ด่วน!!!! บก.ลายจุดทิ้งคลิปสั่งเสีย สุดท้ายก่อนถูกจับ

ด่วน!!!!

บก.ลายจุดทิ้งคลิปสั่งเสีย สุดท้ายก่อนถูกจับ

เผยแพร่เร็วที่สุด

 

ข้อความดังกล่าวระบุว่า
“… สวัสดีครับพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทุกท่านครับ
ผม สมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ครับ
…หากท่านได้ยินข้อความนี้ ก็แสดงว่า ผมถูกควบคุมตัว
หรือไม่สามารถหาตัวผมเจอ นะครับ
… ผมอยากจะสื่อสารเป็นข้อความถึงพวกเรา
หนึ่ง ขอให้เราเชื่อว่า “อำนาจอธิปไตย” นั้น เป็นของปวงชน
ก็คือหมายถึงว่า “อำนาจสูงสุด” นั้น เป็นของประชาชน

…ด้วยรากฐานในหลักการดังกล่าวนี้ เป็นสิทธิอันโดยชอบธรรม
ในการที่เราจะออกมาแสดงออกว่า “การทำรัฐประหาร”
เป็นการทำลายหลักการดังกล่าว ไม่ใช่ประเด็นแค่ประเด็นทางการเมือง
แต่เป็นประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เพราะนี่เป็น “สิทธิพื้นฐาน”
ทางการเมืองของ “ประชาชน” ในการที่จะยืนยันว่า
” เราเป็นหุ้นส่วน เป็นส่วนหนึ่งของประเทศนี้” ในฐานะของ
“คนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกัน”

แม้ผมจะถูกเรียกให้ไปรายงานตัว และถูกประกาศในการจับตัว ควบคุมตัว
ถูกข่มขู่ในรูปแบบต่าง ๆ ผมขอเรียนว่า ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ร้าย
แต่ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่า “ผมเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย”
นี่คือสิ่งที่ผมถูกกล่าวหา และผมยืนอยู่บนหลักการนี้
และไม่ว่าจะเกิดอะไรกับผมก็ตามที นั่นไม่ใช่ความผิดของผม
แต่การยืนยันในเรื่องสิทธิของตนเองนั้น จำเป็นที่จะต้องยืนหยัดถึงที่สุด
และแม้นว่าผมจะติดคุก ถูกทำร้าย หรือใด ๆ ก็ตาม นั่นไม่ใช่
“ค่าใช้จ่ายที่ผมต้องจ่าย” แต่เป็นเรื่องของการประกอบอาชญากรรมทางการเมือง
กับประชาชนที่ใฝ่หาเสรีภาพ เสมอภาค ในประเทศนี้

… โปรดสานต่อภารกิจทางประวัติศาสตร์
วิวัฒนาการประชาธิปไตย ให้เติบใหญ่แข็งแกร่งเรื่อยไป
แม้ผมจะไม่สามารถออกมาเคลื่อนไหวได้ ด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม
ขอให้พี่น้องจงยึดมั่น แสวงหาแนวทางที่เป็นสันติวิธี และสร้างสรรค์
เพื่อจะฟื้นฟูระบบประชาธิปไตย ที่เราถูกทำลายไป ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
ขึ้นมาให้จนได้ ขอขอบคุณทุกท่านครับ สวัสดี…”

จนท.บุกล็อกตัว “บก.ลายจุด” หิ้วไปคุมขังที่ค่าย ร.21 รอ. ชลบุรี

วันที่ 5 มิ.ย. เวลาประมาณ 21.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมโดนจับแล้ว” จากนั้นก็ไม่ได้กลับมาโพสต์ข้อความอีกเลย ท่ามกลางความห่วงใยของประชาชนที่เข้าไปเขียนถามข้อเท็จจริงและให้กำลังใจ

 
ต่อมาเวลาประมาณ22.00 น.เศษ เริ่มมีกระแสข่าวระบุว่า “เวลา 21.30 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ถูกควบคุมตัวที่พานทอง จ.ชลบุรี โดยการนำทีมของ ผบก.ปอท.ร่วมกับ ร.21 และการตรวจไอพีโดย สขช. (สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) พร้อมกับมีภาพขณะบก.ลายจุดถูกควบคุมตัวในบ้านหลังหนึ่ง”
 
ล่าสุด เวลา 23.00 น. ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” ตรวจสอบข่าวดังกล่าวกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการจับกุม พบว่า บก.ลายจุดถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวจริง หลังจากไม่เข้ารายงานตัวตามคำสั่งของคณะคสช. โดยล่าสุด มีรายงานว่า บก.ลายจุดถูกนำไปควบคุมที่ไว้ที่ค่ายทหาร ร.21 รอ. ชลบุรี
 
ก่อนหน้านี้ บก.ลายจุด โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “แอบได้ยิน ตร. สันติบาล คุยกันว่า ทหารกดดันตำรวจหนักมากให้ติดตามหา บก.ลายจุด มีการส่งรูปและข้อมูลว่าเป็นใครให้ช่วยติดตาม ผมจะบอกว่า ตำรวจเขาดูรายการประชาชน 3.0 ครับจำหน้าผมได้ และหลายคนก็ตามกันอยู่ในเฟซบุ๊กนี้แหละ ตอนนี้ตำรวจช่วยปล่อยข่าวมั่วไปหมดในระบบ ผมต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูง เรื่องที่บอกว่าตอนนี้ผมอยู่ที่เขมร หรือ ลาว นั้นขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ผมอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีขายซาลาเปาในร้าน ถ้าปูพรมทั้งประเทศ จะเจอผมครับ”
 
ทั้งนี้ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นนักกิจกรรมประชาธิปไตย ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงและเน้นการขับเคลื่อนตามแนวทางสันติวิธี ล่าสุด หลังคณะคสช. ก่อรัฐประหาร เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ บก.ลายจุดได้ทำกิจกรรมผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันแสดงพลังหนุนประชาธิปไตยและเรียกร้องการเลือกตั้ง กระทั่งถูกคสช.เรียกรายงานตัว แต่ไม่ได้ไปตามคำสั่ง
 
ขอให้ปลอดภัยนะคะ เรายังต้องต่อสู้กับเผด็จการต่อไป

ใบตองแห้ง: เกลียดใครกันแน่

10320473_669484279766828_7889336522344377408_n

เห็นภาพจาตุรนต์ ฉายแสง ถูกนำไปขึ้นศาลทหารแล้วเศร้าใจ ไม่ใช่เศร้าใจแทนจาตุรนต์ เพราะจาตุรนต์คงภาคภูมิใจและพร้อมรับผล ไม่ใช่จะต่อต้านหรือวิจารณ์ คสช.และศาลทหาร เพราะเป็นอำนาจของท่าน

แต่เศร้าใจกับเสียงก่นประณามสมน้ำหน้าตามโลกออนไลน์จากคนคิดตรงข้าม “ผู้มีการศึกษา” ไม่เว้นกระทั่งสื่อบางส่วน

คุณเกลียดจาตุรนต์ขนาดนั้นหรือ เกลียดเพราะอะไร

ก่อนรัฐประหาร 49 จาตุรนต์เป็นที่ยอมรับในฐานะนักการเมือง “น้ำดี” หนึ่งในน้อยคน เริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์ แตกมากับ 10 มกรา จนมาอยู่ความหวังใหม่และไทยรักไทย ไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาว แม้หลังปี 49 คตส.ก็เอาผิดอะไรไม่ได้

ยิ่งกว่านั้นยังเป็นที่รู้กันว่า จาตุรนต์เป็นตัวของตัวเอง ไม่เคย “ตามก้น” ใคร ในยุคทักษิณเหลิงอำนาจ จัดการปัญหาภาคใต้รุนแรงจนเกิดกรือเซะ ตากใบ จาตุรนต์ก็ไม่เห็นด้วย เพียงแต่หลังรัฐประหาร ไม่เหลือใคร ก็มีแต่จาตุรนต์รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ยืนสู้จนถูกยุบและถูกตัดสิทธิไปด้วย เพิ่งได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ

แต่รายชื่อสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เมื่อ 2 ก.พ. ก็ไปอยู่ลำดับที่ 39 โน่น

บางคนย้อนว่าทำไมไม่ออกมาเสียล่ะ ออกไปไหนครับ ในเมื่อมันคือการต่อสู้ทางความคิด 2 ขั้ว เช่นถ้าไม่เอาเลือกตั้งก็คือเอากับกำนัน เราต่อสู้กันมา 8 ปีแล้ว สมัย 49 เพื่อนพ้องพันธมิตรก็เรียกร้องให้ลาออก แต่จาตุรนต์ยืนยันว่าออกไม่ได้ เพราะยุบสภาแล้ว ถ้าออกก็เปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงนอกวิถีประชาธิปไตย

จาตุรนต์กลับกลายเป็นที่เกลียดชัง ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นักการเมืองทุจริต ไม่อยู่ในข่ายโกงจำนำข้าว กระทั่งซื้อ แท็บเล็ตก็เข้ามายกเลิกบางส่วน แถมไม่ได้กร่างวางอำนาจ อย่างเฉลิม หรือปลอดประสพ

ใช่หรือเปล่าว่าเพราะจาตุรนต์ยึด “หลักการ” จนถูกเกลียดชังว่า “หลักการ” นี่แหละเป็นตัวค้ำ “ระบอบทักษิณ”

นี่ไม่ต่างจาก สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือนักวิชาการอย่าง อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, อ.สาวตรี สุขศรี, อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล หรือสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งไม่เคยได้ประโยชน์อะไรจาก “ระบอบทักษิณ” พูดได้ว่าแทบจะทุกคนเคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทยอย่างหนักหน่วง

แต่ตอนนี้บางคนเกลียดยิ่งกว่าส.ส. รัฐมนตรี ที่ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วด้วยซ้ำ

สมบัติก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงา ทำงานด้านเด็ก ชาวเขา ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ ฯลฯ โดดออกมาต้านรัฐประหาร 49 ด้วย “หลักการ” ทั้งที่ไม่เคยข้องแวะพรรคไทยรักไทย สมบัติกลายเป็น “แกนนอน” แต่เป็นอิสระจาก นปช.ซึ่งผูกติดพรรคเพื่อไทย ล่าสุด เมื่อทักษิณดันนิรโทษสุดซอย ก็สมบัตินี่แหละนัดรวมพลร้านฟาสต์ฟู้ดราชประสงค์ ต่อต้านอย่างแข็งขัน (ในขณะที่นักการเมืองหรือแกนนำบางคนได้แต่พูดว่าครับผม)

อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และนิติราษฎร์ ก็วิพากษ์ร่างพ.ร.บ. นิรโทษสุดซอย แต่ดูเหมือนไม่มีใครจำ อ.วรเจตน์วิพากษ์ศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่คดีซุกหุ้น วิจารณ์รัฐบาลไทยรักไทยร่วมกับสุรพล นิติไกรพจน์ แต่กลายเป็นที่ไม่พอใจของขบวนการ “โค่นระบอบทักษิณ” ตั้งแต่คัดค้านมาตรา 7 เมื่อปี 2549 จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับรัฐธรรมนูญ 2550 และตุลาการภิวัฒน์

วรเจตน์ถูกมองว่าปกป้อง “ระบอบทักษิณ” ทั้งที่ต้องการปกป้องหลักกฎหมาย เขาพูดเสมอว่า ตามตำนานกรีกโบราณเทพีแห่งความยุติธรรมมีผ้าปิดตา มือซ้ายถือตราชู มือขวาถือกระบี่ “ผ้าปิดตา” คือกฎหมายไม่สนใจหน้าคน ไม่ว่าใครก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน (ฉะนั้น อย่าใช้กฎหมายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง)

การที่นักคิด นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลักนิติศาสตร์ หลักรัฐศาสตร์ ตามที่ตัวเองสอน แล้วมันไปเข้าทางนักการเมืองจากการเลือกตั้ง เป็นความผิดร้ายแรงหรือครับ ทำไมกลับถูกเกลียดชังว่า “อุ้มคนโกง” กระทั่งบางคนเกลียดชังเสียยิ่งกว่า “นักการเมืองโกง”

ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะมันแสดงอารมณ์สังคมที่เบาปัญญา ไร้เหตุผล เมื่อไม่สามารถถกเถียงไม่สามารถต่อสู้ด้วยปัญญาและเหตุผล ก็ปลุกอารมณ์เกลียดชังเข้าใส่

อยากบอกคนเหล่านี้ว่าการโค่นล้มนักการเมือง หรือกระทั่งโค่นทักษิณ ไม่ได้ยากนักหรอกครับ สมมติจับ “เจ๊” ได้พร้อมเงินเต็มเซฟแล้วยัดคุก ก็ไม่มีใครว่าอะไร ต่อให้แดงแค่ไหนก็ไม่ได้โง่ จนไม่รู้ว่านักการเมืองทุจริต มวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเขารู้เต็มอกว่านักการเมืองเป็นอย่างไร แต่เขาเลือกด้วยนโยบาย ด้วยเหตุผลหลายประการ

แต่กับนักคิด นักวิชาการ นักการเมืองที่ยึดหลักประชาธิปไตย มันต่างกัน พวกเขามีคนที่รัก เชื่อมั่น อย่างจริงใจ แม้แต่คนเห็นต่างบางส่วนยังเคารพ

คุณโค่นทักษิณได้ คุณโค่นเพื่อไทยได้ แต่คุณไม่สามารถโค่นนักวิชาการตัวเล็กๆ ที่มีแต่มือเปล่า กับปัญญาและเหตุผล ไม่มีอำนาจใดสามารถโค่นความถูกต้อง ถ้าไม่ตระหนักข้อนี้ ก็ไม่มีวันสร้างประเทศขึ้นใหม่ 

Cacth me if you can! บ.ก.ลายจุด ฝากกระซิบบอก คณะรัฐประหาร คสช.

Fri, 2014-05-23 10:51

 

“รายงานตัว ?”
หลังจากแถลงการณ์ของคณะรัฐประหารได้ประกาศรายชื่อบุคคลให้ไปรายงานตัว และได้ปรากฎชื่อผมด้วยนั้น ผมขอแจ้งให้ทราบว่า ชีวิตเคยไปรายงานตัวตอนสอบเข้าเรียนเท่านั้น นอกจากนั้นไม่เคยไปรายงานตัวเลย อีกอย่างผมไม่ยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร การออกประกาศเหล่านี้จึงไม่สามารถบังคับจิตใจผมได้

และที่เมื่อเช้าไปตามหาผมทีคอนโด แล้วไปทำลูกบิดบ้านผมพัง อันนี้ผมเคือง

อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกวนตีนของผมจะไม่มีทางหยุดยั้ง จนกว่าคุณจะจับตัวผมได้

ลองดูมั๊ย ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ ?

จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

Tue, 2011-09-20 00:27

1……….
ภาพนี้อยู่ในความทรงจำผมเสมอมา
ภาพที่คนไทยฆ่ากันเองด้วยความเกลียดชัง
………………………………………………
บ่ายวัน  7  ตุลาคม 2519
เสียงเรียกของพ่อผมเรียกผมให้เอาหนังสือพิมพ์ในเช้าวันนั้นหลายๆ ฉบับ
มาเผาทิ้งที่หลังบ้านตามคำสั่งของคณะปฎิวัติในขณะนั้น
ที่ให้ทำลายสิ่งพิมพ์ทุกชนิดทิ้งที่มีข้อความหรือรูปอันใด
ที่เกียวกับสถาบันและขบวนการนักศึกษาในช่วงที่ผ่านมา
มิเช่นนั้นจะถูกข้อหาการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง
หรือพูดง่ายว่าเป็นพวกแดง พวกคอมมิวนิสต์
เราเผาจนหมดเพื่อแน่ใจว่าครอบครัวของเราจะปลอดภัยพอ
……………………………………………..
ช่วงนั้นมีเพื่อนของพ่อหลายคนแวะเวียนมาพูดคุย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของลูกๆของเขาที่เป็นนักศึกษาต้องหนีเข้าป่า
ผมรับรู้สึกถึงแรงกดดันของทหารที่กระทำต่อประชาชนอย่างลึกๆ
แม้จะยังอายุน้อยแต่ก็โตพอจะทราบความบางอย่าง
ว่าพ่อแม่และลุงป้าอีกหลายคนเป็นทุกข์อย่างมาก
ทุกคนพยายามสืบหาความเป็นตายร้ายดีของพวกเขา
ผมได้แต่สงสัยอยู่ในใจและมีความรู้สึกที่สะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นอย่างไม่เคยลืม
และไม่เคยติดที่จะให้อภัยต่อผู้อยู่เบื้องหลังกระทำการครั้งนั้น
……………………………………………………….
4-5  ปีต่อมา
ที่ท่ารถในจังหวัดจันทบุรี
” อย่าไปยุ่งกับการเมืองนะลูก “
” อย่าไปประท้วงกับเขานะลูก”
” ตั้งใจเรียนหนังสือ “
แม่กับพ่อพูดด้วยเสียงกังวลและเป็นห่วงในวันที่
ผมต้องออกจากบ้านมาไกลเพื่อเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพเป็นครั้งแรก
ที่วิทยาลัยช่างศิลป์ ที่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
2………………
จริงๆ ชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป์ หรือโรงเรียนเตรียมศิลปากร ในสมัยก่อน
ก็ไม่ได้สอนอะไรกับเรามากนักเกี่ยวกับเรื่องการเมืองว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะอย่างไร?
ส่วนใหญ่ก็สอนให้เรา Study ธรรมชาติและก็เรียนรู้พื้นฐานทางศิลปะอย่างเข้มข้น
……………………………………………………………………………..
เย็นวันหนึ่งในที่ 6 ตุลาคม 2523
ผมกำลังจะไปดูงานที่หอศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผมเดินผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ที่กำลังจะทะลุออกไปท่าพระจันทน์และท่าช้าง
ผมเห็นรุ่นพี่ธรรมศาสตร์กลุ่มเล็กๆกำลังอ่านบทกวีและรำลึกผู้ที่จากไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ไอ้ภาพเก่าๆที่มันหลบซ่อนอยู่ในห้วจาการทหารสั่งทำลาย ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
” พี่ครับผมอยากรู้ความจริง ว่าใครทำให้ประชาชนฆ่ากัน”
……………………………………………………………………………………
เย็นวันเลยไม่ได้ไปดูงานศิลปะเลยเพราะได้หนังสือหลายเล่มจากพี่ๆกลับไปอ่านที่บ้านแทน
ปลายปีนั้นเริ่มจะมีข่าวดีว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้หลบหนีเข้าป่า
ผมก็ดีใจนะ เพราะว่าเราจะเจอพี่ๆกันเสียที หลังจากกันไปเป็นปี
…………………………………………………………………………………
จากนโยบาย 66/23 ของเปรม ติณสูลานนท์
หลายคนได้กลับบ้านและเรียนหนังสือต่อ
จนพัฒนามาเป็นตัวละครในสังคมอีกหลายตัว
ที่มีส่วนที่ทำให้สังคมไทยไปเป็น 6 ตุลารอบสอง
…………………………………………………………………………
หล้งจากนั้นบ้านเมืองก็ยังมีการปฎิวัติและรัฐประหารก็ยังมีอยู่อีกหลายครั้ง
แต่ส่วนความขัดแย้งมักเกิดขึ้นกับทหารกัดกันหรือแย่งอำนาจเอง
และมักจะจบลงที่การกล่าวหาว่าใครจงรักภักดีและใครไม่จงรักภักดีกว่าใครเสมอ
แต่มันไม่ได้กระทบสู่ชีวิตประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะเรามีแต่รัฐบาลที่มันง่อยและอยู่ภายใต้การกำกับของทหาร
การแย่งชิงอำนาจจึงมักเป็นเรื่องของคนกลุ่มบนเสียส่วนใหญ่
เป็นเรื่องของทหารล้วนๆ
………………………………………………………………….
หลายปีมานี้ผมเกือบจะหมดความสงสัยแล้ว จนกระทั่ง ………………………
3……………….
“ผมพอแล้ว”
คำกล่าวของเปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ลงจากอำนาจ
หลังจากอยุู่บนบัลล้งค์อำนาจมา 8 ปี ที่ต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกับน้องๆในกองทัพเสมอ
…………………………………………………………………………
ในที่สุดเราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
ขณะนั้นผมกำลังจะจบการศึกษาที่คณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร
ผมรู้สึกเหมือนกับนักศึกษาทั่วๆ ไปที่ไม่ค่อยไว้ใจในนักการเมืองมากนัก
…………………………………………………………………………
แต่พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า
นายกคนนี้มีวิสัยทัศน์ และดูเหมือนประชาชนในต่างจังหวัด
ก็รักใคร่ท่านมากมายคล้ายๆกับทักษิณในสมัยนี้
กล่าวง่ายเป็นคนที่มีไอเดียและทำงานรวดเร็วแต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเหมือนกัน
แต่โดยรวมก็ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองไทยในะดับหนึ่งทีเดียว
…………………………………………………………………………
หลังจากบริหารประเทศไปสักสองปีกว่าก็มีการร้ฐประหารเกิดขึ้นอีก
ด้วยข้อหาเดิมๆ โกงกินคอร์รัปชั่นและไม่จงรักภ้กดี
และยังมีการทะเลาะระหว่าง จปร.ด้วยกันแย่งกันเป็นใหญ่
…………………………………………………………………………
ผมสงสัยว่าอำนาจประเทศนี้
มันเป็นของพวกมึงไม่ใช่ของกูที่เป็นประชาชน
…………………………………………………………………………
ผมจึงออกไปเดินถนนเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 2535
…………………………………………………………………………
เสียงกระสุนลอยช้ามหัว ภาพคนตาย
ภาพทหารของสรยุทธ์ จุลานนท์กระทืบคน
ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดและเจ็บใจเสมอเป็นการต่อสู้ที่ว่างเปล่ามากๆ
ในที่สุด เราก็ได้รัฐบาลจับเสือมือเปล่า ที่กล่าวหาจำลองศรีเมืองพาคนไปตาย
คือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล
…………………………………………………………………………
ผมขอสารภาพด้วยความที่ยังไม่โตมากในขณะนั้น รู้สึกผิดหวัง
เราไม่เข้าใจและตกเป็นเครื่องของคนที่ต้องการอำนาจฉวยโอกาสในทางการเมือง
…………………………………………………………………………
ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่เดินบนถนนเรียกร้องประชาธิปไตยให้ใครอีก.

4…………………..
“พี่แมวเป็นเสื้อแดงหรือ ?”
“พี่แมวรักทักษิณเหรอ ?”
หลายปีที่ผ่านมาหลังพฤษภาทมิฬ
คลื่นลมในประเทศนี้ก็ดูสงบเงียบดี
ไม่ว่าเราจะได้รัฐบาลเต่าดีแบบชวนเชื่องช้าแต่โกงแบบเทพเทือก
หรือรัฐบาลแบบบรรหารหรือแบบชวลิตเราก็อยู่กันมาได้
ทั้งที่นักการเมืองเหล่านี้เล่นการเมืองตั้งแต่ครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก
ไม่เคยทำให้ประเทศชาติไปถึงไหนเสียที โคตรโกงทั้งนั้น
แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะไปขับไล่พวกเขาลงจากเก้าอี้แต่อย่างใด
เพราะถือคติว่า คนส่วนใหญ่เลือกกันมามันย่อมสะท้อนความคิดคนเลือก
ผมจึงทำงานหาเลี้ยงชีพไปโดยไม่ได้คิดมากเรื่องการเมืองแต่อย่างไร
…………………………………………………………………………
หลังที่ประชาชนในประเทศนี้ได้ตัดสินให้พรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล
เราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่ขาดแรงจูงใจเกี่ยวกับการเมือง
เลือกตั้งไปก็เท่านั้น ก็ได้นักการเมืองแบบเดิม ผมจึงไม่เลือกใคร
…………………………………………………………………………
แต่หลังจากที่ทักษิณบริหารไปสักสองปี
ผมพูดกับเพื่อนว่า ทักษิณมันได้สร้างมาตราฐานใหม่ในการบริหารประเทศ
คือทำตามนโยบายที่สัญญากับประชาชน ที่สำคัญดันทำสำเร็จ
แต่เรายังไม่วางใจในเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือได้มากนัก
ผมคิดแบบฝันหวานว่า การตรวจสอบที่เข้มข้นของภาคประชาชนนี่แหละ
ที่จะทำให้เราได้นายกที่มาตราฐานในการทำงานแบบทักษิณ
แต่มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองกว่าในอนาคต
…………………………………………………………………………
เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเลือกตั้งครั้งต่อมา
เมื่อเขาบริหารประเทศได้ครบสี่ปีเป็นคนแรก
คะแนนที่ผมมี จึงเป็นของเขาเป็นครั้งแรก
…………………………………………………………………………
เสียงของประชาชนค่อนประเทศที่มอบให้เขานั่นแหละ
ที่นำภัยร้ายแรงมาสู่ชีวิตของเขา
ความเก่งกับความรักที่ประชาชนมีให้เขา
เริ่มไม่เข้าตาใครบางคนในประเทศที่ละครอิจฉาริษยาล้นเมือง
การก่อตัวของกลุ่มอำนาจและพรรคการเมืองจัญไรแบบประชาธิปัตย์
ที่เคยเกาะกุมผลประโยชน์อย่างเงียบๆ
บรรยากาศมันช่างเหมือนกับ 6 ตุลาคม 2519 จริงๆ
มีการปลุกระดมทั้งเรื่องโกงกินและความไม่จงรักภักกดี
ทั้งก่อนหน้าไม่กี่วันคนไทยยังใส่เสื้อเหลืองเต็มพระบรมรูปทรงม้ากันอยู่เลย
…………………………………………………………………………
ผมชักสงสัยว่าอำนาจในประเทศนี้
ที่บอกว่าเป็นประชาชนหลังพฤษภาทมิฬน่าจะโดนแหกตา
เพราะกลุ่มอำนาจที่เผยโฉมมามันคือกลุ่มอำนาจโบราณเดิมๆ
แต่ในใจก็คิดยุคนี้ใครแม่งจะปฎิวัติวะ
…………………………………………………………………………
และแล้ววันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เดินมาถึง…………….
5……………………
” ปฎิวัติเสียทีก็ดีประเทศแม่งจะได้สงบ”
” ตลกดีวะ ลุงแม่งเอาแท๊กซี่ไปชนรถถัง “
” ไอ้พวกเหี้ยทาสเงินทักษิณ “
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549
ไม่มีใครมีจิตใจทำงานหรอก
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่โทรทัศน์อันดำมืด
และรอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
…………………………………………..
ระหว่างที่ผมขับรถกลับบ้าน
ละครที่ผู้มีอำนาจสบคบกับสื่อและปัญญาชนอีกหลายคนเพื่อไล่ทักษิณตบตาผมไม่ได้หรอก
ผมสงสัยประเทศห่านี้เกิดอะไรขึ้น?  แล้วกูจะต้องทำอย่างไร?
อยู่เฉยๆก้มหน้าก้มตาทำมาหากินและยอมรับมันไป
หรือจะออกไปประท้วงเพื่อบอกมันว่ากูเกลียดการรัฐประหารเหลือเกิน
…………………………………………..
วันรุ่งขึ้นอีกวันขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านผ่านสยามสแควร์
ผมเห็นกลุ่มคนเล็กๆยืนแจกใบปลิวและพูดโทรโข่งโจมตีการปฎิวัติรัฐประหารอยู่
เขาคือ ใจ อึ้งภากรณ์ กับนักศึกษาของเขาจำนวนหนึ่ง
……………………………………………………………
วินาทีนั้นผมก็ตัดสินใจได้แล้ว
คือหันหน้าต่อสู้กับเผด็จการกับความจอมปลอมในประเทศอีกครั้ง
ไม่ใช่เพื่อทักษิณ หรือเพื่อผม แต่เพื่ออนาคตของลูกๆเรา
เราไม่ควรยอมให้พวกเขาย่ำยีประเทศอย่างนี้อีกต่อไป
……………………………………………………………………….
วันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัติผมได้ไปที่สนามหลวง
โดยหวังว่าจะเจอใครสักคนที่ไม่เห็นด้วยการรัฐประหารคล้ายๆกับเรา
เมื่อมองไกลผมเห็นความว่างเปล่าของสนามหลวง
แต่เมื่อเดินไปใกล้ๆจึงเห็นมีคนจับกลุ่มๆกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
ด้านเหนือของสนามหลวงมีกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
ของสุชาติ นาคบางไทรและมีดา ตอร์ปิโด กำลังยืนปราศรัยอย่างเอางานเอาการ
และก็ได้เจอกับ คุณ บก.ลายจุด เป็นครั้งแรกซึ่งก็มีกลุ่มของตัวเอง
ที่ต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และกลายเป็นสีสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการต่อมา
ด้านทิศตะวันออกมี คุณวรัญชัย โชควัฒนะ
และยังได้เจอนักร้องเพื่อชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจ
และซื่อสัตย์ต่อวิญญานต้วเองเสมอๆในการต่อต้านเผด็จการอย่าง
พี่ จิ้น กรรมาชน ที่ทั้งแต่งเพลงและร้องเพลงให้กำลังใจกับผู้ชุมนุม
และที่สำคัญผมได้เจอน้องรักคนหนึงโดยไม่คาดฝัน
เขาได้เคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้เผด็จการทุกอาทิตย์
แต่ปัจจุบันนี้เขากลับไม่มีโอกาสอยู่บนแผ่นดินแม่ที่เขารัก
…………………………………………..
จากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในวันนั้น
จนถึงวันนี้ที่จะครบรอบ 5 ปีแห่งการรัฐประหาร
ขบวนของประชาชนที่คุณตราหน้าว่าเขาโง่
และเป็นทาสทักษิณ นั้นเติบโตไม่หยุด
เพราะคุณผลักคนอย่างผมและใครอีกหลายคน
ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ให้ไปอยู่ในฝั่งที่คุณเรียกว่าพวกไม่รักชาติ
…………………………………………………………..
ปลายเดือนกันยายนปีนั้นมีข่าว มีคุณลุง เอารถแท๊กซี่ไปชนรถถัง
และเจ้าของแท๊กซี่คนนั้นได้ผูกคอตายพร้อม
ข้อความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ที่ใต้สะพานหน้า สนพ.ไทยรัฐในเดือนถัดมา
…………………………………………..
หลายคนอาจมองว่ามันตลกและเป็นการกระทำที่ดูโง่ สุดโต่ง
แต่ผมอยากบอกคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ว่าผมเข้าใจในความรู้สึกนั้น
และรู้ว่าคุณลุงต่อสู้เพื่ออะไร?
ขอคาราวะจากใจของคนที่มีความรู้มาก
แต่กล้าหาญน้อยกว่า
…………………………………………..
 
6………………….
” พวกรักทักษิณกับพวกไม่รักทักษิณ “
” พวกรักในหลวงกับพวกที่ไม่รักในหลวง “
” พวกรักชาติกับพวกไม่รักชาติ “
” พวกกูคนไทยกับพวกมึงไม่ใช่คนไทย “
ก่อนหน้าการปฏิวัติ 19 กันยยายน 2549
ผู้คนส่วนใหญ่ในประทศนี้ก็พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง
และยิ้มแย้มที่จะได้ออกไปเฉลิมพระเกียรติให้แก่ในหลวงกันอย่างพร้อมหน้า
โดยไม่มีการแบ่งแยกสีมาก่อน
…………………………………………………………………………….
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการก่อตัวของฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ
โดยมุ่งโจมตีในประะเด็นว่าไม่จงรักภักดีและ
ใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
นับว่าเป็นกลยุทธที่ฉลาดในการผลักดันให้ทักษิณไปเป็นศัตรูกับสถาบัน
นี่ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงสำหรับทุกคนในประเทศนี้
……………………………………………………………………………
ทำให้ผมย้อนความคิดกลับในยุคของการปราบปราม
นักศึกษาในสมัย 6 ตุลาคม 2519
เหตุหนึ่งในนั้นคือการหมิ่นสถาบัน
มีการปลุกะดมอย่างบ้าคลั่งให้ออกมาทำร้ายฝ้ายตรงข้าม
จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรม
ให้กับการสังหารหมู่ในครั้งนั้น
……………………………………………………………………………
คำถามคือ
คุณจะให้ประชาชนที่รักทักษิณและรักในหลวงทำอย่างไร?
ในเมื่อคุณบีบบังคับให้เขาต้องเลือกข้างเสียแล้ว
ใครกันแน่ที่ทำลายสถาบัน?
……………………………………………………………………………
ดาวสยามเมื่อ 2519 กับ ASTV เมื่อ2549
ทำหน้าที่ไม่ตางกันแม้จะต่างยุคสมัยกัน
ยังคงทำหน้าที่แบ่งฟักฝ่ายอย่างแข็งขัน
แต่เป็นที่น่าเสียใจคือASTVในยุคนี้เต็มไปด้วย
อดีตนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายใน ปี 2519 มาแล้วทั้งสิ้น
……………………………………………………………………………
ความจอมปลอมและความฉ้อฉลของปัญญาชนพวกนี้เอง
ที่เป็นสะพานทอดให้ทหารเดินเข้ามารัฐประหารฆ่าประชาธิปไตยอย่าง่ายดาย
……………………………………………………………………………
ผมนึกถึงวันที่ผมต้องเผาหนังสือต่างๆ
ที่เป็นภัยของความั่นคงตามคำสั่งทหารกับพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน
ผมเดินไปหยิบหนังสือของหลายคนที่ผมคิดว่า
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นแรงบันดาลใจและฮีโร่ในวัยเด็กของผม
ในการต่อสู้กับเผด็จการมาเผาทิ้งอย่างไม่ใยดี
ผมว่าผมหมดศรัทธากับมันแล้วและครั้งน้ี้ไม่มีใครบังคับผม
……………………………………………………………………………
เวลาอาจเปลี่ยนเราหลายเรื่องก็จริง
แต่จริงหรือที่คนเราสามรถทรยศต่อจิตวิญญานของตัวเอง
และวิญญานของผู้ที่ตายจากไมากมายในเหตุการณ์ 6 ตุลาและพฤษภาทมิฬได้หรือ
……………………………………………………………………………
ไม่ว่าจะกี่ปีความคิดที่จะไม่ชอบการปฏิวัติ
และรัฐประหารไม่เปลี่ยนจากใจผมเลยแม้แต่น้อย
……………………………………………………………………………
ในที่สุดผู้คนหลายคนก็ผลักให้ผมมาอยู่ใน
ฝั่งที่รักทักษิณและเกลียดพ่อและไม่รักชาติ
จากการคิดเห็นต่างของผม
……………………………………………………………………………
ผมสงสัยว่า
โลกนี้มันมีทั้งเรื่องรักและไม่รักเสมอ
และขัดแย้งกันเสมอ
ทำไมต้องให้ผมเลือกข้าง
ให้ผมอยู่กับความขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผล
แบบอารยะชนไม่ได้หรือ
……………………………………………………………………………
5 ปีมานี้ไม่วันไหนที่ผมไม่เสียใจที่อยู่ในประเทศนี้
7………………………
หลังประกาศว่ามีการปฎิวัติ 19 กันยายน 2549
การสื่อสารประเทศนี้ก็ดับไปพร้อมกับชีพจรของประเทศ
………………………………………………………………………
ผมอยากจะคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยความคิดโง่ที่ว่า ยุคนี้ไม่มีใครปิดกั้นการสื่อสารได้อีกต่อไป
ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะจริง เพราะเวบที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์
ประเภท กิน แดก เที่ยว ก็ยังรับใช้ชีวิตผู้คนตามปกติ
………………………………………………………………………
แต่เว็บบอร์ดที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองนี่สิ หายวับไปกับการปฎิวัติ
เว็บบอร์ดทางการเมืองเกือบทุกเวบต่างปิดตัวเอง
ที่น่าเสียใจที่สุดคือ พันทิพห้องราชดำเนิน
ผมคิดมาตลอดว่า ที่นี่น่าจะเป็นที่ๆชุมนุมของคนหัวใจประชาธิปไตยในประเทศนี้
และเป็นพลังเล็กๆที่จะต่อต้านการรัฐประหาร
และเจ้าของน่าจะเป็นคนที่มีหัวใจประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญ
แต่เอาเข้าจริง เจ้าของนี่ขี้ขลาดกว่าใครเพื่อนเลย
เขาเลือกที่จะปิดและเซ็นเซอร์ตัวเอง
………………………………………………………………………
ในขณะที่กำลังสับสนและต้องการข่าวสารอย่างมาก
แต่ดูเหมือนจะมีโชคนิดหน่อยก่อนที่เขาจะเซ็นเซอร์ตัวเอง
มี Post เล็กๆบอกว่าให้ไปแสดงความคิดเห็นที่เว็บประชาไทกัน
นับจากนั้นผมก็ไม่เคยไปเหยียบพันทิพอีกเลย
………………………………………………………………………
แนวรบของคนที่รักประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่จุดนี้
ทำให้ผมได้รู้ว่ายังมีนักวิชาการที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อตัวเองอีกหลายตน
เช่นอ.สมศักด์ เจียมฯ อ.วรเจตน์ อ.พิชิต และ อีกหลายท่าน
อีกทั้งทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนพี่น้องอีกหลายคนที่เกลียดการรัฐประหารก็จากที่นี่
………………………………………………………………………
นับตั้งแต่ทักษิณขึ้นครองอำนาจ
มันทำให้ผมเห็นเนื้อแทัที่มันจอมปลอมภายใต้หน้ากากของ
วีรบุรุษวีรสตรีเดือนตุลาหลายคนที่ ขี้ขลาดและสอพลอ
จนการปฎิวัติเกิดขึ้น วีรบุรุษเหล่าก็ตายไปจากใจผมตลอดกาล
………………………………………………………………………
ห้าปีมานี้ มีหลายคนที่เป็นฮีโร่และกล้าหาญ
ที่ยืนหยัดอยู่บนความยุติธรรมหลายคน
แต่คนหนึ่งที่ผมอยากยกย่องเธอจากใจของผมก็คือ
คือผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ยืนหยัดที่จะเปิดพื้นที่ทางความคิดนี้
ให้พวกเราได้มีที่การแสดงออกความคิดเห็น
ในยามที่บ้านเมืองถูกกฏหมายเผด็จการควบคุมอยู่
การกระทำอันกล้าหาญของเธอทำให้เธอถูกจับ
จากความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
…………………………………………………………………….
เธอคือคุณจีรนุช เปรมชัยพร แห่งประชาไท
…………………………………………………………………….
ผมไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนแต่ก็รับรู้ได้ว่าเธอต่อสู้เพื่อพวกเราไม่น้อย
สิ่งที่เธอทำได้ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนให้เติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน
นี่นับว่าเป็นคุณูปการณ์ต่อประชาธิปไตยในอนาคต
ผมคิดว่าเธอคือฮีโร่อีกคนหนึ่งในใจผมเสมอ
…………………………………………………………………….
ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดแสงสว่างทางความคิด
ในวันที่มืดที่สุดของระบอบประชาธิปไตย.
     
8……………….
” บก.ลายจุด”
” คนอะไรวะชื่อประหลาดดี “
” แล้วทำห่าอะไรมั่ง “
ผมได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกในเวบบอร์ดพันทิพห้องราชดำเนิน
ก่อนปฎิวัติสักเล็กน้อย รู้เพียงแต่ว่าเขาเป็นNGOทำงานเกี่ยวกับเด็ก
แต่ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนใจความคิดบนคอมเม้นต์ของเขามากนัก
เพราะเข้าพันทิพมั่งไม่ได้เข้ามั่ง เลยไม่ได้ตามความคิด
……………………………………………………………………
จนวันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัตื 19  กันยายน 2549
ผมได้เจอเขาเป็นครั้งแรกเขายืนบนเวทีเตี้ยๆและกำลังปราศัยต่อต้านเผด็จการอยู่
ซึ่งต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และสีแดงก็กลายเป็นสีสัญญาสักษณ์ในการต่อสู้
เขาเป็นคนแปลกจากนักปราศัยคนอื่นกล่าวคือ
เขาหน้าตาแบบดูดีมีอันจะกิน เป็นคนจีน
แต่สุภาพฉลาดมีอารมณ์ขันและวิธีพูดก็มีความเป็นวิชาการ
ต่างจากผู้ปราศัยท่านอื่นที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
และต้องส่งเสียงปลุกเร้าผู้ฟังตลอด
…………………………………………………………………..
ในใจก็คิดสู้อย่างนี้กับทหารแล้วมันจะรอดเหลือวะอีกกี่ชาติถึงจะสำเร็จ
และก็ออกจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของ บก.ลายจุดเท่าไรนัก
คือมันใช้เวลานานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง
………………………………………………………………….
ความคิดที่ว่าของแกก็คือเขาอยากจะปลูกความคิดและสร้างโรงเรียน
ที่สอนประชาธิปไตยให้กับคนรากหญ้า เพื่อเป็นพล้งในการต่อต้านเผด็จการ
ความคิดนี้ดูท่าทางต้องใช้เวลายาวนานในการจะได้ประชาธิปไตยคืน
……………………………………………………………………
แต่ผมว่าด้วยความหลักแหลมของ บก.ลายจุดนี่แหละ
4-5 ปีที่ผ่านมาในช่วงที่อำมาตย์หลงระเริงในอำนาจ
การก่อต้วของโรงเรียนประชาธิปไตยในความคิดของ บก.ลายจุด
หรือที่รู้จักในนามโรงเรียนประชาธิปไตยแกนนอน
ทำให้พลังในการต่อสู้ของประชาชนเติบโตอย่างรวดเร็ว
นี่ก็เป็นคุณูปการณ์และเป็นรากฐานต่อประชาธิปไตยในอนาคตไม่น้อยเลย
……………………………………………………………………
ตั้งแต่วันที่มีคนไม่ถีง 500 คน
ที่ยืนฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันนี้
ผมเชื่อโรงเรียนประชาธิปไตยที่กลายจุดทำ
น่าจะเป็นโรงเรียนที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยจุฬาหรือธรรมศาสตร์
ที่เราเคยคาดหวังว่าจะเป็นธงนำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและผู้คนที่ยากไร้กว่า
เพราะมันได้ปลูกความรู้บนคนจริงๆและได้ออกดอกผลมาเป็น
คนที่รักประชาธิปไตยเกลียดเผด็จการรัฐประหารอย่างมากมาย
ทั้งเขาเหล่านั้นก็คือคนโง่ในสายตาของคนเมือง
……………………………………………………………………
อยากจะบอกว่าดีใจที่ผมมีส่วนช่วยงานแม้จะเล็กน้อยก็ตามและร่วมต่อสู้มาด้วยกัน
ขอบคุณนะอาจารย์ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ของน้องๆ
9…………………….(สุดท้าย)” พี่ๆอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร “
” พี่ๆแล้วทหารจะปฏิวัติอีกมั้ย? “
” พี่ๆแล้วจะแบกประเทศกันอยู่มั้ย? “

ตอนเด็กๆผมโตมากับเพลง Blowin’ in the wind แต่งและร้องโดย Bob Dylan
ในยุคสมัยที่มีการปราบปรามนักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519
และสงครามเวียดนามเหนือ-ใต้ที่รบกันกำลังวิกฤต
โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคู่สงคราม

…………………………………………………………………………….

The answer, my friend, is blowin’ in the wind,
The answer is blowin’ in the wind.

…………………………………………………………………………….

ผมอยากจะบอกว่าคำตอบมันอยู่ในสายลมเพื่อนเอ๋ย
ไม่มีใครรู้ว่ามีคำตอบในอนาคตจะเป็นอย่างไร
จะเป็นแบบเวียดนามเหนือ-ใต้ หรือเปล่าไม่มีใครรู้

…………………………………………………………………………….วันนี้เป็นวันที่ 19  กันยายน  2554
ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร
ฟ้าที่เราเฝ้ามองว่าวันหนึ่งมันจะสดใส
ก็ยังคงมีเงาทมึนของการแก่งแย่งอำนาจมาบดบังอยู่

…………………………………………………………………………….

5  ปีมานี้ ตั้งแต่การรัฐประหารเกิดขึ้น
ผมคิดว่าประเทศของเราแตกไปเรียบร้อยแล้ว
ประเทศนี้ถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายจากความเกลียดชัง
และคำดูหมิ่นเหยียดหยามต่างๆ นานา
ด้วยน้ำมือของคนไทยเอง
การไม่ยอมรับความคิดที่ต่าง
การไม่ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่
การคิดว่าตัวเองฉลาดและรู้เท่าทันกว่า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งออก
เป็นประเทศที่รักทักษิณและประเทศที่ไม่รักทักษิณ
เป็นประเทศที่พวกรักชาติอยู่กับและประเทศที่ไม่พวกรักชาติอยู่

…………………………………………………………………………….

เราเอาทุกอย่างเข้าแลกจริงๆ
เราสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมายไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม
…………………………………………………………………………….

ผมสูญเสียเพื่อนพี่น้องและคนที่รู้จักไปมากมายหลายคน
บ้่างก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง
บ้างก็จากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน
บ้างก็จากกันเพราะทัศนคติทางการเมืองไม่ตรงกัน
ทั้งจากเหลืองหรือพวกหลากสี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังรักและเป็นห่วงเสมอๆ

…………………………………………………………………………….

แต่ในขณะเดียวกัน
ผมก็ได้พบเพื่อนพี่น้องใหม่อีกหลายคน
บ้างเป็น ดารา กวี นักเขียน เป็นศิลปิน
บ้างเป็นสื่อมวลชน เป็นครู เป็นอาจารย์
บ้างเป็น NGO เป็นผู้กำกับ นักทำหนัง
บ้างเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแห่งการเป็นมนุษย์
บ้างเป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า บ้างเป็นหมอ…ฯลฯ
รวมไปถึงชาวบ้านและผู้นำความคิดอีกหลายท่าน
ที่มีห้วใจที่รักในประชาธิปไตยเหมือนกัน

…………………………………………………………………………….

สุดท้ายอยากบอกพ่อกับแม่ว่า
สิ่งที่แม่กับพ่อปลูกฝังผมมาหลายปี
ว่าต้องเป็นคนมีใจเป็นธรรม
และช่วยเหลือคนยากไร้กว่า
ผมขอบคุณนะครับ
เพราะมันทำให้ผมเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติ

…………………………………………………………………………….

สุดท้ายสุดๆขอบคุณทุกคนที่อ่านมันและหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 
ปล. อาชีพดั้งเดิมผมเป็นคนที่เขียนรูปและคิดงานครีเอทีฟ
ไม่ค่อยชำนาญในการเขียนหนังสือยาวๆ นัก แต่ดัดจริตอยากเขียน
การเขียนครั้งนี้เขียนจากใจอยากจะบันทึกให้คนรุ่นใหม่ได้รู้
และอุทิศให้กับผู้ที่เสียชีวิตต่อการเรียกร้องประชาธิปไตยทุกคนในทุกยุคสมัย 
บทความทั้ง 9 ตอน ใช้เวลาเขียน 2 วัน คือวันที่ 18-19 กันยายน 2554 
ดังนั้นคำต่างๆจะผิดและตกหล่นจำนวนมาก ขออภัยและขอบคุณมา ณ ที่นี้
…………………………………………………………………………….

 

ที่มา:Prakit Kobkijwattana

ใบตองแห้งออนไลน์: มาเอาใจช่วย พธม.กันเหอะ (ฮิฮิ)

Fri, 2011-01-28 18:15
ใบตองแห้ง

เสื้อแดงจัดชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ ตำรวจประเมินว่ามีมวลชน 27,000 คน แต่ไทยรัฐบอกขบวนยาวเป็นกิโล พันธมิตรจัดชุมนุมหญ่ายเมื่อวันอังคาร ถ่ายภาพมุมกว้างดูยังไงก็ไม่เกิน 5,000 (ตอนค่ำนะ ไม่ใช่ตอนเช้าที่เลขศูนย์หายไปตัวนึง) เห็นแล้วใจหาย สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม

น่าสังเกตว่า ม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ มีแต่ชาวสันติอโศกกับแฟนพันธุ์แท้จังหวัดละหยิบมือ ผู้นำที่อยู่ประจำม็อบก็มีแต่ลุงจำลอง น้าปานเทพ ส่วนสนธิ ลิ้ม พี่พิภพ ธงไชย โผล่หน้ามาแวบๆ อ.สมเกียรติได้ข่าวว่าสุขภาพไม่ดี แต่สมศักดิ์ โกศัยสุข ไม่รู้หายไปไหน ยะใสก็เอาแต่พูดอยู่วงนอก

ยิ่งกว่านั้น ขาเก่า NGO ไฮโซไฮซ้อ คุณพ่อคุณแม่สหภาพรัฐวิสาหกิจ คอลัมนิดคอลัมหน่อย หรือนักวิชาการที่เคยเป็นกองเชียร์ก็หายจ้อย (กลายเป็นอธิการรองอธิการกันหมด) แหม มันน่าน้อยใจจริงๆ ไม่มีใครรักชาติเล้ย กระทั่งกษิต ภิรมย์ ที่เคยด่าฮุนเซนเป็นกุ๊ย ก็เปลี่ยนสีแปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์ลูกหลานพระยาละแวกซะแล้ว

ที่เหลืออยู่ก็เลยมีแต่คอเดียวกันระดับฮาร์ด เช่น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สุนันท์ ศรีจันทรา เป็นต้น

ที่สะพานมัฆวานน่าจะติดประกาศตามหาคนหายนะครับ พี่น้องเอ๊ย กลับมาด่วน! ชาติต้องการ เพราะถ้าวันเสาร์อาทิตย์นี้ พี่น้องเอ๊ยยังไม่คืนสู่เหย้าละก็ ลุงจำลองคงหาทางกลับบ้านไม่ถูก

คงต้องรอความปรานีจากศาลเขมร ถ้าวันที่ 1 ก.พ.นี้ตัดสินปล่อยตัววีระ สมความคิด พันธมิตรขาลงก็ยังพอมีทางลง หยอดกล่องบริจาคให้วีระ แล้วกลับบ้านใครบ้านมัน แต่ถ้าไม่ล่ะ จะดิ้นทุรังไปทางไหนต่อ

แหม นั่งดู พธม.กับ ปชป.ล่อกันเอง ดูกษิต-ปานเทพ ประปาก ดูพี่เปี๊ยกขุดเรื่อง อ.ปรีดีมาด่าโคตรเหง้าประชาธิปัตย์ แล้วจะไม่ให้ “สะใจ” ได้ไงล่ะ พี่น้องเอ๊ย

เรื่องสนุกของผมก็คือเปิดหนังสือพิมพ์อ่านคอลัมนิดคอลัมหน่อยที่เคยแซ่ซ้องร้องเชียร์พันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แล้วกาหัวว่าใครบ้างพันธ์แท้ พันธุ์ทาง เอาใจออกห่าง กลับหัวกลับหาง พลิกลิ้นแผล็บๆ

แต่แหม มันน่าน้อยใจดังว่า เพราะใครต่อใครก็ดูเหมือนจะยกตนเป็นผู้รักชาติอย่างมีสติ มีเหตุผล กันไปหมด ปล่อยให้ พธม.ถูกหาว่าคลั่งชาติอยู่หยิบมือเดียว (แล้วตอนนั้นใครวะ บอกว่าพื้นดินใต้ปราสาทพระวิหารยังเป็นของไทย)

แน่นอนว่า ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเราๆ คงไม่สนับสนุน พธม.หรือเพ้อฝันแบบ “เหลือง-แดง สมานฉันท์” แต่มันก็เป็นวโรกาสอันดีงาม ที่ควรทำใจให้สนุกสนานเพลิดเพลิน นั่งดูฝ่ายตรงข้ามรบรากันเอง พร้อมกับศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของทั้งสองข้าง รวมทั้งแยกแยะขุมกำลัง ว่าใครเปลี่ยนขั้วไปอยู่ข้างไหน

และในฐานะที่พันธมิตรเป็นฝ่ายที่มีขุมกำลังอ่อนด้อยกว่า ผมก็อดไม่ได้ตามนิสัยคนไทย คือชอบเชียร์มวยรอง แบบว่าให้ยืนซดกันได้นานๆ หน่อย (จะได้บอบช้ำมากๆ หน่อย ฮิฮิ)

Hidden Agenda

ถามว่าพันธมิตรยื่นข้อเรียกร้องอะไร ก็คือข้อเรียกร้องที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งพันธมิตรรู้อยู่แล้ว

แต่เราจะไปสนใจทำไมกับข้อเรียกร้องของพันธมิตร จำได้ไหมว่าข้อเรียกร้องของพวกเขาเมื่อปี 51 คืออะไร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอรัฐบาลยอมไม่แก้ ก็ยังเปลี่ยนไปเรื่อย จนชุมนุมอยู่ได้ 193 วัน

ย้อนไปปี 49 ก่อนรัฐประหาร ทักษิณยุบสภาแล้ว พันธมิตรก็ยังเรียกร้องให้ทักษิณลาออก เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เคยมีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลก

ฉะนั้น ข้อเรียกร้องของพันธมิตรจึงมี hidden agenda ตลอด (แม้แต่ข้อเสนอมาตรา 7)

ครั้งนี้ก็เช่นกัน พธม.พยายามเรียกม็อบมาตั้งแต่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้วีระ สมความคิด (และนายตายแน่ มุ่งมาจน กับพวก) เป็นวีรชนพลีชีพ จูง ส.ส.ปชป.เข้าไปให้ทหารเขมรจับ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นหอกย้อนแทงอภิสิทธิ์และกษิต ที่พยายามพลิกลิ้นการทูต ตลบถ้อยคำที่ตัวเองเคยพูดไว้สมัยเป็นฝ่ายค้าน เพื่อกลับไปญาติดีกับ “กุ๊ย”

พธม.จึงได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองว่าเรา “ขวาแท้” และ “ขวากว่า” กลับมาชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ปลุกระดมลูกหลาน “พระองค์ดำ” ให้เอาเอฟ 16 ไปช่วยวีระ จับพระยาละแวกตัดหัวเอาเลือดล้างเท้า

เพียงเสียดายที่ “สังคมไทย” (อันได้แก่สื่อ นักวิชาการ คนกรุงคนชั้นกลาง) กลับมามีเหตุผลอย่างไร้เหตุผล ทีตอนนี้ละก็เห็นด้วยว่าควรใช้สันติวิธี ไม่ใช่ชาตินิยม อย่าทำสนามการค้าให้เป็นสนามรบ แม้เอาใจช่วยให้เขมรปล่อย 7 คนไทย แม้ไม่พอใจฮุนเซ็นอยู่มั่ง แต่ก็ไม่วายบ่นอุบอิบว่ามันเดินเข้าไปให้เขาจับทำไมวะ

ทีสมัยสมัคร-นพดลละก็ จะเป็นจะตาย ช่วยกันปลุกวิญญาณชาตินิยม ทวงคืนปราสาทพระวิหาร อ้างไปได้เรื่อย ที่แท้ก็เพื่อไล่รัฐบาล (แต่รัฐบาลนี้มันถูกจริตกรูนี่หว่า เลยเก็บชาตินิยมเข้าลิ้นชัก)

งานนี้ พธม.จึงเสียเปรียบตั้งแต่ยกแรก เพราะถูกขวัญใจจริตนิยมช่วงชิงมวลชนไปเกือบหมด (ขณะที่ส่วนหนึ่งก็เป็นมวลชน ปชป.มาแต่ต้น) แต่อย่าประมาทไปนะครับ เพราะพวกเขามีความเชี่ยวชาญทางยุทธวิธี ในการก่อม็อบยืดเยื้อ แล้วสามารถทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้มันเป็นเรื่องขึ้นมาได้ จนเปลี่ยนประเด็นไปได้เรื่อยใน 193 วัน

โดยเฉพาะปาก ปชป.นี่แหละสำคัญ ถ้ายั่วถูกจุดเข้าหน่อย ดูอย่างกษิตพูด ก็ปลุกพี่น้องเอ๊ยให้คึกคักขึ้นมาไม่น้อย ยื้อไปเหอะ ให้ไอ้เทือกไอ้ไทหลุดออกมาซักคนละคำสองคำ เดี๋ยวเป็นเรื่อง

นอกจากนี้ ผมยังคาดว่าพันธมิตรจะใช้ความผูกพัน ที่มีกับมวลชนเดิมๆ ออดอ้อนให้ซื้อบัตรซื้อตั๋วมาร่วมงานคืนสู่เหย้ากันหน่อย (ซึ่งอาจมีบ้างในช่วงเสาร์อาทิตย์) รวมถึงความผูกพันที่มีกับสื่อ นักวิชาการ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ไม่กล้าจิกหัวม็อบเสื้อเหลืองเหมือนที่ทำกับม็อบเสื้อแดง จนเดินเกมของพวกเขาไปได้ระยะหนึ่ง แต่จะลงตรงไหนก็ขึ้นกับ hidden agenda เป็นสำคัญ

แน่นอนว่า agenda ของพันธมิตร ไม่ใช่ MOU ปี 43 หรือข้อเรียกร้อง 3 ข้อนั่น แต่น่าจะเป็นความพยายามต่อรอง แย่งชิงอำนาจ ไม่ให้ตัวเองเป็นเพียงนั่งร้าน

hidden agenda ของพันธมิตร ถ้าดูตามคำพูดสนธิ จำลอง ก็มีนัยเรียกหารัฐประหาร-รัฐบาลแห่งชาติ แต่ถามว่ามันเป็นจริงได้หรือ แม้แกนนำพันธมิตรเองก็คงรู้ดีว่า มีโอกาส ไม่ถึงกับ 0% เสียทีเดียว มีโอกาส แต่เป็นจริงได้ยาก พวกเขาเพียงแค่พยายามขยายโอกาสเท่านั้น

ในสภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ “อำนาจพิเศษ” กองทัพ ตุลาการ พึงพอใจกับการอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งปูทางไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งใหม่ กุมอำนาจได้อย่างน้อยอีก 2 ปีข้างหน้า คนที่ไม่พึงพอใจกับสภาพเช่นนี้มีแต่พันธมิตร ซึ่งยิ่งรัฐบาล “มาร์ค-เนวิน” เข้มแข็ง พันธมิตรยิ่งไม่มีที่ยืน พ่อยกแม่ยกหายหมด และหมดอำนาจต่อรอง มองเห็นคุกอยู่ข้างหน้า เหมือนที่ไชยวัฒน์ สมบูรณ์ ลิ้มรสมาแล้ว

หลังมาร์คได้ “ใบอนุญาตฆ่า” ม็อบเสื้อแดง จากมวลชนเฟซบุค คนกรุงคนชั้นกลาง พันธมิตรก็เริ่มหมดความหมาย แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ดึงเอา mentor ของพันธมิตรสาย NGO อย่างหมอประเวศเข้าไปบัญชาการ แต่ต่อมาก็แว่วเสียงบ่นจากแกนนำพันธมิตรว่า “อภิสิทธิ์ไม่จริงใจ” มันคงมีอะไรในกอไผ่ละครับ ที่แสดงออกในเรื่องมาบตาพุด กระทั่งคำตัดสินจำคุก 85 นักรบศรีวิชัยบุก NBT

เหนือสิ่งอื่นใด หลับตานึกภาพไม่ออกว่า ถ้ามาร์คชนะเลือกตั้งกลับมากุมอำนาจมั่นคงอีกอย่างน้อย 2 ปี หรือเผลอๆ 4 ปี พันธมิตรจะอยู่อย่างไร (พรรคการเมืองใหม่สู้ๆ-ฮา) นั่นแหละพวกเขาจึงต้องดิ้น เพื่อรักษาสถานภาพ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดิ้นไปแบบไหน

อย่างเก่ง วุ่นวายนัก อภิสิทธิ์ก็ยุบสภา ให้มหาจำลองคุยได้ว่า ไล่รัฐบาลสำเร็จอีกครั้ง แล้วกลับบ้านใครบ้านมัน (อย่าลืมหยอดกล่องบริจาคนะพี่น้อง)

เหลืองแดงรวมกันไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่คนสองสีลุกฮือกระหนาบรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำให้มีคนเพ้อฝัน “เหลือง-แดง สมานฉันท์” แต่ความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แม้ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จะไปลงนวมซ้อมมวยกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในคุก หรือกลุ่มเส้นทางสีแดง แวะไปเยี่ยมม็อบคนไทยหัวใจรักชาติ

นี่เป็นแค่ “จุดตัด” ของกระแสมวลชนสองสาย ที่หลังจากนี้ก็จะต่างคนต่างไป ส่วนใครจะเดินไปสู่เอวัง ไม่อยากพูด (แค่อ้าปากคนอ่านก็รู้ทัน อิอิ)

อันที่จริงผมก็เคยเพ้อฝันอยู่เหมือนกันว่าซักวัน เพื่อนพ้องน้องพี่สีเหลืองแดงอาจรวมกันได้ เพราะถ้ายึดอุดมการณ์ที่เสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์ เสื้อเหลืองต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ในหลักการก็ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน

แต่บังเอิ๊ญ ผมลืมไปว่า พันธมิตรไม่มีหลักการ!

พันธมิตรทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยไปแล้ว ทิ้งความเชื่อที่ว่ามีแต่ความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เท่านั้นที่จะขจัดลดทอนทุจริตคอรัปชั่น เพราะประชาชนจะตื่นตัวช่วยกันตรวจสอบทุกฝ่ายโดยไม่เว้น

พันธมิตรนำมวลชนคิดตัดตอนเพียงว่าการเลือกตั้งคือการซื้อเสียงและนำไปสู่การถอนทุน ฉะนั้นจึงต้องพึ่งประชาธิปไตยที่มีการเซ็นเซอร์ มีอำนาจพิเศษคอยกำกับดูแล หันไปยกย่องเชิดชูอำนาจพิเศษ แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง ไม่มองว่าระบอบอุปถัมภ์ของอำนาจพิเศษซึ่งตรวจสอบไม่ได้ก็เป็นที่มาของการทุจริตคอรัปชั่นเช่นกัน ไม่พูดความจริงว่าขุนนางอำมาตย์ ทหาร ตุลาการ ที่อวดอ้างว่าจงรักภักดี สัตย์ซื่อถือคุณธรรม ที่แท้ก็มีเรื่องเน่าเฟะปกปิดอยู่มากมาย แต่สาธารณชนไม่ได้รับรู้เท่านั้นเอง

ถ้าย้อนไปดูคำสัมภาษณ์ของสุริยะใส กตะศิลา ในโพสต์ทูเดย์ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เรื่อง “วันหนึ่งพี่น้องจะเข้าใจ พธม.ขาลง?” ยะใสบอกว่า “ถ้าแดงแท้ประกาศปลดแอกจากทักษิณได้ตรงนี้อาจจะเป็นการเกิดใหม่ของ นปช. และสุดท้ายอาจโคจรไปจับมือกับ พธม.ก็ได้ ทั้ง 5 แกนนำ พธม.มีความคิดนี้เสมอ คุณสนธิก็เคยสัมภาษณ์ไม่รู้กี่รอบว่าไม่เคยมองเสื้อแดงเป็นศัตรู ลุงจำลอง (ศรีเมือง) ก็พูดเช่นกัน หลายเรื่องคิดเหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องสองมาตรฐานความไม่เป็นธรรม”

แต่ถามว่า “แดงแท้” ของยะใสคืออะไร ก็คือคนเสื้อแดงที่ “ปลดแอก” จากทักษิณและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ แต่สู้เพื่อความเป็นธรรมจริงๆ โดยมีแค่ 10% เท่านั้นในแดงทั้งหมด

พูดไปก็เป็นแค่การตีฝีปาก เพราะกระทั่ง บก.ลายจุด ยะใสยังดิสเครดิตว่าไม่ใช่ของแท้ แต่เป็นพวกสร้างกระแสแบบไม่ลงทุน คอยแต่หยิบชิ้นปลามัน เพราะการเคลื่อนไหวยังผูกกับจตุพร

“แดงแท้” ของยะใส คงหมายความว่าถ้าการเคลื่อนไหวอะไรที่ทักษิณ พรรคเพื่อไทย หรือ 3 เกลอมีส่วนร่วม ต้องห้ามเข้าร่วมโดยเด็ดขาด ห้ามสนับสนุน ห้ามส่งเสียงเชียร์ ต้องไปเคลื่อนไหวด้วยตัวเองอยู่ที่ปลายโคกโน้น

แม้กระทั่งใครจะเคลื่อนไหวให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เช่น ล้ม สว.ลากตั้ง ยะใสก็คงบอกว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้ทักษิณกลับมา

นั่นคือจุดยืนที่ไม่มีทางร่วมกันได้ชัดเจน เพราะในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้เราจะต้องต่อสู้คัดค้านไม่ให้ทักษิณเป็นผู้นำ ไม่ให้ทักษิณกลับมา แต่เราต้องถือว่าทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในฐานะที่ทักษิณเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้เพื่อให้กฎกติกาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมมาตรฐานเดียว ถ้ามันจะเอื้อให้ทักษิณได้อานิสงส์ เราก็ต้องพร้อมยอมรับ

พูดไปทำไมมี พันธมิตรอ้างว่าพวกเขาดึง “อำนาจพิเศษ” เข้ามาทั้งที่รู้ว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย เพราะพวกเขาเชื่อว่า “อำนาจพิเศษ” นั้นเปรียบเหมือนอาทิตย์ใกล้อัสดง เดี๋ยวก็หมดพลังแล้ว (แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ)

ถ้าเราบอกว่า ณ วันนี้ ทักษิณยิ่งกว่าอาทิตย์อัสดงล่ะ และมันไม่ใช่แค่นั้น เพราะทักษิณเป็นเรื่องตัวบุคคล แต่นั่นคือเรื่องของระบอบและหลักการ ที่เอาการรัฐประหารมาทำลายประชาธิปไตย ชูวัฒนธรรมระบอบอุปภัมภ์กลับมาครอบงำสังคม ปิดกั้นย่างก้าวไปสู่ความมีเสรี

พันธมิตรกับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่มีวันรวมกันได้ เพราะเราไม่ใช่ลิเกย้ายวิก ไม่ใช่นักการเมืองย้ายพรรค ไม่ใช่มาร์ค-เนวิน หรือ “พี่บรรหาร” กับ ปชป.ด่าพ่อล่อแม่แล้วยังร่วมรัฐบาลกันได้ เพราะความ “อดอยากปากแห้ง” สำคัญกว่า

เพียงแต่ตอนนี้ คงไม่ผิดอะไร ที่เราจะเอาใจช่วยพันธมิตร ให้ยืนซดกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ครบสิบยก (จะได้น่วมๆ หน่อย ฮิฮิ) ขออย่างเดียว อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดูก็แล้วกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เตรียมเสียงโห่ได้เลย

เอ้า…หุย….

ใบตองแห้ง
28 ม.ค.54

อนุสรณ์ อุณโณ: ฉันมีรองเท้าเป็นอาวุธ

Wed, 2010-10-13 21:20

อนุสรณ์ อุณโณ

 

 

เมื่อเย็นวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ชวนคิด แม่ค้าขายสินค้าเกี่ยวกับกลุ่มคนเสื้อแดงคนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ที่จังหวัดอยุธยาขณะขายสินค้าในกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เธอถูกตั้งข้อหาว่ารองเท้าแตะพื้นลายคล้ายหน้านายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงพร้อมข้อความ “ราชประสงค์มีคนตาย” ที่เธอขายฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (แม้ไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในจังหวัดอยุธยา) เธอถูกควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่โรงพักก่อนจะได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี เดิมทีเธอประสงค์ไม่ขอประกันตัว เพราะเห็นว่าการขายรองเท้าที่มีรูปคล้ายหน้าบุคคลทั้งสองดังกล่าวไม่ได้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ข้อความที่ว่าราชประสงค์มีคนตายก็ไม่ได้เป็นเท็จ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอแย้งว่ารองเท้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นอาวุธแต่อย่างใด

ข้อโต้แย้งของแม่ค้าเสื้อแดงที่ว่ารองเท้าที่มีพื้นเป็นรูปคล้ายหน้านายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ไม่ได้เป็นอาวุธทำให้ผมนึกถึงหนังสือขึ้นหิ้งเล่มหนึ่งในแวดวงที่ศึกษา เรื่องอำนาจ คือ Weapons of the Weak: Everyday Forms of Peasant Resistance (อาวุธของผู้อ่อนแอ: รูปแบบการต่อต้านในชีวิตประจำวันของชาวนา) ของ James C. Scott ซึ่งโต้แย้งกับกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวของชาวนาในระดับที่กว้างขวางพอที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมได้ โดยเขาเสนอว่า การอู้งาน การแกล้งโง่ การแสร้งจำนน การนินทาด่าว่า รวมไปถึงการเล็กเล็กขโมยน้อย และการก่อวินาศกรรม ฯลฯ ของคนจนโดยเฉพาะชาวนา ที่มักถูกมองว่าไม่ใช่การต่อต้านที่แท้จริง เพราะเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนบุคคลและมีนัยเพียงเชิงสัญลักษณ์ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในลักษณะรวมหมู่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐและกฎหมายได้ ทว่าในความเป็นจริงการกระทำเหล่านี้คือการต่อต้านในชีวิตประจำวันของผู้อ่อนแอ เพราะภายใต้ความสัมพันธ์ทางชนชั้นที่มีลักษณะกดขี่ครอบงำ การต่อต้านโครงสร้างอำนาจอย่างเปิดเผยมีต้นทุนสูงและมีโอกาสสำเร็จน้อย การแปรโครงสร้างอำนาจที่กดขี่ครอบงำให้อยู่ในรูปของบุคคลเช่นเจ้าที่นาเปิดโอกาสให้ผู้อ่อนแอสามารถท้าทายได้มากกว่า และหากสามารถเชื่อมโยงกันได้ การต่อต้านในชีวิตประจำวันของผู้อ่อนแอแต่ละคนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและกฎหมายได้ในที่สุด

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2528 และได้รับความสนใจจากคนในแวดวงอย่างล้นหลาม เพราะเป็นการชี้ชวนให้พิจารณาวิธีการเผชิญกับอำนาจของผู้คนส่วนใหญ่ในแง่มุม ที่ถูกละเลยโดยทฤษฎีมาร์กซิสม์จารีตและทฤษฎีอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาแม้แวดวงการศึกษาอำนาจจะพัฒนาไปในระดับที่ทำให้ต้องพิจารณาอำนาจ ในลักษณะที่ซับซ้อนกว่าตรรกะการกดขี่ครอบงำและการต่อต้านขัดขืนที่ Scott เสนอ รวมทั้ง Scott เองในตอนหลังก็เขียนงานที่ให้ความสำคัญกับชีวิตและการทำงานของรัฐมากกว่าการต่อสู้ดิ้นรนของคนธรรมดา (เช่น Seeing Like a State หรือแม้แต่ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา The Art of Not Being Governed ที่พิจารณาว่าผู้คนบนที่สูงกลุ่มต่างๆ หลีกหนีการควบคุมของรัฐอย่างไรก็เป็นการประมวลผลการศึกษามากกว่าการศึกษาภาคสนาม) แต่หนังสือเล่มนี้ของเขาก็ยังคงเป็นหลักหมายสำคัญของแวดวงการศึกษาอำนาจ รวมทั้งแนวทางในการพิจารณาอำนาจของเขาในหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงมีคุณูปการในการทำความเข้าใจการเผชิญกับอำนาจในบางแง่มุมของผู้อ่อนแอในสังคมร่วมสมัย รองเท้าแตะพื้นลายใบหน้าคล้ายนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ รวมทั้งกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อื่นๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นตัวอย่างของการเผชิญหน้ากับอำนาจในลักษณะเช่นนี้

การล้อมปราบที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 รวมทั้งมาตรการทางกฎหมายต่างๆ ที่ต่อเนื่องตามมาส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงต้องปรับเปลี่ยนไป ในแง่หนึ่งเกิดการทบทวนว่าการปักหลักชุมนุมขนาดใหญ่อย่างยืดเยื้อในลักษณะเผชิญหน้ามีราคาแพงและมีโอกาสสำเร็จต่ำภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองปัจจุบัน ขณะเดียวกันมาตรการทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ไม่เปิดโอกาสให้กับการเคลื่อนไหวในลักษณะเดิมได้ การฟื้นตัวของขบวนการเสื้อแดงในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาจึงไม่ได้มีลักษณะเผชิญหน้าหรือท้าทายอย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นการอาศัยการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่สามารถสื่อความหมายทางการเมืองชนิดเดียวกันไปยังผู้ที่อยู่ในอำนาจและ สังคมโดยรวมได้ เช่น การผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์ การรำลึกผู้เสียชีวิตจากการล้อมปราบ การร่วมรับประทานอาหารและปั่นจักรยานในสวนสาธารณะ ฯลฯ สร้างความยุ่งยากให้กับการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย เพราะไม่ใช่กิจกรรมหรือการชุมนุมทางการเมืองในความหมายปกติ แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมเหล่านี้ก็มีนัยทางการเมืองอย่างสำคัญ อีกทั้งยังสามารถสื่อความหมายไปยังสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในลักษณะเช่นนี้จึงขยายตัวมากขึ้นและมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายและกว้างขวางยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” ของกลุ่มคนเสื้อแดงมีลักษณะต่างจากชาวนาในหมู่บ้าน Sedaka ในมาเลเซียที่ Scott ศึกษา เพราะการต่อต้านของชาวนาเหล่านั้นหลายกรณีเกิดขึ้นในที่ลับตาหรือข้างหลัง จึงไม่เป็นที่รับรู้ของผู้ถูกต่อต้าน หรือบางกรณีแม้จะเป็นที่รับรู้แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ต่อต้านคือใคร และบางกรณีผู้ต่อต้านและผู้ถูกต่อต้านให้ความหมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกัน แต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกิดในที่สาธารณะและเป็นที่จับตามองของผู้อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ต้น เพราะพวกเขาเข้าใจดีว่ากิจกรรมเหล่านี้มีความหมายอะไร การเคลื่อนไหวจึงไม่เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ก่อให้เกิดผลสะเทือนในอีกชั้น แต่เป็นการเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อการจัดความสัมพันธ์ระหว่างกันในทันที โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับผู้บังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ การที่กิจกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลักษณะรวมหมู่ก็ยังผลให้นัยของกิจกรรมมีผลในวงกว้างมาตั้งแต่ต้น ไม่จำเป็นต้องรอให้กิจกรรมของคนเสื้อแดงแต่ละคนมาเชื่อมโยงกันเพื่อก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นในกรณีของชาวนาใน Sedaka

นอกจากนี้ ข้อโต้แย้งของแม่ค้าเสื้อแดงที่ว่ารองเท้าแตะพื้นลายใบหน้าคล้ายนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ไม่ได้เป็นอาวุธ เป็นการขยับ “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” ขึ้นไปอีกขั้น เพราะแม่ค้าเสื้อแดงอาศัยความกำกวมของสัญลักษณ์บนรองเท้าแตะเป็นทั้งอาวุธ และเกราะกำบังในเวลาเดียวกัน เธอใช้สัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นอาวุธเมื่อต้องการท้าทายผู้อยู่ในอำนาจในสภาวะที่การเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมาไม่สามารถกระทำได้ การเหยียบใบหน้าบุคคลเป็นรูปแบบการดูถูกเหยียดหยามอย่างที่สุดรูปแบบหนึ่งในบริบทวัฒนธรรมไทย แต่เมื่อสถานะความเป็นอาวุธของสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นที่ตระหนักและผู้อยู่ในอำนาจไม่สามารถอดทนได้จนต้องออกคำสั่งให้จับกุมและดำเนินคดีกับเธอ เธอก็ทำให้มันกลายเป็นเกราะกำบังโดยตัดความหมายดังกล่าวทิ้งเสียให้เหลือเพียงแค่คุณสมบัติทางกายกาพของรองเท้าซึ่งไม่สามารถจะใช้เป็นอาวุธอะไรได้

ทั้งนี้ ไม่ว่าผลการต่อสู้ทางคดีจะออกมาในรูปใด แม่ค้าเสื้อแดงท่านนี้ได้แสดงให้เห็นว่า “การต่อต้านในชีวิตประจำวัน” อย่างเปิดเผยและมีพลังสามารถกระทำได้ เพียงแต่ต้องมีทักษะและความเชี่ยวชาญในการใช้ “อาวุธ” ในเชิงสัญลักษณ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมีความกล้าหาญที่จะทำให้ “อาวุธ” นั้นเป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าสิ่งที่กำลังต่อต้านอยู่นั้นจะมีอำนาจเพียงใดก็ตาม

 

…………………………………………….
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 (8-14 ตุลาคม 2553)

 

ใบตองแห้งออนไลน์: ตอบ ‘ใจ อึ๊งภากรณ์’ ว่าด้วยสังคมนิยมและซ้ายเสื้อเหลือง

Mon, 2010-10-11 23:31

ใบตองแห้ง

เรียน อาจารย์ใจ

ขอบคุณที่อาจารย์ช่วยวิจารณ์ข้อเขียนของผม ซึ่งถือเป็นเกียรติ คำวิจารณ์ของอาจารย์ช่วยให้แยกแยะทำความเข้าใจเรื่องพันธมิตรกับความคิดสังคมนิยมได้ชัดเจนขึ้น

ต้องเรียนว่าผมเป็นคอลัมนิสต์ ไม่ใคร่จะใช้ศัพท์วิชาการได้รัดกุมนัก สมัยอยู่ในขบวนการนักศึกษาหรืออยู่ป่า ผมก็เป็นพวกขี้เกียจอ่านตำรา ใช้แค่ครูพักลักจำ ผสมผสานกับการปฏิบัติ จะบอกว่าเป็นมาร์กซิสต์หรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ เพราะผมไม่เคยอ่าน Capitalism จบซักที ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ ก็กังขาอยู่ว่าทำไม้ เวลายกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณสู่คุณภาพ ตำราทุกเล่มก็ยกตัวอย่างเรื่องน้ำเดือดเหมือนกันหมด นี่พูดเฉพาะตำราลัทธิมาร์กซ์สายสตาลิน-เหมา สายอื่นยิ่งหูไม่กระดิก ทร็อตสกี้ผมก็เคยดูแต่ในหนัง ที่อเลน เดอลอง เอาขวานจามหัวริชาร์ด เบอร์ตัน (แถมยังมัวแต่ดูโรมี ชไนเดอร์ อีกต่างหาก) ในด้านชีวทัศน์หรือ ผมก็ค่อนไปทางซ้ายเสเพล ถูกวิจารณ์ว่าเสรี จนหัวเราะคิกคักกับเพื่อนๆ ว่าโชคดีนะที่ พคท.แพ้ ถ้าปฏิวัติสำเร็จเราคงโดนส่งไปอยู่เกาะตะรุเตาแหงๆ

อาจารย์ชี้ได้ถูกต้องว่า “สังคมนิยม” ที่ผมพูดถึงคือเผด็จการสตาลิน-เหมา (เลนินโชคดีที่ตายก่อน เลยไม่ทันทำอะไรผิดพลาด) ถ้าจะว่าเหมารวมก็ขออภัย ที่ผมไม่ได้แยกแยะจากสังคมนิยมมาร์กซิสต์สายอื่น ตรงนี้อาจารย์ช่วยทำให้ชัดเจนขึ้น ขอจำกัดความใหม่ว่า “สังคมนิยม” ที่ผมพูดถึงคือแนวคิดสังคมนิยมที่เอาชนะโดยยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธและใช้เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพมาจัดระเบียบสังคม แบบรัสเซีย จีน หรือเวียดนาม (ซึ่งความจริงการที่ต้องยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธของประเทศเหล่านี้ก็มีเงื่อนไขของเขา เช่น จีนและเวียดนามเป็นสงครามประชาชาติ ต่อต้านญี่ปุ่น ต่อต้านฝรั่งเศส เป็นการต่อสู้เพื่อเอกราชไปพร้อมๆ กับปฏิวัติสังคมนิยม ส่วนรัสเซียก็มาจากความทารุณโหดร้ายของระบอบพระเจ้าซาร์ รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากสงครามโลก)

สิ่งที่ผมนำเสนอคือ จากการพูดคุยกับเพื่อนพ้อง “ซ้ายเสื้อเหลือง” ผมพบว่าพวกเขายังไม่ตื่นจากแนวคิด “ปฏิวัติสังคมนิยม” เพียงแต่เปลี่ยนอุดมการณ์จากสังคมนิยมแบบจีนรัสเซียที่พังทลายไปแล้ว มาเป็น “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ชุมชนนิยม ชาตินิยม เกลียดทุนนิยม ต่อต้านทุนโลกาภิวัตน์ กลายเป็นหัวเอียงซ้ายท้ายเอียงขวา เอาสองอย่างนี้มาผสมกัน กระทั่งสนับสนุนรัฐประหารและเผด็จการแฝงของขั้วอำนาจจารีตนิยม โดยเชื่อว่าจะจัดระเบียบให้เกิดการปฏิรูปสังคมในระดับหนึ่ง และยับยั้งการกลืนกินของทุนโลกาภิวัตน์ได้ระยะหนึ่ง

ผมเคยบอกเพื่อนพ้องเหล่านี้ว่า ผมขอกลับไปอยู่ในยุคแสวงหา เป็นคนยุคซิกซ์ตี้เสียยังดีกว่า เพราะหลังจากทิ้งความคิด “ยึดอำนาจรัฐ” แล้วผมก็กลับไปที่จุดตั้งต้น คืออยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบอังกฤษ อเมริกา ยุโรป ซึ่งผมอาจใช้คำว่าประชาธิปไตยทุนนิยม หรือเสรีประชาธิปไตย จะถูกไหมก็ไม่ทราบ แต่ต้องการเน้นว่านี่คือ “ทุนนิยม” ถ้าจะให้ดีก็คือ พรรคการเมืองในแนวสังคมนิยมประชาธิปไตยชนะเลือกตั้ง หรือชนะแล้วก็กลับมาแพ้ (เช่นในสวีเดน ในอิตาลี) ไม่เห็นเป็นไร หรืออาจจะเป็นแบบบราซิล แบบปารากวัย และหลายประเทศในอเมริกาใต้ ที่ขบวนการประชาสังคมก่อตั้งพรรคการเมืองกระทั่งชนะเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่พวก “ซ้ายเสื้อเหลือง” แตกต่างจากผมก็คือ พวกเขาไม่เชื่อในประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” อีกแล้ว พวกเขากลับคิดว่าประชาธิปไตยตะวันตกมีแต่จะทำให้คนยากคนจนถูกเอารัดเอาเปรียบ ถูกกวาดเข้าไปในกระแสโลกาภิวัตน์ ซึ่งในด้านหนึ่ง-ถ้ามองแต่ด้านที่เลวร้าย ก็ถูก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่พวกเขาหันไปสนับสนุนให้รัฐจารีตนิยมเข้มแข็งใหญ่โต มันก็ไม่ใช่ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” เหมือนกัน

พวก “ซ้ายเสื้อเหลือง” ยังมองด้วยซ้ำไปว่าประชาธิปไตยเป็นแค่ข้ออ้างของทุนนิยมโลก อย่างเช่น คุณสุรพงษ์ ชัยนาม ผู้เขียนหนังสือ “มาร์กซ์และสังคมนิยม” (หนังสือต้องห้ามหลัง 6 ตุลา) ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขียนเรื่องพม่าไว้ว่า

“…อย่าหลงทาง ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่มีในโลกนี้ ไม่มี ไม่เคยมี และจะไม่มีในอนาคต สหรัฐอเมริกาเอง อังกฤษเองทุกวันนี้ หรือฝรั่งเศสเองก็มีหลายด้านที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย”
“…ประเทศตะวันตกไม่ต้องการได้รับผลกระทบแบบลัทธิคอมมิวนิสต์มาท้าทายทุนนิยม มีระบอบประชาธิปไตยสังคมนิยมมาท้าทายประชาธิปไตยเสรีนิยม วันหนึ่งข้างหน้าอาจมีอะไรขึ้นมาใหม่ ดังนั้น ต้องทำให้แน่ใจว่าทุนนิยมเสรี ประชาธิปไตยเสรีนิยม ต้องมี “Hegemonic Power” (อำนาจนำ) อยู่ได้นานที่สุด ให้มันมีประชาธิปไตยเสรีนิยม เศรษฐกิจทุนนิยมเป็น “Washington Consensus” (ฉันทามติวอชิงตัน) หมด นี่เป็นสิ่งที่ทุกประเทศในโลกนี้ต้องอยู่ในกรอบนี้ และวิธีการอันหนึ่งที่ดีที่สุดคือส่งเสริมให้ทุกประเทศมีการเลือกตั้ง ให้มันเนียนก็แล้วกัน แล้วรัฐบาลนั้นยึด “Washington Consensus”……..
จะเห็นได้ว่าพวกเขาก็ต่อต้าน “ทุนนิยมเสรี ประชาธิปไตยเสรีนิยม” ด้วยเช่นกัน พวกเขาจึงประณามเผด็จการทหารพม่า แต่ร่วมมือสนับสนุนเผด็จการแฝงในประเทศไทย

ตรงนี้อาจารย์พูดได้ตรงกว่าผมว่าผมควรจะไปศึกษา “ขบวนการฟาสซิสต์ทั่วโลก เพราะฟาสซิสต์ ซึ่งรวมถึงพันธมิตรฯ จะพยายามใช้ศัพท์ของฝ่ายซ้ายปนกับความคิดฝ่ายขวา เพื่อดึงคนชั้นกลางที่รู้สึกไม่พอใจกับอำนาจรัฐหรือนายทุนใหญ่เข้ามาเป็นพวก” นี่แหละใช่เลย แนวคิดของอดีตฝ่ายซ้ายในพันธมิตร เพียงแตกต่างจากขบวนการฟาสซิสต์อื่นๆ ตรงที่พวกเขามาจากฝ่ายซ้ายที่เคยถูกปราบโดยอำนาจฟาสซิสต์ (แล้วตอนนี้ก็มายุให้ฟาสซิสต์ “อุ้ม” สมบัติ บุญงามอนงค์) ส่วนที่ว่าอดีตฝ่ายซ้ายในพันธมิตรชื่นชมเผด็จการจีน ในภาพรวมของพันธมิตรอาจไม่ชัดเจนนัก แต่สื่อและนักวิชาการบางส่วนที่สนับสนุนระบอบอภิสิทธิ์ ชูภาพจีนเป็น idol โดยเฉพาะในช่วงงานเอ็กซ์โป ว่าเห็นไหมจีนปราบการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เทียนอันเหมิน แล้วนำประเทศมาเจริญรุ่งเรืองได้ขนาดนี้ (สุทธิชัย หยุ่น เขียนให้คนเปรียบเทียบจีนกับอินเดีย ว่าใครพัฒนาไปได้เร็วกว่ากัน)

ความคิดของ “ซ้ายเสื้อเหลือง” ที่ผมพบเห็นอีกอย่างคือ พวกเขาไม่เชื่อว่าจะสถาปนาสังคมประชาธิปไตยที่เป็นระบบได้ ซึ่งน่าจะมาจากความคิดอนาธิปไตยแบบ “นักปฏิวัติ” ผู้เคยพ่ายแพ้ พวกเขาเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ที่การใช้อำนาจ อยู่ที่การสร้าง Power เช่นที่นำ Power ของพันธมิตรไปช่วยเหลือชาวมาบตาพุด ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการพัฒนาทุนนิยม พวกเขามักยกโจทย์แบบนี้มาตอบโต้ว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ จะช่วยชาวบ้านได้ไหม กว่าจะพัฒนาประชาธิปไตยไปถึงขั้นที่ชุมชนมีอำนาจตัดสินใจ ชาวบ้านโดนมลพิษตายหมดก่อน เดินทางลัดดีกว่า

พวกเขาไม่ถกกับผมว่า การลงโทษทักษิณ การยุบพรรคไทยรักไทย ฯลฯ เป็นไปตามหลักนิติรัฐหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่เชื่อหลักนิติรัฐอยู่แล้ว (ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชั้นนั้น-ยังคิดกันแบบนี้อยู่) พวกเขาจึงไม่เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ ชูมือรับทั้งที่บอกว่าขัดหลักการประชาธิปไตย พวกเขาเชื่อในอำนาจ ใครมีอำนาจก็ทำเพื่อฝ่ายตัวเอง ไม่เห็นแปลกตรงไหน และแทนที่จะทำให้อำนาจนั้นเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงตามหลักการประชาธิปไตย พวกเขากลับเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ และกลับไปโหนอำนาจหรือต่อรองอำนาจใช้อำนาจนั้นให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าเรื่องมาบตาพุด หรือตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย เอางบประมาณเข้าเครือข่ายลัทธิประเวศ (เพื่อไปทำให้ชุมชนเข้มแข็งตามความคิดของเขา)

ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมวิพากษ์ซากเดนความคิด “ปฏิวัติสังคมนิยม” (แบบสตาลิน-เหมา) ที่ตกค้างอยู่ในฝ่ายซ้ายเสื้อเหลือง โดยผสมพันธ์กับความคิดชุมชนนิยม เศรษฐกิจชาตินิยม (ปกป้องสมบัติชาติ ให้ 3-G เป็นของคนไทย) ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ซึ่งผมเรียกง่ายๆ ว่า “ลัทธิประเวศ” โดยมี idol เช่น พี่พิภพ ธงไชย, รสนา โตสิตระกูล, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือ อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ นักวิชาการแรงงานตลอดชีพ

ที่จริงการวิพากษ์อย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์เจาะลึก ผู้เขียนควรจะมีความรู้ทางวิชาการ แต่บังเอิ๊ญไม่ค่อยมีใครเขียน ผมเลยต้องเขียนในฐานะคนเดือนตุลาหางแถว คืออยู่ในเมืองก็เป็นพวกปิดโปสเตอร์ อยู่ในป่าก็เป็นพลทหาร ดัดแปลงตัวเองแทบตายได้เป็นแค่ ย.ไม่ได้เป็น ส. เป็น ทปท.ก็ไม่ใช่นักรบผู้กล้า ลูกตาขาวมากกว่าลูกตาดำ (แถมเคยทำระเบิดลั่นคามือ ดีไม่มีใครตายแบบแฟลตบางบัวทอง) กลับออกมาก็อิเหละเขละขละ จับพลัดจับพลูไปทำหนังสือพิมพ์ แล้วก็ถูกถีบออกมาอยู่ในสมรภูมิด้วยความจำใจ เนื่องจากมีอาชีพเขียนหนังสือแล้วกลืนหลักการที่ตัวเองยึดถือไม่ได้ ลงรูปชามก๋วยเตี๋ยวประชดสื่อเชียร์รัฐประหาร ว่าถ้าสื่อเป็นแบบนี้ไปขายก๋วยเตี๋ยวดีกว่า ทั้งที่ความจริงผมก็เป็นแค่คนชั้นกลางแถวล่างธรรมดาๆ ที่ไม่พอเพียง พกบัตรเอ็มการ์ดยันเอ็มแคและบาร์บีคิวพลาซ่า พาลูกกินฟาสต์ฟู้ดตามห้างต่างชาติ ทุกวันที่ 1 และ 16 ก็ซื้อหวย สมัยก่อนก็เล่นพนันบอล ครึ่งลูก ครึ่งควบลูก แปะปั่ว ไม่เคยอุทิศตัวเองเพื่อชาวบ้านแบบ NGO ไม่เคยอุทิศตัวเองเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ขอแค่เป็นประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ ด่าคนนั้นด่าคนนี้สนุกดี แต่เกลียดที่สุดจนอดรนทนไม่ได้คือพวกที่ยกตนเป็นคนดีมีคุณธรรมแล้วจะมากำหนดสังคมจำกัดสิทธิเสรีภาพคนอื่น (แถมห้ามวิพากษ์วิจารณ์อีกต่างหาก)

ผมกำลังจะบอกว่าผมเป็นเสรีนิยมน่ะครับ และผมคิดว่าในขั้นตอนนี้ของสังคมไทยคือการต่อสู้ระหว่างความคิดเสรีนิยมกับความคิดจารีตนิยม ระหว่างความเชื่อในระบอบประชาธิปไตยกับเผด็จการแฝงหรือประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีการชี้นำ บวกกับการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ทางชนชั้นของคนชั้นล่างคนชนบทที่ต้องการมีส่วนในอำนาจการเมืองการปกครอง เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของเขาเอง

ในการต่อสู้นี้มันมีเนื้อหาสังคมนิยมอยู่บ้าง เช่นรัฐสวัสดิการ แต่ประชาธิปไตยตะวันตก ก็มีรัฐสวัสดิการ จากการผลักดันของพรรคการเมืองสังคมนิยมหรือสังคมนิยมประชาธิปไตยนั่นแหละ อเมริกาก็เก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า โอบามากำลังจะทำ Health Care ซึ่งมีส่วนคล้าย 30 บาท ประชาธิปไตยยุโรป ไม่ว่าพรรคฝ่ายขวาแค่ไหนก็ยังต้องมีรัฐสวัสดิการ มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภค ป้องกันการผูกขาด

ผมจึงคิดว่า “เสรีนิยม” มันไม่ใช่เนื้อหาในความหมายเดิม ที่มีแค่มือใครยาวสาวได้สาวเอา เช่นเดียวกับที่อาจารย์บอกว่า “สังคมนิยม” ไม่ใช่เนื้อหาในความหมายเดิม (ผมอาจไม่แม่นเรื่องศัพท์แต่อธิบายตามความเข้าใจ) ข้อสำคัญคือถ้าจะตีความคิดของพวกซ้ายพันธมิตรให้ตก ก็ต้องโต้ในส่วนที่เขาประณาม “ทุนนิยมเสรี” “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” เพราะอุดมการณ์ของขบวนการประชาธิปไตยในทัศนะผม ต้องไปสู่ประชาธิปไตยทุนนิยมแบบยุโรป ที่มีรัฐสวัสดิการ มีการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า และมีกลไกถ่วงดุลการผูกขาด

หรือพูดอีกอย่างคือ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราต้องการรัฐบาลที่มีความสามารถบริหารเศรษฐกิจทุนนิยมโดยสามารถปรับตัวให้ทันกับโลกาภิวัตน์ พร้อมกับสนองความต้องการของคนชนบทคนชั้นล่างที่เลือกตั้งพวกเขาเข้ามา แบบรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีพลังทางสังคมที่เข้มแข็ง มีกลไกรัฐธรรมนูญและกฎหมาย (ที่ไม่ใช่ตุลาการภิวัตน์) คอยสกัดกั้นถ่วงดุลปกป้องสิทธิประชาชน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ขาดหายไป

เป้าหมายในเชิงอุดมการณ์จึงไม่ใช่ไปสู่ “สังคมนิยม” แม้อาจจะมีเนื้อหาสังคมนิยมมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นหลักของการเคลื่อนไหว เช่นข้อเรียกร้องของเสื้อแดงเชียงใหม่ ยังไม่ใช่ประเด็นหลักของเสื้อแดงทั้งขบวน (ตรงนี้ผมอาจแกล้งหลับตา เพราะผมเน้นให้เห็นว่าเนื้อหาพวกนี้ไปอยู่ที่ฝ่ายเสื้อเหลือง เช่น ปฏิรูปประเทศไทยลดความเหลื่อมล้ำ ออก พรบ.คุ้มครองผู้ป่วยในรัฐบาลมือเปื้อนเลือด)

ในการต่อสู้อาจมีลักษณะชนชั้น แต่ผมคิดว่าคำว่า “ไพร่” ของคนเสื้อแดง มีความหมายในเชิงความเสมอภาคตามระบอบประชาธิปไตยมากกว่าลักษณะทางชนชั้นแบบมาร์กซิสม์ สิ่งที่มวลชนเสื้อแดงพูดได้จับใจคือเขาไม่ได้เป็นขอทาน ไม่ได้ต้องการความอนุเคราะห์ แต่ต้องการมีอำนาจจัดการเองอย่างที่รัฐบาลทักษิณทำให้เขาตื่นขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้ผมไม่ได้คิดว่าเราขัดแย้งกัน เพราะสิ่งที่ผมเขียนคือผมต้องการขีดเส้นให้ชัดว่า ขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการนำไปสู่สังคมนิยมมาร์กซิสม์ (แบบสตาลิน-เหมา) แต่เราต้องการไปสู่เป้าหมายร่วมอันดับแรกของคนทุกชนชั้น (ยกเว้นรัฐจารีตนิยม) คือความเป็นประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ ความเสมอภาค หลังจากนั้นจะเป็นพรรคการเมืองไหนสลับกันชนะเลือกตั้ง เป็นคอนเซอร์เวทีฟ เป็นลิเบอรัล เป็นพรรคใหม่ต้านทุนนิยม สากลที่สี่ สมัชชาที่ห้า ก็แล้วแต่คนเลือก

ขณะที่ส่วนตัวผมยังเชื่อในประชาธิปไตยทุนนิยม แบบที่มีรัฐสวัสดิการและการถ่วงดุล ควบคู่ไปกับเสรีนิยมกลไกตลาด เพราะกลไกตลาดและการแข่งขันเท่านั้นที่ทำให้โลกหมุนไปข้างหน้า ทำให้เรามีไมโครซอฟท์ YouTube Twitter Facebook Playboy (เอ๊ะ ไม่เกี่ยวกันนี่หว่า) ขณะที่ฝ่ายถ่วงดุลก็มีหน้าที่ไล่ตามยับยั้งไม่ให้มันผูกขาดกลืนกิน ประชาธิปไตยทุนนิยมอาจจะไม่สามารถทำให้สมบูรณ์ ไม่สามารถเป็นจริง 100% ตามอุดมคติ แต่ก็เป็นระบอบที่ดีที่สุดในขณะนี้

ถ้าไม่เชื่อเช่นนี้ผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรไปโต้แย้งกับพวกพันธมิตร พวกคำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน หรือพวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ตะพึดตะพือ

ด้วยความเคารพ
ใบตองแห้ง

ป.ล.คำว่าเสรีนิยมบางครั้งผมฟังแล้วสับสน เช่นที่อาจารย์บอกว่าพรรคเสรีนิยมในไทยคือพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในทางความคิด ผมเห็นว่า ปชป.เป็นอนุรักษ์นิยม คือเป็นปลัดประเทศ ยึดจารีตนิยม ไม่คิดเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ๆ

หมอพลเดชเคยพูดไว้ในการประชุมสมาคมของเขาว่า “ประชาธิปไตย ที่โตเต็มวัยจะประกอบด้วยการมีกลุ่มหรือพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของผล ประโยชน์และกลุ่มชนชั้นความคิดความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายอย่างครบถ้วน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ

ก) แนวคิดขวาสุดเป็นแนวความคิดของเสรีนิยมที่เรียกว่า Liberal
ข) แนวคิดตรงกลางไปขวาเป็น แนวคิดอนุรักษ์นิยมที่เรียกว่า Conservative
ค) แนวคิดตรงกลางไปซ้ายเป็น แนวคิดสังคมนิยมที่เรียกว่า Socialist
ง) แนวคิดซ้ายสุดเป็นแนวคิดคอมมิวนิสม์ (Communism)

แล้วแกก็บอกว่าอเมริกามีพรรครีพับลิกันเป็น Liberal พรรคเดโมแครตเป็น Conservative ส่วนสิงคโปร์มีพรรคเดียวเป็น Liberal ซึ่งตรงข้ามกับสื่ออเมริกันฝ่ายเดโมแครต เขาถือว่าเขาเป็น Liberal ความคิดเสรีนิยม เปิดกว้างให้กับสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพในการพูด คิด เขียน แสดงออก โฆษณา สร้างสรรค์งานศิลปะ เสรีภาพทางเพศ หรือกระทั่งเสรีภาพเพศที่สาม เช่น สนับสนุนการแต่งงานของพวกรักร่วมเพศ (ขณะที่พวกรีพับลิกันจะอ้างศาสนาศีลธรรมจรรยามากกว่า)

เข้าใจว่าเสรีนิยมที่อาจารย์ใช้ กับที่หมอพลเดชใช้ ก็คือเสรีทางเศรษฐกิจ มือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ในความหมายของผมอาจจะเป็นเสรีนิยมทางความคิดวัฒนธรรม “เสรีนิยม” แบบมีเสรีที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ฟอกล้าง “ท้าทาย” ความคิดจารีตนิยมแบบไทยๆ ที่ผูกขาด ห้ามวิจารณ์ พังทลายการเซ็นเซอร์ทางความคิดทั้งหมด

ซึ่งผมเชื่อว่ามันจะเป็นจุดขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางที่รักเสรีกับอำนาจเก่ารัฐจารีตนิยม

แม่ค้ารองเท้าแตะรับทราบข้อหาอีก “บิดเบือนข้อมูล” ตำรวจตั้งคณะกรรมการดูแลคดี

Tue, 2010-10-12 12:24

 


บก.ลายจุด ,อมรวัลย์และเพื่อน ถ่ายในวันหลังถูกจับกุม
เมื่อวันที่ 11 ต.ค.53 พ.ต.ต.จักรพันธ์ ธูปะเตมีย์ พนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นัดหมายให้นางสาวอมรวัลย์ เจริญกิจ อายุ 42 ปี แม่ค้าขายรองเท้าแตะลายภาพพิมพ์หน้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมทนายความและเพื่อนสนิท เข้าพบเพื่อขยายความข้อกล่าวหาให้ชัดเจนมากขึ้น โดยพล.ต.ต.จักรพันธ์ ระบุด้วยว่า คดีดังกล่าวถูกพิจารณาในรูปของคณะกรรมการร่วมซึ่งมีผู้บังคับบัญชาหลายระดับเข้ามาดูแล เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ
บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งทำเมื่อวันเกิดเหตุระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 18.00 น. เจ้าพนักงานตร.ปจว.พระนครศรีอยุธยา กำลังปฏิบัติหน้าที่ตรวจพื้นที่ด้านหน้าวิหารมงคลบพิตร ปรากฏว่าพบผู้ต้องหาจำหน่วยรองเท้าแตะสีดำแดงอยู่ริมทางเท้าถนนศรีสรรเพชร ข้างซ้ายของรองเท้าแตะมีข้อความว่ามีคนตายที่ราชประสงค์และมีภาพพิมพ์ใบหน้าของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส่วนข้างขวามีข้อความว่า ที่ราชประสงค์มีคนตายและมีภาพพิมพ์ใบหน้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกระทำความผิด
พ.ต.ต.จักรพันธ์ ได้แจ้งการบรรยายความผิดเพิ่มเติมว่า “ข้อความและภาพที่ปรากฏนั้นไปในทางบิดเบือนข้อมูลให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีส่วนทำให้คนตายที่ราชประสงค์ โดยจำหน่ายให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมและบุคคลทั่วไป อันเป็นการเผยแพร่ อีกทั้งการนำหน้าบุคคลไปปรากฏที่รองเท้านั้นเป็นการไม่เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีและศีลธรรมอันดีของชาวไทยอันเป็นความผิดตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548”
ในบันทึกระบุต่อว่า พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รักษาราชการแทน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้สั่งการให้ลูกน้องซื้อรองเท้าแตะดังกล่าวโดยผู้ต้องหาได้เสนอรองเท้าแตะให้จำนวน 4 คู่ และแถมให้อีก 1 คู่ รวมเป็น 5 คู่ ในราคารวม 100 บาทหลังจากนั้น พล.ต.ต.จารุวัฒน์ได้นำรองเท้าไปให้ พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิตพราหมณกุล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค1 ตรวจสอบดูเห็นว่าเป็นสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนทั้งในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือทั่วราชอาณาจักร โดยเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายตามความตามมาตรา 9 อนุ 3 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 อนุ 3 ข้อ 2 ลงวันที่ 7 เมษายน 2553 ผู้ต้องหาจึงได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมตัว พร้อมกับยึดรองเท้าแตะจำนวน 5 คู่ซึ่งซื้อมาจากผู้ต้องหาและรองเท้าแตะลักษณะเดียวกันที่อยู่ในความครอบครองของผู้ต้องหาอีก 49 คู่ เป็นของกลาง ขณะถูกจับกุมผู้ต้องหาได้ให้ถ้อยคำรับว่า ได้ขายรองเท้าแตะ 5 คู่ให้พนักงานตำรวจจริง และรับว่าซื้อรองเท้าแตะของกลางดังกล่าวมาจากชายไทยไม่ทราบชื่อที่มาเร่ขายที่ราชประสงค์ในวันที่ 17 พ.ค. และผู้ต้องหาได้ขายรองเท้าดังกล่าวมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม หลังรับทราบข้อกล่าวหา น.ส.อมรวัลย์ยังคงให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอให้การในชั้นศาล
น.ส.อมรวัลย์กล่าวภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนได้มาเตือนให้เลิกขายรองเท้าในงานที่จะจัดที่อยุธยาอีกครั้งเพราะเกรงจะมีความยุ่งยากในทางคดี แม้ตำรวจชั้นผู้น้อยไม่อยากดำเนินการ แต่ต้องทำตามหน้าที่เพราะผู้ใหญ่เพ่งเล็ง อย่างไรก็ตาม ตนก็ยังลังเลเพราะเห็นว่าเป็นการทำมาหากินตามปกติ กำไรก็ได้ไม่มากนัก ต้นทุนคู่ละ 22-23 บาท ขายเพียง 3 คู่ 100 บาท เพราะต้องการให้ประชาชนซื้อไปใส่ได้โดยไม่ลำบากนัก อีกทั้งหลังจากตกเป็นข่าวยอดขายรองเท้าแตะก็ดีขึ้นมากหลายเท่าตัว
“ป้าเห็นตำรวจไม่ได้ รักมาก ที่ราชประสงค์เห็นตำรวจก็แจกของตลอด” น.ส.อมรวัลย์กล่าวถึงเหตุผลในการแถมรองเท้าให้ตำรวจในวันที่ถูกจับกุมเป็น 5 คู่ 100 บาท

 

 

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ช่วงเช้ากิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์-จุฬา ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย

สามอำมหิตเงียบที่มัจจุราชถามหา

และในช่วงบ่ายสามโมงเย็นที่แยกราชประสงค์ก็ได้มีการจัดงาน 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนสังหารประชาชน โดยมีสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นแกนนำ โดยมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่ผูกผ้าแดง จุดเทียนแดง ปล่อยลูกโป่ง เป็นต้น

ตลอดช่วงบ่ายคนเสื้อแดงได้ทยอยกันมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผู้มาร่วมงานเต็มพื้นที่ถนนราชประสงค์ โดยรถสามารถวิ่งได้หนึ่งช่องทางเดิน

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ไทยรัฐออนไลน์

http://www.thairath.co.th/content/pol/112434

http://www.thairath.co.th/content/region/112441

คลิปวีดีโอ “แต่งผีไปหฃอกทหาร”

“อย่าลืม…ผี” การแสดงศิลปะ ในกิจกรรม “แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.53 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธสงครามและรถถังในเดือนเมษา-พฤษภาคม 53 โหมโรงก่อนกิจกรรมในวันที่ 19 กันยายน “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์”