการย้ายฐานทัพของสหรัฐออกไปจากเกาะโอกินาวาตามที่เขาสัญญาไว้ได้โดยการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งของนายฮาโตยามะมีขึ้นในช่วงระหว่างที่เขากำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาท่ามกลางคะแนนนิยมในคณะรัฐมนตรีที่ลดน้อยลง และการตัดสินใจดังกล่าวยังมีขึ้นหลังจากที่พรรคสังคมประชาธิปไตยถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงเรื่องการคงฐานทัพสหรัฐไว้บนเกาะโอกินาวา

อีกข่าวหนึ่ง ได้แก่ ข่าวการประชุมเพื่อการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2553 ของประเทศไทยเรานี่เอง โดยประเด็นสำคัญของการอภิปราย ได้แก่ การตัดสินใจใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่มาชุมนุมเรียกร้องให้ยุบสภาและคืนอำนาจให้กับประชาชน ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียชีวิตจำนวน 87 ราย  และบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 1,406 ราย (สรุปจำนวนจากศูนย์เอราวัณ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2553 http://www.ems.bangkok.go.th/report/final-1-6-53.pdf ) ตลอดจนการเผาทำลายสถานที่ต่าง ๆในเขตกรุงเทพมหานครและศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง โดยผลการลงมติ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี , นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รวมทั้งรัฐมนตรีอีกสามราย ทั้งหมดได้รับเสียงโหวตไว้วางใจจากพรรคร่วมรัฐบาล โดยยืนยันที่จะอยู่เป็นรัฐบาลและเดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติต่อไป ซึ่งหลาย ๆ คนคงได้รับทราบข่าวนี้แล้ว

หลังจากอ่านสองข่าวนี้จบ ผมรู้สึกสะทกสะท้อนใจอย่างยิ่งกับภาวะและสำนึกของผู้นำทางการเมืองไทย ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 30 ปีของสังคมการเมืองไทยขณะนี้

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า การเป็นผู้นำที่ดีนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการนั่นคือ “ความรับผิดชอบ” ในฐานะที่เป็นผู้นำต่อประชาชนด้วย

รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดสินใจใช้กำลังทางการทหาร ในการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. หรือที่เรียกด้วยภาษาใหม่ที่สละสลวยกว่าเดิมว่าเป็นการ  “ขอคืนฟื้นที่” หรือ “กระชับวงล้อม” ทั้งที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีเหตุผลมากมายในการชี้แจงต่อสาธารณชนถึงการตัดสินใจดังกล่าว ไม่ว่าจะเพื่อคืนความสงบสุขให้แก่ประชาชนชาวกรุงเทพ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพื่อจัดการกับ “ผู้ก่อการร้าย” หรือ ”กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่แฝงตัวอยู่ตามยุทธวิธีแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อการปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติการ หรือเหตุผลอะไรร้อยแปดพันประการก็ตาม เหตุผลความจำเป็นต่างๆ ที่รัฐบาลยกอ้างขึ้นนั้นไม่อาจปิดบังหรือลบเลือน “ความจริง” ที่ว่าการดำเนินการดังกล่าวส่งผลให้มี “ประชาชนผู้บริสุทธิ์” ต้องสูญเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บไปได้

และถึงแม้ว่าการชุมนุมของ นปช. ที่ผ่านมาอาจจะไม่ใช่การชุมนุมที่สามารถพูดได้อย่าง เต็มปากว่าเป็นไปอย่างสงบ สันติ และอหิงสา อย่างที่แกนนำ นปช. ได้เอ่ยอ้างมาตลอดก็ตาม

แต่อย่าลืม….ว่าก่อนหน้าที่จะมีการตัดสินใจใช้กำลังทหารในการขอคืนพื้นที่หรือกระชับวงล้อมนั้น ไม่ได้มีการสูญเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ด้วยอาวุธสงครามในพื้นที่ของการชุมนุม และไม่ได้มีการเผาทำลายอาคารบ้านเรือนแต่อย่างใด

รัฐบาลไม่สามารถเอ่ยอ้างได้ว่า ความรุนแรงและการลอบยิงระเบิดตามสถานที่สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาในช่วงก่อนที่จะมีการตัดสินใจสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นที่กองบัญชาการทหารบก พล ร. 11 กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม พรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ แม้กระทั่งในเหตุประทะบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน และเหตุปะทะบริเวณแยกศาลาแดงระหว่างกลุ่มผู้อ้างว่าเป็นผู้อยู่อาศัยในถนนสีลมกับกลุ่ม นปช.  นั้น เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. เพราะแม้ในขณะนี้เองรัฐบาลก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำความผิดดังกล่าวและนำเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนได้เสร็จสิ้นตามกระบวนการยุติธรรม โดยมีหลักฐานที่ระบุแน่ชัดถึงขนาดที่จะบ่งชี้และเชื่อมโยงได้ว่านั่นเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของ นปช.

“ความจริง” ต่างๆ เกี่ยวกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นตามข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏในสื่อมวลชนและคลิปวิดีโอจำนวนมากที่แพร่หลายในอินเตอร์เน็ต ยังคงสร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่ประชาชนทั่วไป โดยฝ่าย นปช. อ้างว่า ความสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์เกิดจากการที่ฝ่ายทหารได้ใช้กระสุนจริงยิงทำร้ายประชาชน แต่ฝ่ายรัฐบาลอ้างว่า เป็นการกระทำของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายหรือผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ในการชุมนุมที่ฉกฉวยสถานการณ์ดังกล่าวในการสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น  ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีข้อมูลเพื่อยืนยันและปกป้อง “ความจริง” ของตนเอง ซึ่งผมเคยได้กล่าวไว้แล้วว่า นั่นเป็นเพียงการ “เลือก” หยิบข้อมูลในส่วนที่เป็นประโยชน์และสร้างความชอบธรรมต่อฝ่ายของตนเอง อันเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของ “ความจริง”ทั้งหมด เท่านั้น

หรือแม้กระทั่ง การถูกลอบสังหารของ เสธ. แดง ที่ถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด เพื่อหวังผลในสิ่งใดอย่างแน่ชัด และยังจับมือใครดมไม่ได้..

สุดท้าย ”ทฤษฎีมือที่สาม” ก็ยังคงถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการอธิบายสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายไม่อยากจะรับผิดชอบได้อย่างทรงพลังเสมอ

จึงไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ที่จะกล่าวอ้างและสรุปว่าเหตุความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของกลุ่ม นปช. และเพื่อลดการสูญเสียของทุกฝ่ายและปกป้องผู้บริสุทธิ์ จึงต้องนำกำลังทางการทหารและอาวุธจริงมาใช้ในปฏิบัติการดังกล่าว ดังที่นายกรัฐมนตรีและ ศอฉ. ได้แสดงออกผ่านแถลงการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าทราบดีว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่นั้นเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยตลอด?

และเหตุการณ์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ ได้มีความพยายามจากหลายกลุ่มที่จะสร้างเจรจารอบใหม่ โดยเฉพาะการเจรจาซึ่งนำโดยกลุ่ม สว. กลุ่มหนึ่ง เมื่อคืนวันที่ 18 พฤษภาคม และฝ่ายแกนนำ นปช. ได้ประกาศว่าพร้อมที่ยุติการใช้กำลังและเข้าสู่การเจรจาโดยไม่มีเงื่อนไข  แต่ฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. กลับเลือกตัดสินใจใช้มาตรการทางการทหารเข้าสลายการชุมนุมในเช้าวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งนำมาสู่ความแปลกประหลาดใจของทุกฝ่าย

ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ จึงเป็นการตัดสินใจที่มิได้คำนึงถึงความสูญเสียของชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างเพียงพอ..ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลได้ประเมินหรือไม่ว่าหากดำเนินตามมาตรการดังกล่าวแล้ว อาจนำไปสู่การจลาจลและเผาทำลายบ้านเมืองดังที่ได้เกิดขึ้นซึ่งได้สร้างความตื่นตระหนกและเศร้าสลดใจให้แก่ผู้คนทั้งประเทศ รวมทั้งยังสร้างความโกรธแค้นและย้ำรอยแตกร้าวลึกของสังคมไทยอย่างยากยิ่งที่จะปรองดองได้ตามที่รัฐบาลคาดหวัง..

จากที่ได้กล่าวมา จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล จะต้องแสดงความรับผิดชอบจากการตัดสินใจดำเนินมาตรการดังกล่าว ด้วยการประกาศ “ยุบสภา” หรืออย่างน้อยที่สุด คือการ “ลาออก” จากการเป็นนายกรัฐมนตรี

ในแง่นี้ การลาออก อาจไม่ได้เป็นสิ่งบ่งชี้หรือยอมรับว่าสิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปนั้นเป็นความผิดพลาดเสียทั้งหมด แต่นี่คือการแสดงสปิริตของผู้นำประเทศและแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้มีกระบวนการสอบสวนและตรวจสอบสามารถดำเนินไปได้อย่างปราศจากข้อสงสัยและเคลือบแคลงใจในความเป็นกลาง เพื่อให้ “ความจริง” ต่าง ๆ ได้ปรากฏและเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย พร้อมทั้งแสดงความบริสุทธิ์ใจในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมายในฐานะผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

และเมื่อนายกรัฐมนตรีได้ประกาศลาออกแล้ว ต่อไปจึงเป็นกระบวนการของรัฐสภาในการสรรหาและเสนอชื่อผู้ที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเปิดโอกาสให้พรรคต่างๆ ได้ตัดสินใจที่จะเลือกข้างจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่อีกครั้งโดยปราศจากแรงกดดันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังคงผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ (ซึ่งผมเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดๆ ที่จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลของไทยในขณะนี้มีสปิริตทางการเมืองจนถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนพรรคสังคมประชาธิปไตยของญี่ปุ่นหรอกนะครับ)

พรรคการเมืองต่างๆ อาจเลือกที่จะจับขั้วกันเช่นเดิมในการจัดตั้งรัฐบาล และรัฐสภาอาจเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายใดๆ สำหรับระบบรัฐสภาไทยที่ยังคงยึดติดกับตัวบุคคลและเสียงตอบรับจากประชาชนมากกว่าจริยธรรมทางการเมือง และสิ่งเหล่านี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย ซึ่งกรณีนี้อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองใด ๆ ที่ดำรงอยู่ได้

แต่อย่างน้อย การแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้นำต่อสาธารณชนในสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง ย่อมดีกว่าการยึดถือว่าตนเองนั้นเป็นฝ่ายที่ถูกต้องเป็นฝ่ายธรรมะและป้ายสีให้อีกฝ่ายเป็นอธรรม แล้วพยายามดำเนินแผนการปรองดองที่ไม่ทางที่จะเป็นจริงได้เลย พร้อมกับลากลู่ถูกังประเทศไปแบบไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้

……

ในวันนี้ ผมคงไม่ถกเถียงถึงความชอบธรรมและความสง่างามของการเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์อีก ไม่ว่ารัฐบาลนี้จะเป็นผลพวงจากการรัฐประหาร หรือเป็นผลมาจาก” อำนาจพิเศษ” ใดๆ หรือไม่ก็ตาม เพราะผมคิดว่าประเด็นเหล่านี้ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ซึ่งผมเคารพในความคิดของทุกคนทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีใดที่อาจคิดต่างจากผมไปบ้างก็ตาม

แต่โดยส่วนตัว ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ได้หมดความชอบธรรมไปแล้วตั้งแต่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เมษายน เป็นต้นมา

และผมคิดว่าการเรียกร้องให้ผู้นำประเทศได้แสดงความรับผิดชอบที่มากกว่าเพียงกล่าวคำว่า “เสียใจ” ต่อชีวิตของผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียไปนั้น คงมิได้เป็นสิ่งที่เกินเลยไปนัก และหวังอย่างยิ่งว่าผู้คนในสังคมไทยจะได้กันร่วมเรียกร้องความรับผิดชอบดังกล่าวด้วย เพราะผมเชื่อว่าผู้คนในสังคมของเรานั้นคงมีความตระหนักและมีสำนึกในคุณค่าของชีวิตมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ในฐานะเพื่อนร่วมแผ่นดินบ้าง..

แต่เมื่อมาถึงวันนี้…ผมคิดว่าบางทีสิ่งที่ผมหวังนั้นอาจสูงเกินไป..

ความจริงอีกด้านของ “คนห่มเหลือง”

Thu, 2010-06-03 16:06

สุรพศ ทวีศักดิ์

ขณะที่คนของรัฐบาลพูดถึงพระที่มาร่วมชุมนุมกับเสื้อแดงเป็นเพียง ‘คนห่มเหลือง’ อย่างดูแคลน สุรพศ ทวีศักดิ์ ได้ลงพื้นที่ทำวิจัยกับพระสงฆ์ในการชุมนุม ทำให้ทราบว่าพระสงฆ์เหล่านี้มาเพื่อเตือนสติทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและรัฐบาล ย้ำเตือนถึงวิธีการสันติและเมตตาธรรม ขณะเดียวกันก็มีพื้นเพอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน เข้าใจปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ชาวบ้านได้รับ

เห็นภาพพระสงฆ์ถูกจับมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ (ดูจากหน้า 1 มติชน จะเห็นชัดกว่าดูจากช่อง “หอยม่วง”) ที่ ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ นำมาใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม แล้วรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก นึกไม่ถึงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำได้เช่นนั้น

ในทางกฎหมายเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมผู้กระทำความผิดที่เป็นนายทหารสัญญาบัตรใน  “เครื่องแบบ” จะต้องดำเนินการโดยละมุนละม่อม เช่น ไม่ใส่กุญแจมือ ให้มีนายทหารพระธรรมนูญเข้าร่วมฟังการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย เป็นต้น แต่ทหารซึ่งได้รับ “สิทธิพิเศษ” ดังกล่าวนี้ กลับปฏิบัติต่อพระสงฆ์อย่างไม่เคารพต่อ “ผ้ากาสาวพัตร์” ซึ่งชาวพุทธถือว่าเป็นเสมือน “ธงชัยของพระอรหันต์”

จริงอยู่ แม้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติอาจคิดเหมือน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งเป็นผู้ให้นโยบายในฐานนะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และประธาน ศอฉ.ว่า ผู้ที่ถูกจับกุมไม่ใช่พระเป็นเพียง “คนห่มเหลือง” เพราะหากเป็นพระต้องอยู่ที่วัด ไม่ใช่มาอยู่ในสถานที่ “อโคจร” หรือในที่ชุมนุมทางการเมืองที่มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ แต่การปฏิบัติหากไม่เคารพความเป็นพระ ก็ควรเคารพ “ความเป็นมนุษย์” และ “ผ้ากาสาวพัตร์” มากกว่านี้

โดยที่ผู้เขียนได้ลงพื้นที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการชุมนุมของพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าว ได้ทราบข้อมูลบางด้านจากปากของพระสงฆ์เอง จึงอยากนำเสนอสู่ผู้อ่านเพื่อให้พิจารณาความจริงอีกด้านของกลุ่มพระสงฆ์ที่นายสุเทพพิพากษาว่าเป็นเพียง “คนห่มเหลือง”

พระที่ปรากฏในภาพประกอบการอภิปรายของ ร.ต.ท.เชาวริน ชื่อ พระศรี อริยวังโส จำพรรษาอยู่ที่ธรรมสถานศรีอริยธรรม ตำบลวังเพิ่ม อำเภอศรีชมพู จังหวัดขอนแก่น ท่านมาร่วมชุมนุมด้วยเหตุผลคล้ายกับพระรูปอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจังหวัดภาคอิสานภาคเหนือ (ภาคกลาง ภาคใต้ก็มีบ้าง และมีพระนิสิตจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่มาเป็นส่วนตัว)

เหตุผลที่คล้ายกันคือ  พระในชนบทจะผูกพันกับชาวบ้าน โดยปกติจะมีกิจกรรมหลายอย่างที่กระทำร่วมกัน เช่น งานบุญประเพณี การพัฒนาวัด พัฒนาชุมชน การมีส่วนร่วมปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ ของชุมชน ในช่วงกว่าสี่ปีมานี้ปัญหาการแบ่งฝ่ายทางการเมืองไม่ได้มีการสนทนาถกเถียงกันเฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้น แต่มีการไปพูดคุยกันในวัด หรือปรับทุกข์กับพระสงฆ์ และพระสงฆ์เองก็ซึมซับปัญหาต่างๆ ที่ชาวบ้านเขารู้สึกกัน เช่น ความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ การสูญเสียสิทธิทางการเมืองที่เลือกรัฐบาลที่เขาชอบนโยบายแล้วต้องถูกล้มไปด้วยวิธีรัฐประหาร ฯลฯ

ฉะนั้น เมื่อเห็นชาวบ้านเดินทางมาเผชิญความยากลำบาก เสี่ยงชีวิตเพื่อทวงความเป็นธรรม และสิทธิอำนาจของตนเอง พระท่านจึงตัดสินใจเดินทางมากับชาวบ้าน โดยเชื่อว่าการมาของท่านจะช่วยเป็นขวัญกำลังใจให้กับชาวบ้าน แต่เมื่อมาถึงสะพานผ่านฟ้า สนามหลวง ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2553 มีพระมาจากที่ต่างๆ กว่า 2,000 รูป จึงมีการจัดเต้นท์ให้พระสงฆ์ส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่สนามหลวง มีบางส่วนอยู่เต้นท์ทางด้านประตูผี และมีการประชุมจัดตั้งกลุ่มของพระสงฆ์เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มอาสาพัฒนาสันติวิธี และกลุ่มสังฆสามัคคี

มีพระระดับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยสงฆ์บางรูป และอาจารย์มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่เป็นฆราวาสบางคน  มาคอยประสาน ดูแลให้การชุมนุมของพระสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยข้อตกลงของพระสงฆ์ที่มาร่วมชุมนุมที่สำคัญมี 3 ประการ คือ

1. ต้องการให้สติแก่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม

2. เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายมีจิตเมตตาต่อกันในฐานะเป็นคนไทยด้วยกัน

3. เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน

มีการแสดงออกตามข้อตกลงดังกล่าว เช่น การขึ้นแถลงการณ์บนเวที ไปบิณฑบาตไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลใช้ความรุนแรงที่กรมทหารราบที่ 11 ที่แยกราชประสงค์ ที่สี่แยกคอกวัว (ก่อนสลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษายน) เมื่อเกิดเหตุปะทะคืนวันที่ 10 เมษายนมีการนำศพไปที่ด้านหลังเวทีให้พระสวดขณะที่เสียงปืนยังดังอยู่ และในเหตุการณ์คับขันที่ผู้ชุมนุมแตกตื่นบางครั้งพระสงฆ์ต้องขึ้นไปสวดมนต์บนเวทีเพื่อเรียกสติกลับคืน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในการเคลื่อนไหวไปตามจุดต่างๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุม บางครั้งเราได้เห็นภาพของพระสงฆ์บางรูปที่แสดงออกอย่างไม่สำรวม เช่น นั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ถือตีนตบ ถือเสาธง ฯลฯ แต่นั่นไม่ใช่การแสดงออกตามมติของกลุ่มพระสงฆ์ส่วนใหญ่ (เปรียบเทียบกับสันติอโศก จะเห็นว่าสมณสันติอโศกจะกำกับดูแลให้อยู่ในระเบียบได้ง่ายกว่า เพราะมาจากสำนักเดียวกัน)

ปัญหาว่า พระสงฆ์มาร่วมชุมนุมขัดต่อพระธรรมวินัย และคำสั่งมหาเถรสมาคมหรือไม่? เป็นเรื่องที่ถกเถียงได้ หรือเป็นเรื่องที่องค์กรที่รับผิดชอบจะพิจารณา แต่สำหรับพระสงฆ์ที่มาชุมนุมท่านมองว่า ที่ออกมาชุมนุมไม่ใช่เพื่อผลทางการเมืองที่จะเป็นประโยชน์แก่ตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ แต่มาชุมนุมเพราะเห็นว่าเป็นปัญหาของบ้านเมือง ชาวบ้านที่เป็นคนชั้นล่างเดือดร้อน ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเหยียดหยามว่าโง่ เป็นม็อบรับจ้าง ไม่มีอุดมการณ์ ฯลฯ

ท่านจึงเห็นว่าการมาชุมนุมของท่านจะช่วยเป็นขวัญกำลังใจให้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้เสียเปรียบ ให้รัฐบาลและสังคมเห็นว่า ปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี คือการปฏิบัติตาม “ครรลอง” ของระบอบประชาธิปไตย

แต่ในที่สุดความรุนแรงและสงครามกลางเมืองก็เกิดขึ้น ข้อตกลง 3 ประการ ของพระสงฆ์ที่ออกมาชุมนุมไม่บรรลุผล ทว่าภาพของ “พระสงฆ์ที่ถูกจับมัดมือไพล่หลัง” และคำพิพากษาที่ว่าท่านเหล่านั้นเป็นเพียง “คนห่มเหลือง” ยิ่งสะท้อนทัศนะของฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐที่มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาความแตกแยกทางความคิดไม่เพียงแต่สนทนาถกเถียงกันในหมู่บ้านเท่านั้น แต่ถูกนำไปสนทนาถกเถียง ปรับทุกข์ในวัดจำนวนมากในภาคเหนือและอิสาน

“ม็อบพระ” ที่เราเห็นผ่านสื่ออาจไม่น่าเลื่อมใสในสายตาของคนชั้นกลางในเมือง แต่สำหรับคนเสื้อแดง พระเหล่านั้นคือพระร่วมสุขร่วมทุกข์ที่พวกเขานับถือ ภาพของพระที่เดินไปมาในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ต่างอะไรกับพระที่เดินไปมาในงานวัดทางภาคเหนือ ภาคอิสาน กลมกลืนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชาวบ้าน พวกเขานับถือพระเหล่านั้น ทำบุญกับพระเหล่านั้น ผูกพัน ดูแลเอาใจใส่เหมือนเมื่ออยู่บ้านที่จากมา

บางทีเราไม่อาจตัดสินปรากฏการณ์ทางสังคมการเมืองด้วยทัศนะที่ยึดถูก-ผิด  ขาว-ดำได้ การจะสร้างความปรองดองเราจำเป็นต้องมองความจริงหลายแง่มุม พระหนึ่งรูปถูกจับกุมราวผู้ก่อการร้าย ทำให้ชาวบ้านอีกเท่าไรที่เจ็บปวด พระคุณเจ้าระดับผู้บริหารของมหาวิทยาลัยสงฆ์ท่านหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า กว่าร้อยละ 90 ของพระนิสิตมหาวิทยาลัยสงฆ์ “มีใจ” ให้กับคนเสื้อแดง เนื่องจากท่านเหล่านั้นมีพื้นเพเดิมมาจากครอบครัวคนชั้นกลางระดับล่างและคนรากหญ้าเป็นส่วนใหญ่

ฉะนั้น ไม่ว่าใครจะเรียกท่านเหล่านั้นว่าเป็น “พระสงฆ์” หรือ “คนห่มเหลือง” ก็ตาม แต่ท่านเหล่านั้นคือพลเมืองของ “รัฐประชาธิปไตย” แสดงออกถึง “ความเป็นมนุษย์” ที่รู้สึกผูกพัน เห็นอกเห็นใจชาวบ้านที่มีปัญหา ยอมเสียสละมาลำบากร่วมทุกข์ร่วมสุขและเสี่ยงตายกับชาวบ้าน หากไม่เห็นด้วยกับการออกมาชุมนุมของท่านเหล่านั้น ก็ควรเปิดใจรับฟังความเห็นของท่านบ้าง

ไม่ควรด่วนตัดสินอย่างหมิ่นแคลน  เพราะนอกจากจะทำให้การปรองดองเป็นไปไม่ได้แล้ว ความแตกแยกยิ่งจะขยายกว้าง  และร้าวลึกถึงจิตวิญญาณ!