จาก 6 ตุลาคม 2519 ถึง รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

Tue, 2011-09-20 00:27

1……….
ภาพนี้อยู่ในความทรงจำผมเสมอมา
ภาพที่คนไทยฆ่ากันเองด้วยความเกลียดชัง
………………………………………………
บ่ายวัน  7  ตุลาคม 2519
เสียงเรียกของพ่อผมเรียกผมให้เอาหนังสือพิมพ์ในเช้าวันนั้นหลายๆ ฉบับ
มาเผาทิ้งที่หลังบ้านตามคำสั่งของคณะปฎิวัติในขณะนั้น
ที่ให้ทำลายสิ่งพิมพ์ทุกชนิดทิ้งที่มีข้อความหรือรูปอันใด
ที่เกียวกับสถาบันและขบวนการนักศึกษาในช่วงที่ผ่านมา
มิเช่นนั้นจะถูกข้อหาการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคง
หรือพูดง่ายว่าเป็นพวกแดง พวกคอมมิวนิสต์
เราเผาจนหมดเพื่อแน่ใจว่าครอบครัวของเราจะปลอดภัยพอ
……………………………………………..
ช่วงนั้นมีเพื่อนของพ่อหลายคนแวะเวียนมาพูดคุย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของลูกๆของเขาที่เป็นนักศึกษาต้องหนีเข้าป่า
ผมรับรู้สึกถึงแรงกดดันของทหารที่กระทำต่อประชาชนอย่างลึกๆ
แม้จะยังอายุน้อยแต่ก็โตพอจะทราบความบางอย่าง
ว่าพ่อแม่และลุงป้าอีกหลายคนเป็นทุกข์อย่างมาก
ทุกคนพยายามสืบหาความเป็นตายร้ายดีของพวกเขา
ผมได้แต่สงสัยอยู่ในใจและมีความรู้สึกที่สะเทือนใจกับเหตุการณ์นั้นอย่างไม่เคยลืม
และไม่เคยติดที่จะให้อภัยต่อผู้อยู่เบื้องหลังกระทำการครั้งนั้น
……………………………………………………….
4-5  ปีต่อมา
ที่ท่ารถในจังหวัดจันทบุรี
” อย่าไปยุ่งกับการเมืองนะลูก “
” อย่าไปประท้วงกับเขานะลูก”
” ตั้งใจเรียนหนังสือ “
แม่กับพ่อพูดด้วยเสียงกังวลและเป็นห่วงในวันที่
ผมต้องออกจากบ้านมาไกลเพื่อเรียนหนังสือต่อในกรุงเทพเป็นครั้งแรก
ที่วิทยาลัยช่างศิลป์ ที่ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
2………………
จริงๆ ชีวิตที่วิทยาลัยช่างศิลป์ หรือโรงเรียนเตรียมศิลปากร ในสมัยก่อน
ก็ไม่ได้สอนอะไรกับเรามากนักเกี่ยวกับเรื่องการเมืองว่าเกี่ยวข้องกับศิลปะอย่างไร?
ส่วนใหญ่ก็สอนให้เรา Study ธรรมชาติและก็เรียนรู้พื้นฐานทางศิลปะอย่างเข้มข้น
……………………………………………………………………………..
เย็นวันหนึ่งในที่ 6 ตุลาคม 2523
ผมกำลังจะไปดูงานที่หอศิลป์ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร
ผมเดินผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ที่กำลังจะทะลุออกไปท่าพระจันทน์และท่าช้าง
ผมเห็นรุ่นพี่ธรรมศาสตร์กลุ่มเล็กๆกำลังอ่านบทกวีและรำลึกผู้ที่จากไปในเหตุการณ์ครั้งนั้น
ไอ้ภาพเก่าๆที่มันหลบซ่อนอยู่ในห้วจาการทหารสั่งทำลาย ก็กลับมาเยือนอีกครั้ง
” พี่ครับผมอยากรู้ความจริง ว่าใครทำให้ประชาชนฆ่ากัน”
……………………………………………………………………………………
เย็นวันเลยไม่ได้ไปดูงานศิลปะเลยเพราะได้หนังสือหลายเล่มจากพี่ๆกลับไปอ่านที่บ้านแทน
ปลายปีนั้นเริ่มจะมีข่าวดีว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้หลบหนีเข้าป่า
ผมก็ดีใจนะ เพราะว่าเราจะเจอพี่ๆกันเสียที หลังจากกันไปเป็นปี
…………………………………………………………………………………
จากนโยบาย 66/23 ของเปรม ติณสูลานนท์
หลายคนได้กลับบ้านและเรียนหนังสือต่อ
จนพัฒนามาเป็นตัวละครในสังคมอีกหลายตัว
ที่มีส่วนที่ทำให้สังคมไทยไปเป็น 6 ตุลารอบสอง
…………………………………………………………………………
หล้งจากนั้นบ้านเมืองก็ยังมีการปฎิวัติและรัฐประหารก็ยังมีอยู่อีกหลายครั้ง
แต่ส่วนความขัดแย้งมักเกิดขึ้นกับทหารกัดกันหรือแย่งอำนาจเอง
และมักจะจบลงที่การกล่าวหาว่าใครจงรักภักดีและใครไม่จงรักภักดีกว่าใครเสมอ
แต่มันไม่ได้กระทบสู่ชีวิตประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะเรามีแต่รัฐบาลที่มันง่อยและอยู่ภายใต้การกำกับของทหาร
การแย่งชิงอำนาจจึงมักเป็นเรื่องของคนกลุ่มบนเสียส่วนใหญ่
เป็นเรื่องของทหารล้วนๆ
………………………………………………………………….
หลายปีมานี้ผมเกือบจะหมดความสงสัยแล้ว จนกระทั่ง ………………………
3……………….
“ผมพอแล้ว”
คำกล่าวของเปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ลงจากอำนาจ
หลังจากอยุู่บนบัลล้งค์อำนาจมา 8 ปี ที่ต้องต่อสู้รบราฆ่าฟันกับน้องๆในกองทัพเสมอ
…………………………………………………………………………
ในที่สุดเราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
ขณะนั้นผมกำลังจะจบการศึกษาที่คณะจิตรกรรม ม.ศิลปากร
ผมรู้สึกเหมือนกับนักศึกษาทั่วๆ ไปที่ไม่ค่อยไว้ใจในนักการเมืองมากนัก
…………………………………………………………………………
แต่พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ทำให้ผมรู้สึกว่า
นายกคนนี้มีวิสัยทัศน์ และดูเหมือนประชาชนในต่างจังหวัด
ก็รักใคร่ท่านมากมายคล้ายๆกับทักษิณในสมัยนี้
กล่าวง่ายเป็นคนที่มีไอเดียและทำงานรวดเร็วแต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างเหมือนกัน
แต่โดยรวมก็ได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองไทยในะดับหนึ่งทีเดียว
…………………………………………………………………………
หลังจากบริหารประเทศไปสักสองปีกว่าก็มีการร้ฐประหารเกิดขึ้นอีก
ด้วยข้อหาเดิมๆ โกงกินคอร์รัปชั่นและไม่จงรักภ้กดี
และยังมีการทะเลาะระหว่าง จปร.ด้วยกันแย่งกันเป็นใหญ่
…………………………………………………………………………
ผมสงสัยว่าอำนาจประเทศนี้
มันเป็นของพวกมึงไม่ใช่ของกูที่เป็นประชาชน
…………………………………………………………………………
ผมจึงออกไปเดินถนนเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 2535
…………………………………………………………………………
เสียงกระสุนลอยช้ามหัว ภาพคนตาย
ภาพทหารของสรยุทธ์ จุลานนท์กระทืบคน
ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดและเจ็บใจเสมอเป็นการต่อสู้ที่ว่างเปล่ามากๆ
ในที่สุด เราก็ได้รัฐบาลจับเสือมือเปล่า ที่กล่าวหาจำลองศรีเมืองพาคนไปตาย
คือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล
…………………………………………………………………………
ผมขอสารภาพด้วยความที่ยังไม่โตมากในขณะนั้น รู้สึกผิดหวัง
เราไม่เข้าใจและตกเป็นเครื่องของคนที่ต้องการอำนาจฉวยโอกาสในทางการเมือง
…………………………………………………………………………
ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่เดินบนถนนเรียกร้องประชาธิปไตยให้ใครอีก.

4…………………..
“พี่แมวเป็นเสื้อแดงหรือ ?”
“พี่แมวรักทักษิณเหรอ ?”
หลายปีที่ผ่านมาหลังพฤษภาทมิฬ
คลื่นลมในประเทศนี้ก็ดูสงบเงียบดี
ไม่ว่าเราจะได้รัฐบาลเต่าดีแบบชวนเชื่องช้าแต่โกงแบบเทพเทือก
หรือรัฐบาลแบบบรรหารหรือแบบชวลิตเราก็อยู่กันมาได้
ทั้งที่นักการเมืองเหล่านี้เล่นการเมืองตั้งแต่ครั้งที่ผมยังเป็นเด็ก
ไม่เคยทำให้ประเทศชาติไปถึงไหนเสียที โคตรโกงทั้งนั้น
แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะไปขับไล่พวกเขาลงจากเก้าอี้แต่อย่างใด
เพราะถือคติว่า คนส่วนใหญ่เลือกกันมามันย่อมสะท้อนความคิดคนเลือก
ผมจึงทำงานหาเลี้ยงชีพไปโดยไม่ได้คิดมากเรื่องการเมืองแต่อย่างไร
…………………………………………………………………………
หลังที่ประชาชนในประเทศนี้ได้ตัดสินให้พรรคไทยรักไทยได้จัดตั้งรัฐบาล
เราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร
ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่ขาดแรงจูงใจเกี่ยวกับการเมือง
เลือกตั้งไปก็เท่านั้น ก็ได้นักการเมืองแบบเดิม ผมจึงไม่เลือกใคร
…………………………………………………………………………
แต่หลังจากที่ทักษิณบริหารไปสักสองปี
ผมพูดกับเพื่อนว่า ทักษิณมันได้สร้างมาตราฐานใหม่ในการบริหารประเทศ
คือทำตามนโยบายที่สัญญากับประชาชน ที่สำคัญดันทำสำเร็จ
แต่เรายังไม่วางใจในเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือได้มากนัก
ผมคิดแบบฝันหวานว่า การตรวจสอบที่เข้มข้นของภาคประชาชนนี่แหละ
ที่จะทำให้เราได้นายกที่มาตราฐานในการทำงานแบบทักษิณ
แต่มีความโปร่งใสในการบริหารบ้านเมืองกว่าในอนาคต
…………………………………………………………………………
เวลาเดินไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเลือกตั้งครั้งต่อมา
เมื่อเขาบริหารประเทศได้ครบสี่ปีเป็นคนแรก
คะแนนที่ผมมี จึงเป็นของเขาเป็นครั้งแรก
…………………………………………………………………………
เสียงของประชาชนค่อนประเทศที่มอบให้เขานั่นแหละ
ที่นำภัยร้ายแรงมาสู่ชีวิตของเขา
ความเก่งกับความรักที่ประชาชนมีให้เขา
เริ่มไม่เข้าตาใครบางคนในประเทศที่ละครอิจฉาริษยาล้นเมือง
การก่อตัวของกลุ่มอำนาจและพรรคการเมืองจัญไรแบบประชาธิปัตย์
ที่เคยเกาะกุมผลประโยชน์อย่างเงียบๆ
บรรยากาศมันช่างเหมือนกับ 6 ตุลาคม 2519 จริงๆ
มีการปลุกระดมทั้งเรื่องโกงกินและความไม่จงรักภักกดี
ทั้งก่อนหน้าไม่กี่วันคนไทยยังใส่เสื้อเหลืองเต็มพระบรมรูปทรงม้ากันอยู่เลย
…………………………………………………………………………
ผมชักสงสัยว่าอำนาจในประเทศนี้
ที่บอกว่าเป็นประชาชนหลังพฤษภาทมิฬน่าจะโดนแหกตา
เพราะกลุ่มอำนาจที่เผยโฉมมามันคือกลุ่มอำนาจโบราณเดิมๆ
แต่ในใจก็คิดยุคนี้ใครแม่งจะปฎิวัติวะ
…………………………………………………………………………
และแล้ววันที่ 19 กันยายน 2549 ก็เดินมาถึง…………….
5……………………
” ปฎิวัติเสียทีก็ดีประเทศแม่งจะได้สงบ”
” ตลกดีวะ ลุงแม่งเอาแท๊กซี่ไปชนรถถัง “
” ไอ้พวกเหี้ยทาสเงินทักษิณ “
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549
ไม่มีใครมีจิตใจทำงานหรอก
ทุกคนต่างจับจ้องไปที่โทรทัศน์อันดำมืด
และรอคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
…………………………………………..
ระหว่างที่ผมขับรถกลับบ้าน
ละครที่ผู้มีอำนาจสบคบกับสื่อและปัญญาชนอีกหลายคนเพื่อไล่ทักษิณตบตาผมไม่ได้หรอก
ผมสงสัยประเทศห่านี้เกิดอะไรขึ้น?  แล้วกูจะต้องทำอย่างไร?
อยู่เฉยๆก้มหน้าก้มตาทำมาหากินและยอมรับมันไป
หรือจะออกไปประท้วงเพื่อบอกมันว่ากูเกลียดการรัฐประหารเหลือเกิน
…………………………………………..
วันรุ่งขึ้นอีกวันขณะที่ผมกำลังขับรถกลับบ้านผ่านสยามสแควร์
ผมเห็นกลุ่มคนเล็กๆยืนแจกใบปลิวและพูดโทรโข่งโจมตีการปฎิวัติรัฐประหารอยู่
เขาคือ ใจ อึ้งภากรณ์ กับนักศึกษาของเขาจำนวนหนึ่ง
……………………………………………………………
วินาทีนั้นผมก็ตัดสินใจได้แล้ว
คือหันหน้าต่อสู้กับเผด็จการกับความจอมปลอมในประเทศอีกครั้ง
ไม่ใช่เพื่อทักษิณ หรือเพื่อผม แต่เพื่ออนาคตของลูกๆเรา
เราไม่ควรยอมให้พวกเขาย่ำยีประเทศอย่างนี้อีกต่อไป
……………………………………………………………………….
วันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัติผมได้ไปที่สนามหลวง
โดยหวังว่าจะเจอใครสักคนที่ไม่เห็นด้วยการรัฐประหารคล้ายๆกับเรา
เมื่อมองไกลผมเห็นความว่างเปล่าของสนามหลวง
แต่เมื่อเดินไปใกล้ๆจึงเห็นมีคนจับกลุ่มๆกันเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย
ด้านเหนือของสนามหลวงมีกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ
ของสุชาติ นาคบางไทรและมีดา ตอร์ปิโด กำลังยืนปราศรัยอย่างเอางานเอาการ
และก็ได้เจอกับ คุณ บก.ลายจุด เป็นครั้งแรกซึ่งก็มีกลุ่มของตัวเอง
ที่ต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และกลายเป็นสีสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับเผด็จการต่อมา
ด้านทิศตะวันออกมี คุณวรัญชัย โชควัฒนะ
และยังได้เจอนักร้องเพื่อชีวิตที่เป็นแรงบันดาลใจ
และซื่อสัตย์ต่อวิญญานต้วเองเสมอๆในการต่อต้านเผด็จการอย่าง
พี่ จิ้น กรรมาชน ที่ทั้งแต่งเพลงและร้องเพลงให้กำลังใจกับผู้ชุมนุม
และที่สำคัญผมได้เจอน้องรักคนหนึงโดยไม่คาดฝัน
เขาได้เคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้เผด็จการทุกอาทิตย์
แต่ปัจจุบันนี้เขากลับไม่มีโอกาสอยู่บนแผ่นดินแม่ที่เขารัก
…………………………………………..
จากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในวันนั้น
จนถึงวันนี้ที่จะครบรอบ 5 ปีแห่งการรัฐประหาร
ขบวนของประชาชนที่คุณตราหน้าว่าเขาโง่
และเป็นทาสทักษิณ นั้นเติบโตไม่หยุด
เพราะคุณผลักคนอย่างผมและใครอีกหลายคน
ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ให้ไปอยู่ในฝั่งที่คุณเรียกว่าพวกไม่รักชาติ
…………………………………………………………..
ปลายเดือนกันยายนปีนั้นมีข่าว มีคุณลุง เอารถแท๊กซี่ไปชนรถถัง
และเจ้าของแท๊กซี่คนนั้นได้ผูกคอตายพร้อม
ข้อความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ที่ใต้สะพานหน้า สนพ.ไทยรัฐในเดือนถัดมา
…………………………………………..
หลายคนอาจมองว่ามันตลกและเป็นการกระทำที่ดูโง่ สุดโต่ง
แต่ผมอยากบอกคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์
ว่าผมเข้าใจในความรู้สึกนั้น
และรู้ว่าคุณลุงต่อสู้เพื่ออะไร?
ขอคาราวะจากใจของคนที่มีความรู้มาก
แต่กล้าหาญน้อยกว่า
…………………………………………..
 
6………………….
” พวกรักทักษิณกับพวกไม่รักทักษิณ “
” พวกรักในหลวงกับพวกที่ไม่รักในหลวง “
” พวกรักชาติกับพวกไม่รักชาติ “
” พวกกูคนไทยกับพวกมึงไม่ใช่คนไทย “
ก่อนหน้าการปฏิวัติ 19 กันยยายน 2549
ผู้คนส่วนใหญ่ในประทศนี้ก็พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลือง
และยิ้มแย้มที่จะได้ออกไปเฉลิมพระเกียรติให้แก่ในหลวงกันอย่างพร้อมหน้า
โดยไม่มีการแบ่งแยกสีมาก่อน
…………………………………………………………………………….
แต่หลังจากนั้นก็เริ่มมีการก่อตัวของฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณ
โดยมุ่งโจมตีในประะเด็นว่าไม่จงรักภักดีและ
ใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้
นับว่าเป็นกลยุทธที่ฉลาดในการผลักดันให้ทักษิณไปเป็นศัตรูกับสถาบัน
นี่ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงสำหรับทุกคนในประเทศนี้
……………………………………………………………………………
ทำให้ผมย้อนความคิดกลับในยุคของการปราบปราม
นักศึกษาในสมัย 6 ตุลาคม 2519
เหตุหนึ่งในนั้นคือการหมิ่นสถาบัน
มีการปลุกะดมอย่างบ้าคลั่งให้ออกมาทำร้ายฝ้ายตรงข้าม
จากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเพื่อสร้างความชอบธรรม
ให้กับการสังหารหมู่ในครั้งนั้น
……………………………………………………………………………
คำถามคือ
คุณจะให้ประชาชนที่รักทักษิณและรักในหลวงทำอย่างไร?
ในเมื่อคุณบีบบังคับให้เขาต้องเลือกข้างเสียแล้ว
ใครกันแน่ที่ทำลายสถาบัน?
……………………………………………………………………………
ดาวสยามเมื่อ 2519 กับ ASTV เมื่อ2549
ทำหน้าที่ไม่ตางกันแม้จะต่างยุคสมัยกัน
ยังคงทำหน้าที่แบ่งฟักฝ่ายอย่างแข็งขัน
แต่เป็นที่น่าเสียใจคือASTVในยุคนี้เต็มไปด้วย
อดีตนักศึกษาที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายใน ปี 2519 มาแล้วทั้งสิ้น
……………………………………………………………………………
ความจอมปลอมและความฉ้อฉลของปัญญาชนพวกนี้เอง
ที่เป็นสะพานทอดให้ทหารเดินเข้ามารัฐประหารฆ่าประชาธิปไตยอย่าง่ายดาย
……………………………………………………………………………
ผมนึกถึงวันที่ผมต้องเผาหนังสือต่างๆ
ที่เป็นภัยของความั่นคงตามคำสั่งทหารกับพ่อเมื่อหลายสิบปีก่อน
ผมเดินไปหยิบหนังสือของหลายคนที่ผมคิดว่า
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นแรงบันดาลใจและฮีโร่ในวัยเด็กของผม
ในการต่อสู้กับเผด็จการมาเผาทิ้งอย่างไม่ใยดี
ผมว่าผมหมดศรัทธากับมันแล้วและครั้งน้ี้ไม่มีใครบังคับผม
……………………………………………………………………………
เวลาอาจเปลี่ยนเราหลายเรื่องก็จริง
แต่จริงหรือที่คนเราสามรถทรยศต่อจิตวิญญานของตัวเอง
และวิญญานของผู้ที่ตายจากไมากมายในเหตุการณ์ 6 ตุลาและพฤษภาทมิฬได้หรือ
……………………………………………………………………………
ไม่ว่าจะกี่ปีความคิดที่จะไม่ชอบการปฏิวัติ
และรัฐประหารไม่เปลี่ยนจากใจผมเลยแม้แต่น้อย
……………………………………………………………………………
ในที่สุดผู้คนหลายคนก็ผลักให้ผมมาอยู่ใน
ฝั่งที่รักทักษิณและเกลียดพ่อและไม่รักชาติ
จากการคิดเห็นต่างของผม
……………………………………………………………………………
ผมสงสัยว่า
โลกนี้มันมีทั้งเรื่องรักและไม่รักเสมอ
และขัดแย้งกันเสมอ
ทำไมต้องให้ผมเลือกข้าง
ให้ผมอยู่กับความขัดแย้งด้วยเหตุด้วยผล
แบบอารยะชนไม่ได้หรือ
……………………………………………………………………………
5 ปีมานี้ไม่วันไหนที่ผมไม่เสียใจที่อยู่ในประเทศนี้
7………………………
หลังประกาศว่ามีการปฎิวัติ 19 กันยายน 2549
การสื่อสารประเทศนี้ก็ดับไปพร้อมกับชีพจรของประเทศ
………………………………………………………………………
ผมอยากจะคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้วยความคิดโง่ที่ว่า ยุคนี้ไม่มีใครปิดกั้นการสื่อสารได้อีกต่อไป
ซึ่งมันก็ดูเหมือนจะจริง เพราะเวบที่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์
ประเภท กิน แดก เที่ยว ก็ยังรับใช้ชีวิตผู้คนตามปกติ
………………………………………………………………………
แต่เว็บบอร์ดที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองนี่สิ หายวับไปกับการปฎิวัติ
เว็บบอร์ดทางการเมืองเกือบทุกเวบต่างปิดตัวเอง
ที่น่าเสียใจที่สุดคือ พันทิพห้องราชดำเนิน
ผมคิดมาตลอดว่า ที่นี่น่าจะเป็นที่ๆชุมนุมของคนหัวใจประชาธิปไตยในประเทศนี้
และเป็นพลังเล็กๆที่จะต่อต้านการรัฐประหาร
และเจ้าของน่าจะเป็นคนที่มีหัวใจประชาธิปไตยและมีความกล้าหาญ
แต่เอาเข้าจริง เจ้าของนี่ขี้ขลาดกว่าใครเพื่อนเลย
เขาเลือกที่จะปิดและเซ็นเซอร์ตัวเอง
………………………………………………………………………
ในขณะที่กำลังสับสนและต้องการข่าวสารอย่างมาก
แต่ดูเหมือนจะมีโชคนิดหน่อยก่อนที่เขาจะเซ็นเซอร์ตัวเอง
มี Post เล็กๆบอกว่าให้ไปแสดงความคิดเห็นที่เว็บประชาไทกัน
นับจากนั้นผมก็ไม่เคยไปเหยียบพันทิพอีกเลย
………………………………………………………………………
แนวรบของคนที่รักประชาธิปไตยเกิดขึ้นที่จุดนี้
ทำให้ผมได้รู้ว่ายังมีนักวิชาการที่กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อตัวเองอีกหลายตน
เช่นอ.สมศักด์ เจียมฯ อ.วรเจตน์ อ.พิชิต และ อีกหลายท่าน
อีกทั้งทำให้ผมได้รู้จักกับเพื่อนพี่น้องอีกหลายคนที่เกลียดการรัฐประหารก็จากที่นี่
………………………………………………………………………
นับตั้งแต่ทักษิณขึ้นครองอำนาจ
มันทำให้ผมเห็นเนื้อแทัที่มันจอมปลอมภายใต้หน้ากากของ
วีรบุรุษวีรสตรีเดือนตุลาหลายคนที่ ขี้ขลาดและสอพลอ
จนการปฎิวัติเกิดขึ้น วีรบุรุษเหล่าก็ตายไปจากใจผมตลอดกาล
………………………………………………………………………
ห้าปีมานี้ มีหลายคนที่เป็นฮีโร่และกล้าหาญ
ที่ยืนหยัดอยู่บนความยุติธรรมหลายคน
แต่คนหนึ่งที่ผมอยากยกย่องเธอจากใจของผมก็คือ
คือผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ยืนหยัดที่จะเปิดพื้นที่ทางความคิดนี้
ให้พวกเราได้มีที่การแสดงออกความคิดเห็น
ในยามที่บ้านเมืองถูกกฏหมายเผด็จการควบคุมอยู่
การกระทำอันกล้าหาญของเธอทำให้เธอถูกจับ
จากความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
…………………………………………………………………….
เธอคือคุณจีรนุช เปรมชัยพร แห่งประชาไท
…………………………………………………………………….
ผมไม่เคยรู้จักเธอมาก่อนแต่ก็รับรู้ได้ว่าเธอต่อสู้เพื่อพวกเราไม่น้อย
สิ่งที่เธอทำได้ขับเคลื่อนการเมืองภาคประชาชนให้เติบโตอย่างไม่เคยมีมาก่อน
นี่นับว่าเป็นคุณูปการณ์ต่อประชาธิปไตยในอนาคต
ผมคิดว่าเธอคือฮีโร่อีกคนหนึ่งในใจผมเสมอ
…………………………………………………………………….
ขอบคุณนะครับที่ช่วยเปิดแสงสว่างทางความคิด
ในวันที่มืดที่สุดของระบอบประชาธิปไตย.
     
8……………….
” บก.ลายจุด”
” คนอะไรวะชื่อประหลาดดี “
” แล้วทำห่าอะไรมั่ง “
ผมได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรกในเวบบอร์ดพันทิพห้องราชดำเนิน
ก่อนปฎิวัติสักเล็กน้อย รู้เพียงแต่ว่าเขาเป็นNGOทำงานเกี่ยวกับเด็ก
แต่ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สนใจความคิดบนคอมเม้นต์ของเขามากนัก
เพราะเข้าพันทิพมั่งไม่ได้เข้ามั่ง เลยไม่ได้ตามความคิด
……………………………………………………………………
จนวันเสาร์แรกหลังจากการปฎิวัตื 19  กันยายน 2549
ผมได้เจอเขาเป็นครั้งแรกเขายืนบนเวทีเตี้ยๆและกำลังปราศัยต่อต้านเผด็จการอยู่
ซึ่งต่อมากลายเป็นกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง
และสีแดงก็กลายเป็นสีสัญญาสักษณ์ในการต่อสู้
เขาเป็นคนแปลกจากนักปราศัยคนอื่นกล่าวคือ
เขาหน้าตาแบบดูดีมีอันจะกิน เป็นคนจีน
แต่สุภาพฉลาดมีอารมณ์ขันและวิธีพูดก็มีความเป็นวิชาการ
ต่างจากผู้ปราศัยท่านอื่นที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
และต้องส่งเสียงปลุกเร้าผู้ฟังตลอด
…………………………………………………………………..
ในใจก็คิดสู้อย่างนี้กับทหารแล้วมันจะรอดเหลือวะอีกกี่ชาติถึงจะสำเร็จ
และก็ออกจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของ บก.ลายจุดเท่าไรนัก
คือมันใช้เวลานานกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง
………………………………………………………………….
ความคิดที่ว่าของแกก็คือเขาอยากจะปลูกความคิดและสร้างโรงเรียน
ที่สอนประชาธิปไตยให้กับคนรากหญ้า เพื่อเป็นพล้งในการต่อต้านเผด็จการ
ความคิดนี้ดูท่าทางต้องใช้เวลายาวนานในการจะได้ประชาธิปไตยคืน
……………………………………………………………………
แต่ผมว่าด้วยความหลักแหลมของ บก.ลายจุดนี่แหละ
4-5 ปีที่ผ่านมาในช่วงที่อำมาตย์หลงระเริงในอำนาจ
การก่อต้วของโรงเรียนประชาธิปไตยในความคิดของ บก.ลายจุด
หรือที่รู้จักในนามโรงเรียนประชาธิปไตยแกนนอน
ทำให้พลังในการต่อสู้ของประชาชนเติบโตอย่างรวดเร็ว
นี่ก็เป็นคุณูปการณ์และเป็นรากฐานต่อประชาธิปไตยในอนาคตไม่น้อยเลย
……………………………………………………………………
ตั้งแต่วันที่มีคนไม่ถีง 500 คน
ที่ยืนฟังการปราศรัยที่ท้องสนามหลวงจนถึงวันนี้
ผมเชื่อโรงเรียนประชาธิปไตยที่กลายจุดทำ
น่าจะเป็นโรงเรียนที่ดีกว่ามหาวิทยาลัยจุฬาหรือธรรมศาสตร์
ที่เราเคยคาดหวังว่าจะเป็นธงนำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและผู้คนที่ยากไร้กว่า
เพราะมันได้ปลูกความรู้บนคนจริงๆและได้ออกดอกผลมาเป็น
คนที่รักประชาธิปไตยเกลียดเผด็จการรัฐประหารอย่างมากมาย
ทั้งเขาเหล่านั้นก็คือคนโง่ในสายตาของคนเมือง
……………………………………………………………………
อยากจะบอกว่าดีใจที่ผมมีส่วนช่วยงานแม้จะเล็กน้อยก็ตามและร่วมต่อสู้มาด้วยกัน
ขอบคุณนะอาจารย์ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ของน้องๆ
9…………………….(สุดท้าย)” พี่ๆอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไร “
” พี่ๆแล้วทหารจะปฏิวัติอีกมั้ย? “
” พี่ๆแล้วจะแบกประเทศกันอยู่มั้ย? “

ตอนเด็กๆผมโตมากับเพลง Blowin’ in the wind แต่งและร้องโดย Bob Dylan
ในยุคสมัยที่มีการปราบปรามนักศึกษาเมื่อ 6 ตุลาคม 2519
และสงครามเวียดนามเหนือ-ใต้ที่รบกันกำลังวิกฤต
โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นคู่สงคราม

…………………………………………………………………………….

The answer, my friend, is blowin’ in the wind,
The answer is blowin’ in the wind.

…………………………………………………………………………….

ผมอยากจะบอกว่าคำตอบมันอยู่ในสายลมเพื่อนเอ๋ย
ไม่มีใครรู้ว่ามีคำตอบในอนาคตจะเป็นอย่างไร
จะเป็นแบบเวียดนามเหนือ-ใต้ หรือเปล่าไม่มีใครรู้

…………………………………………………………………………….วันนี้เป็นวันที่ 19  กันยายน  2554
ครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร
ฟ้าที่เราเฝ้ามองว่าวันหนึ่งมันจะสดใส
ก็ยังคงมีเงาทมึนของการแก่งแย่งอำนาจมาบดบังอยู่

…………………………………………………………………………….

5  ปีมานี้ ตั้งแต่การรัฐประหารเกิดขึ้น
ผมคิดว่าประเทศของเราแตกไปเรียบร้อยแล้ว
ประเทศนี้ถูกแบ่งเป็นสองฝ่ายจากความเกลียดชัง
และคำดูหมิ่นเหยียดหยามต่างๆ นานา
ด้วยน้ำมือของคนไทยเอง
การไม่ยอมรับความคิดที่ต่าง
การไม่ยอมรับในเสียงส่วนใหญ่
การคิดว่าตัวเองฉลาดและรู้เท่าทันกว่า
สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยถูกแบ่งออก
เป็นประเทศที่รักทักษิณและประเทศที่ไม่รักทักษิณ
เป็นประเทศที่พวกรักชาติอยู่กับและประเทศที่ไม่พวกรักชาติอยู่

…………………………………………………………………………….

เราเอาทุกอย่างเข้าแลกจริงๆ
เราสูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากมายไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม
…………………………………………………………………………….

ผมสูญเสียเพื่อนพี่น้องและคนที่รู้จักไปมากมายหลายคน
บ้่างก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง
บ้างก็จากแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน
บ้างก็จากกันเพราะทัศนคติทางการเมืองไม่ตรงกัน
ทั้งจากเหลืองหรือพวกหลากสี
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังรักและเป็นห่วงเสมอๆ

…………………………………………………………………………….

แต่ในขณะเดียวกัน
ผมก็ได้พบเพื่อนพี่น้องใหม่อีกหลายคน
บ้างเป็น ดารา กวี นักเขียน เป็นศิลปิน
บ้างเป็นสื่อมวลชน เป็นครู เป็นอาจารย์
บ้างเป็น NGO เป็นผู้กำกับ นักทำหนัง
บ้างเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแห่งการเป็นมนุษย์
บ้างเป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้า บ้างเป็นหมอ…ฯลฯ
รวมไปถึงชาวบ้านและผู้นำความคิดอีกหลายท่าน
ที่มีห้วใจที่รักในประชาธิปไตยเหมือนกัน

…………………………………………………………………………….

สุดท้ายอยากบอกพ่อกับแม่ว่า
สิ่งที่แม่กับพ่อปลูกฝังผมมาหลายปี
ว่าต้องเป็นคนมีใจเป็นธรรม
และช่วยเหลือคนยากไร้กว่า
ผมขอบคุณนะครับ
เพราะมันทำให้ผมเป็นมนุษย์ที่มีเกียรติ

…………………………………………………………………………….

สุดท้ายสุดๆขอบคุณทุกคนที่อ่านมันและหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

 
ปล. อาชีพดั้งเดิมผมเป็นคนที่เขียนรูปและคิดงานครีเอทีฟ
ไม่ค่อยชำนาญในการเขียนหนังสือยาวๆ นัก แต่ดัดจริตอยากเขียน
การเขียนครั้งนี้เขียนจากใจอยากจะบันทึกให้คนรุ่นใหม่ได้รู้
และอุทิศให้กับผู้ที่เสียชีวิตต่อการเรียกร้องประชาธิปไตยทุกคนในทุกยุคสมัย 
บทความทั้ง 9 ตอน ใช้เวลาเขียน 2 วัน คือวันที่ 18-19 กันยายน 2554 
ดังนั้นคำต่างๆจะผิดและตกหล่นจำนวนมาก ขออภัยและขอบคุณมา ณ ที่นี้
…………………………………………………………………………….

 

ที่มา:Prakit Kobkijwattana

ทำไม “ม็อบแดง” เติบโต ทำไม “ม็อบเหลือง” ถดถอย จับตา 19 ก.พ. “สึนามิแดง” มาแล้ว

โดย มติชนออนไลน์

 

ต้องยอมรับว่าปริมาณผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นั้นมากจริงๆ

ถ้าถามแกนนำนปช. อาจบอกว่าเป็นแสน

แต่รายงานของตำรวจนั้นเป็นหลักหมื่น

การถกเถียงเรื่อง “ตัวเลข” นั้น ต่างฝ่ายต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง

แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ จากเวทีตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสี่แยกคอกวัว

“คนเสื้อแดง” เต็มถนนราชดำเนินตั้งแต่หน้าเวทีไปถึงสี่แยกคอกวัว  ส่วนด้านหลังเวทีนั้นยาวเหยียดจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสะพานผ่านฟ้า

มีบางส่วนล้นไปถึงจปร.

ปริมาณผู้ชุมนุมมากกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมา

ในขณะที่ “ม็อบเสื้อเหลือง” ที่ยืนหยัดมานานหลายวันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลับมีจำนวนเพียงแค่หลักพันในช่วงค่ำ และหลักร้อยในช่วงกลางวัน

ยิ่ง “ม็อบ 2 สี” มาประชันกันในวันเดียวกัน  ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของ “มวลชน” ที่สนับสนุน

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไม “ม็อบเสื้อเหลือง”จึงลดลงอย่างฮวบฮาบ

และทำไม “ม็อบเสื้อแดง” จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งถูกปราบครั้งใหญ่ไปเมื่อ 8 เดือนก่อน

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะมี “เอเอสทีวี” และสื่อในเครือจำนวนมากเป็น “นางกวัก” เรียกคน

แต่ดูเหมือนว่าพลานุภาพของ “สื่อ” ในเครือจะลดความศักดิ์สิทธิ์

ในขณะที่ผู้ชุมนุมตะโกนเรียกคนหน้าจอให้ “ออกมา…ออกมา…”

แต่ “คนหน้าจอ” กลับนิ่งเฉย

ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะ “พันธมิตร” ในอดีตไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้

หรืออีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะปริมาณคนดูเอเอสทีวี ลดน้อยลง

มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ทำให้ “ม็อบเสื้อเหลือง” ลดลงมาจาก 3 สาเหตุ

สาเหตุแรก คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวแบบ “รักชาติ” อย่างรุนแรง ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับคนไทยในพ.ศ.นี้

ปริมาณคนเข้าร่วมจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อทหารไทย ปะทะกับทหารกัมพูชา

ทั้งที่การปะทะกันครั้งนี้น่าจะสร้างกระแส “คลั่งชาติ” เรียกคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างถล่มทลาย

แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ “พันธมิตร” ในเรื่องนี้

สาเหตุที่สอง มาจาก “คู่ต่อสู้” คือ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

“ม็อบเสื้อเหลือง” ในอดีตที่เข้มแข็งและมีปริมาณมาก  มาจากการหนุนช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล-พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” เลือกที่จะปะทะกับ “อภิสิทธิ์”

เขาจึงรู้ว่า “ม็อบพันธมิตร” ที่คิดว่าขึ้นตรงกับเขานั้น แท้จริงแล้วมี “ใคร” ชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่กว่าทั้งคู่จะรู้  พล.ต.จำลองและนายสนธิก็ถลำมาไกลเกินกว่าจะถอยหลัง

 

สาเหตุที่สาม  การเคลื่อนไหวของ “ม็อบพันธมิตร” ครั้งนี้ “เบาบาง” มากในเชิง “มวลชน” แต่ “รุนแรง” มากใน “เนื้อหา” การปราศรัยบนเวที

สนธิทำลาย “มิตร” ในอดีตแบบไม่ไว้หน้า  ไม่ว่าจะเป็น “เปลว สีเงิน” ของไทยโพสต์ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” หรือแม้แต่ “อัญชลี  ไพรีรักษ์” ที่เข้าไปช่วยงาน “จุติ ไกรฤกษ์” ในกระทรวงไอซีที

โจมตีกลุ่มพันธมิตรฯที่ไม่ยอมออกมาชุมนุมว่าหลงความหล่อของ “อภิสิทธิ์”

โจมตี พล.ต.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก อย่างรุนแรง ฯลฯ

เขาใช้กลยุทธ์เก่าที่เคยได้ผลมาก่อนในอดีต คือ ทำให้ทุกคน “กลัว” ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์  โดยลืมไปว่าพลานุภาพของ “มวลชน” และสื่อในเครือนั้นไม่เหมือนเดิม

ยิ่งนานวัน  กลุ่มพันธมิตรฯก็ยิ่งทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ

ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็รู้แล้วว่าใครคือ “เส้นใหญ่” ตัวจริง
……………..

ในอีกด้านหนึ่ง  กลุ่ม “คนเสื้อแดง” กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

การระดมคนเป็นหมื่นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แกนนำนปช.ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ลด “ความรุนแรง” ลง และใช้วิธี “รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง” สร้างแนวร่วมมากขึ้น

ที่สำคัญเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนำสิ่งที่แกนนำ นปช.ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้ประกันตัวมา

 

เทียบกับแกนนำ “ม็อบพันธมิตร” ที่เจอข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน  แต่ได้ประกันตัวและออกมานำการเคลื่อนไหวได้

เป้าหมายของ นปช.นั้นต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น “เท่าตัว” ทุกครั้ง

และ 2 ครั้งที่ผ่านมา เขาทำสำเร็จ

การชุมนุมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ แกนนำ นปช.ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมอีกเท่าตัว

 

แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการคุยคำโต  แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าสบประมาทว่า “เป็นไปไม่ได้”

การเติบโตของ “ม็อบเสื้อแดง” และการถดถอยของ “ม็อบเสื้อเหลือง” นั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสวนทางกัน

“ม็อบเสื้อเหลือง” ในอดีตเคยมีฐานมวลชนหลักคือ “คนกรุงเทพ”

“ต่างจังหวัด” เป็นส่วนเสริม

ในขณะที่ “ม็อบเสื้อแดง” นั้นต้องพึ่งพาจากคนต่างจังหวัด

การชุมนุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 “คนเสื้อแดง” จึงต้องระดมคนอีสานและภาคเหนือเข้ามาในกทม.

 

เพราะรู้ว่าฐานสนับสนุนในเมืองกรุงนั้นไม่มากนัก

แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไป

 

“คนกรุง” หนุน “ม็อบเสื้อเหลือง” น้อยลง  สังเกตได้จากปริมาณคนในช่วงเย็นวันธรรมดา ซึ่งตามปกติเคยเนืองแน่น  แต่วันนี้กลับมาจำนวนคนเพิ่มน้อยมาก

ในขณะที่ “ม็อบเสื้อแดง” ที่ชุมนุมในช่วงหลังแบบบ่ายไปดึกกลับ ล้วนแต่เป็นคนกรุงและจังหวัดใกล้เคียง

เขาไม่ได้ระดมคนอีสานและภาคเหนือลงมาเลย

แต่วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ “จตุพร” ประกาศบนเวทีว่าจะระดม “คนเสื้อแดง” จากภาคเหนือและอีสานมาร่วมด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าการเคลื่อนไหวของ “คนเสื้อแดง”ต่อจากนี้ไปจะเดินไปอย่างไร

แม้แต่ “แกนนำ นปช.” เอง

เหตุการณ์ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้ “คนเสื้อแดง” ฮึกเหิมขึ้น

เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่บอกว่าอะไรที่ทุกคนคิดว่า “เป็นไปไม่ได้”

แท้จริงแล้ว “เป็นไปได้”

“อภิสิทธิ์” ที่เคยชนะในเดือนพฤษภาคม 2553

ก็อาจพ่ายแพ้ได้เช่นกัน

นี่คือ สึนามิการเมืองลูกเดิมระลอกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

 

ใบตองแห้งออนไลน์: มาเอาใจช่วย พธม.กันเหอะ (ฮิฮิ)

Fri, 2011-01-28 18:15
ใบตองแห้ง

เสื้อแดงจัดชุมนุมเมื่อวันอาทิตย์ ตำรวจประเมินว่ามีมวลชน 27,000 คน แต่ไทยรัฐบอกขบวนยาวเป็นกิโล พันธมิตรจัดชุมนุมหญ่ายเมื่อวันอังคาร ถ่ายภาพมุมกว้างดูยังไงก็ไม่เกิน 5,000 (ตอนค่ำนะ ไม่ใช่ตอนเช้าที่เลขศูนย์หายไปตัวนึง) เห็นแล้วใจหาย สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม

น่าสังเกตว่า ม็อบเสื้อเหลืองครั้งนี้ มีแต่ชาวสันติอโศกกับแฟนพันธุ์แท้จังหวัดละหยิบมือ ผู้นำที่อยู่ประจำม็อบก็มีแต่ลุงจำลอง น้าปานเทพ ส่วนสนธิ ลิ้ม พี่พิภพ ธงไชย โผล่หน้ามาแวบๆ อ.สมเกียรติได้ข่าวว่าสุขภาพไม่ดี แต่สมศักดิ์ โกศัยสุข ไม่รู้หายไปไหน ยะใสก็เอาแต่พูดอยู่วงนอก

ยิ่งกว่านั้น ขาเก่า NGO ไฮโซไฮซ้อ คุณพ่อคุณแม่สหภาพรัฐวิสาหกิจ คอลัมนิดคอลัมหน่อย หรือนักวิชาการที่เคยเป็นกองเชียร์ก็หายจ้อย (กลายเป็นอธิการรองอธิการกันหมด) แหม มันน่าน้อยใจจริงๆ ไม่มีใครรักชาติเล้ย กระทั่งกษิต ภิรมย์ ที่เคยด่าฮุนเซนเป็นกุ๊ย ก็เปลี่ยนสีแปรพักตร์ไปสวามิภักดิ์ลูกหลานพระยาละแวกซะแล้ว

ที่เหลืออยู่ก็เลยมีแต่คอเดียวกันระดับฮาร์ด เช่น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน สุนันท์ ศรีจันทรา เป็นต้น

ที่สะพานมัฆวานน่าจะติดประกาศตามหาคนหายนะครับ พี่น้องเอ๊ย กลับมาด่วน! ชาติต้องการ เพราะถ้าวันเสาร์อาทิตย์นี้ พี่น้องเอ๊ยยังไม่คืนสู่เหย้าละก็ ลุงจำลองคงหาทางกลับบ้านไม่ถูก

คงต้องรอความปรานีจากศาลเขมร ถ้าวันที่ 1 ก.พ.นี้ตัดสินปล่อยตัววีระ สมความคิด พันธมิตรขาลงก็ยังพอมีทางลง หยอดกล่องบริจาคให้วีระ แล้วกลับบ้านใครบ้านมัน แต่ถ้าไม่ล่ะ จะดิ้นทุรังไปทางไหนต่อ

แหม นั่งดู พธม.กับ ปชป.ล่อกันเอง ดูกษิต-ปานเทพ ประปาก ดูพี่เปี๊ยกขุดเรื่อง อ.ปรีดีมาด่าโคตรเหง้าประชาธิปัตย์ แล้วจะไม่ให้ “สะใจ” ได้ไงล่ะ พี่น้องเอ๊ย

เรื่องสนุกของผมก็คือเปิดหนังสือพิมพ์อ่านคอลัมนิดคอลัมหน่อยที่เคยแซ่ซ้องร้องเชียร์พันธมิตรยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน แล้วกาหัวว่าใครบ้างพันธ์แท้ พันธุ์ทาง เอาใจออกห่าง กลับหัวกลับหาง พลิกลิ้นแผล็บๆ

แต่แหม มันน่าน้อยใจดังว่า เพราะใครต่อใครก็ดูเหมือนจะยกตนเป็นผู้รักชาติอย่างมีสติ มีเหตุผล กันไปหมด ปล่อยให้ พธม.ถูกหาว่าคลั่งชาติอยู่หยิบมือเดียว (แล้วตอนนั้นใครวะ บอกว่าพื้นดินใต้ปราสาทพระวิหารยังเป็นของไทย)

แน่นอนว่า ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเราๆ คงไม่สนับสนุน พธม.หรือเพ้อฝันแบบ “เหลือง-แดง สมานฉันท์” แต่มันก็เป็นวโรกาสอันดีงาม ที่ควรทำใจให้สนุกสนานเพลิดเพลิน นั่งดูฝ่ายตรงข้ามรบรากันเอง พร้อมกับศึกษาวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของทั้งสองข้าง รวมทั้งแยกแยะขุมกำลัง ว่าใครเปลี่ยนขั้วไปอยู่ข้างไหน

และในฐานะที่พันธมิตรเป็นฝ่ายที่มีขุมกำลังอ่อนด้อยกว่า ผมก็อดไม่ได้ตามนิสัยคนไทย คือชอบเชียร์มวยรอง แบบว่าให้ยืนซดกันได้นานๆ หน่อย (จะได้บอบช้ำมากๆ หน่อย ฮิฮิ)

Hidden Agenda

ถามว่าพันธมิตรยื่นข้อเรียกร้องอะไร ก็คือข้อเรียกร้องที่รัฐบาลไม่สามารถปฏิบัติได้ ซึ่งพันธมิตรรู้อยู่แล้ว

แต่เราจะไปสนใจทำไมกับข้อเรียกร้องของพันธมิตร จำได้ไหมว่าข้อเรียกร้องของพวกเขาเมื่อปี 51 คืออะไร คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอรัฐบาลยอมไม่แก้ ก็ยังเปลี่ยนไปเรื่อย จนชุมนุมอยู่ได้ 193 วัน

ย้อนไปปี 49 ก่อนรัฐประหาร ทักษิณยุบสภาแล้ว พันธมิตรก็ยังเรียกร้องให้ทักษิณลาออก เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เคยมีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไหนในโลก

ฉะนั้น ข้อเรียกร้องของพันธมิตรจึงมี hidden agenda ตลอด (แม้แต่ข้อเสนอมาตรา 7)

ครั้งนี้ก็เช่นกัน พธม.พยายามเรียกม็อบมาตั้งแต่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งได้วีระ สมความคิด (และนายตายแน่ มุ่งมาจน กับพวก) เป็นวีรชนพลีชีพ จูง ส.ส.ปชป.เข้าไปให้ทหารเขมรจับ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นหอกย้อนแทงอภิสิทธิ์และกษิต ที่พยายามพลิกลิ้นการทูต ตลบถ้อยคำที่ตัวเองเคยพูดไว้สมัยเป็นฝ่ายค้าน เพื่อกลับไปญาติดีกับ “กุ๊ย”

พธม.จึงได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองว่าเรา “ขวาแท้” และ “ขวากว่า” กลับมาชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยม ปลุกระดมลูกหลาน “พระองค์ดำ” ให้เอาเอฟ 16 ไปช่วยวีระ จับพระยาละแวกตัดหัวเอาเลือดล้างเท้า

เพียงเสียดายที่ “สังคมไทย” (อันได้แก่สื่อ นักวิชาการ คนกรุงคนชั้นกลาง) กลับมามีเหตุผลอย่างไร้เหตุผล ทีตอนนี้ละก็เห็นด้วยว่าควรใช้สันติวิธี ไม่ใช่ชาตินิยม อย่าทำสนามการค้าให้เป็นสนามรบ แม้เอาใจช่วยให้เขมรปล่อย 7 คนไทย แม้ไม่พอใจฮุนเซ็นอยู่มั่ง แต่ก็ไม่วายบ่นอุบอิบว่ามันเดินเข้าไปให้เขาจับทำไมวะ

ทีสมัยสมัคร-นพดลละก็ จะเป็นจะตาย ช่วยกันปลุกวิญญาณชาตินิยม ทวงคืนปราสาทพระวิหาร อ้างไปได้เรื่อย ที่แท้ก็เพื่อไล่รัฐบาล (แต่รัฐบาลนี้มันถูกจริตกรูนี่หว่า เลยเก็บชาตินิยมเข้าลิ้นชัก)

งานนี้ พธม.จึงเสียเปรียบตั้งแต่ยกแรก เพราะถูกขวัญใจจริตนิยมช่วงชิงมวลชนไปเกือบหมด (ขณะที่ส่วนหนึ่งก็เป็นมวลชน ปชป.มาแต่ต้น) แต่อย่าประมาทไปนะครับ เพราะพวกเขามีความเชี่ยวชาญทางยุทธวิธี ในการก่อม็อบยืดเยื้อ แล้วสามารถทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้มันเป็นเรื่องขึ้นมาได้ จนเปลี่ยนประเด็นไปได้เรื่อยใน 193 วัน

โดยเฉพาะปาก ปชป.นี่แหละสำคัญ ถ้ายั่วถูกจุดเข้าหน่อย ดูอย่างกษิตพูด ก็ปลุกพี่น้องเอ๊ยให้คึกคักขึ้นมาไม่น้อย ยื้อไปเหอะ ให้ไอ้เทือกไอ้ไทหลุดออกมาซักคนละคำสองคำ เดี๋ยวเป็นเรื่อง

นอกจากนี้ ผมยังคาดว่าพันธมิตรจะใช้ความผูกพัน ที่มีกับมวลชนเดิมๆ ออดอ้อนให้ซื้อบัตรซื้อตั๋วมาร่วมงานคืนสู่เหย้ากันหน่อย (ซึ่งอาจมีบ้างในช่วงเสาร์อาทิตย์) รวมถึงความผูกพันที่มีกับสื่อ นักวิชาการ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็ไม่กล้าจิกหัวม็อบเสื้อเหลืองเหมือนที่ทำกับม็อบเสื้อแดง จนเดินเกมของพวกเขาไปได้ระยะหนึ่ง แต่จะลงตรงไหนก็ขึ้นกับ hidden agenda เป็นสำคัญ

แน่นอนว่า agenda ของพันธมิตร ไม่ใช่ MOU ปี 43 หรือข้อเรียกร้อง 3 ข้อนั่น แต่น่าจะเป็นความพยายามต่อรอง แย่งชิงอำนาจ ไม่ให้ตัวเองเป็นเพียงนั่งร้าน

hidden agenda ของพันธมิตร ถ้าดูตามคำพูดสนธิ จำลอง ก็มีนัยเรียกหารัฐประหาร-รัฐบาลแห่งชาติ แต่ถามว่ามันเป็นจริงได้หรือ แม้แกนนำพันธมิตรเองก็คงรู้ดีว่า มีโอกาส ไม่ถึงกับ 0% เสียทีเดียว มีโอกาส แต่เป็นจริงได้ยาก พวกเขาเพียงแค่พยายามขยายโอกาสเท่านั้น

ในสภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้ “อำนาจพิเศษ” กองทัพ ตุลาการ พึงพอใจกับการอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งปูทางไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งใหม่ กุมอำนาจได้อย่างน้อยอีก 2 ปีข้างหน้า คนที่ไม่พึงพอใจกับสภาพเช่นนี้มีแต่พันธมิตร ซึ่งยิ่งรัฐบาล “มาร์ค-เนวิน” เข้มแข็ง พันธมิตรยิ่งไม่มีที่ยืน พ่อยกแม่ยกหายหมด และหมดอำนาจต่อรอง มองเห็นคุกอยู่ข้างหน้า เหมือนที่ไชยวัฒน์ สมบูรณ์ ลิ้มรสมาแล้ว

หลังมาร์คได้ “ใบอนุญาตฆ่า” ม็อบเสื้อแดง จากมวลชนเฟซบุค คนกรุงคนชั้นกลาง พันธมิตรก็เริ่มหมดความหมาย แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ดึงเอา mentor ของพันธมิตรสาย NGO อย่างหมอประเวศเข้าไปบัญชาการ แต่ต่อมาก็แว่วเสียงบ่นจากแกนนำพันธมิตรว่า “อภิสิทธิ์ไม่จริงใจ” มันคงมีอะไรในกอไผ่ละครับ ที่แสดงออกในเรื่องมาบตาพุด กระทั่งคำตัดสินจำคุก 85 นักรบศรีวิชัยบุก NBT

เหนือสิ่งอื่นใด หลับตานึกภาพไม่ออกว่า ถ้ามาร์คชนะเลือกตั้งกลับมากุมอำนาจมั่นคงอีกอย่างน้อย 2 ปี หรือเผลอๆ 4 ปี พันธมิตรจะอยู่อย่างไร (พรรคการเมืองใหม่สู้ๆ-ฮา) นั่นแหละพวกเขาจึงต้องดิ้น เพื่อรักษาสถานภาพ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดิ้นไปแบบไหน

อย่างเก่ง วุ่นวายนัก อภิสิทธิ์ก็ยุบสภา ให้มหาจำลองคุยได้ว่า ไล่รัฐบาลสำเร็จอีกครั้ง แล้วกลับบ้านใครบ้านมัน (อย่าลืมหยอดกล่องบริจาคนะพี่น้อง)

เหลืองแดงรวมกันไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่คนสองสีลุกฮือกระหนาบรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทำให้มีคนเพ้อฝัน “เหลือง-แดง สมานฉันท์” แต่ความจริงมันเป็นไปไม่ได้ แม้ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จะไปลงนวมซ้อมมวยกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในคุก หรือกลุ่มเส้นทางสีแดง แวะไปเยี่ยมม็อบคนไทยหัวใจรักชาติ

นี่เป็นแค่ “จุดตัด” ของกระแสมวลชนสองสาย ที่หลังจากนี้ก็จะต่างคนต่างไป ส่วนใครจะเดินไปสู่เอวัง ไม่อยากพูด (แค่อ้าปากคนอ่านก็รู้ทัน อิอิ)

อันที่จริงผมก็เคยเพ้อฝันอยู่เหมือนกันว่าซักวัน เพื่อนพ้องน้องพี่สีเหลืองแดงอาจรวมกันได้ เพราะถ้ายึดอุดมการณ์ที่เสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยสมบูรณ์ เสื้อเหลืองต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น ในหลักการก็ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกัน

แต่บังเอิ๊ญ ผมลืมไปว่า พันธมิตรไม่มีหลักการ!

พันธมิตรทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตยไปแล้ว ทิ้งความเชื่อที่ว่ามีแต่ความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เท่านั้นที่จะขจัดลดทอนทุจริตคอรัปชั่น เพราะประชาชนจะตื่นตัวช่วยกันตรวจสอบทุกฝ่ายโดยไม่เว้น

พันธมิตรนำมวลชนคิดตัดตอนเพียงว่าการเลือกตั้งคือการซื้อเสียงและนำไปสู่การถอนทุน ฉะนั้นจึงต้องพึ่งประชาธิปไตยที่มีการเซ็นเซอร์ มีอำนาจพิเศษคอยกำกับดูแล หันไปยกย่องเชิดชูอำนาจพิเศษ แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง ไม่มองว่าระบอบอุปถัมภ์ของอำนาจพิเศษซึ่งตรวจสอบไม่ได้ก็เป็นที่มาของการทุจริตคอรัปชั่นเช่นกัน ไม่พูดความจริงว่าขุนนางอำมาตย์ ทหาร ตุลาการ ที่อวดอ้างว่าจงรักภักดี สัตย์ซื่อถือคุณธรรม ที่แท้ก็มีเรื่องเน่าเฟะปกปิดอยู่มากมาย แต่สาธารณชนไม่ได้รับรู้เท่านั้นเอง

ถ้าย้อนไปดูคำสัมภาษณ์ของสุริยะใส กตะศิลา ในโพสต์ทูเดย์ เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน เรื่อง “วันหนึ่งพี่น้องจะเข้าใจ พธม.ขาลง?” ยะใสบอกว่า “ถ้าแดงแท้ประกาศปลดแอกจากทักษิณได้ตรงนี้อาจจะเป็นการเกิดใหม่ของ นปช. และสุดท้ายอาจโคจรไปจับมือกับ พธม.ก็ได้ ทั้ง 5 แกนนำ พธม.มีความคิดนี้เสมอ คุณสนธิก็เคยสัมภาษณ์ไม่รู้กี่รอบว่าไม่เคยมองเสื้อแดงเป็นศัตรู ลุงจำลอง (ศรีเมือง) ก็พูดเช่นกัน หลายเรื่องคิดเหมือนกันโดยเฉพาะเรื่องสองมาตรฐานความไม่เป็นธรรม”

แต่ถามว่า “แดงแท้” ของยะใสคืออะไร ก็คือคนเสื้อแดงที่ “ปลดแอก” จากทักษิณและพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อทักษิณ แต่สู้เพื่อความเป็นธรรมจริงๆ โดยมีแค่ 10% เท่านั้นในแดงทั้งหมด

พูดไปก็เป็นแค่การตีฝีปาก เพราะกระทั่ง บก.ลายจุด ยะใสยังดิสเครดิตว่าไม่ใช่ของแท้ แต่เป็นพวกสร้างกระแสแบบไม่ลงทุน คอยแต่หยิบชิ้นปลามัน เพราะการเคลื่อนไหวยังผูกกับจตุพร

“แดงแท้” ของยะใส คงหมายความว่าถ้าการเคลื่อนไหวอะไรที่ทักษิณ พรรคเพื่อไทย หรือ 3 เกลอมีส่วนร่วม ต้องห้ามเข้าร่วมโดยเด็ดขาด ห้ามสนับสนุน ห้ามส่งเสียงเชียร์ ต้องไปเคลื่อนไหวด้วยตัวเองอยู่ที่ปลายโคกโน้น

แม้กระทั่งใครจะเคลื่อนไหวให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น เช่น ล้ม สว.ลากตั้ง ยะใสก็คงบอกว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้ทักษิณกลับมา

นั่นคือจุดยืนที่ไม่มีทางร่วมกันได้ชัดเจน เพราะในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้เราจะต้องต่อสู้คัดค้านไม่ให้ทักษิณเป็นผู้นำ ไม่ให้ทักษิณกลับมา แต่เราต้องถือว่าทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในฐานะที่ทักษิณเป็นผู้ถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้เพื่อให้กฎกติกาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ให้บ้านเมืองมีความยุติธรรมมาตรฐานเดียว ถ้ามันจะเอื้อให้ทักษิณได้อานิสงส์ เราก็ต้องพร้อมยอมรับ

พูดไปทำไมมี พันธมิตรอ้างว่าพวกเขาดึง “อำนาจพิเศษ” เข้ามาทั้งที่รู้ว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย เพราะพวกเขาเชื่อว่า “อำนาจพิเศษ” นั้นเปรียบเหมือนอาทิตย์ใกล้อัสดง เดี๋ยวก็หมดพลังแล้ว (แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ)

ถ้าเราบอกว่า ณ วันนี้ ทักษิณยิ่งกว่าอาทิตย์อัสดงล่ะ และมันไม่ใช่แค่นั้น เพราะทักษิณเป็นเรื่องตัวบุคคล แต่นั่นคือเรื่องของระบอบและหลักการ ที่เอาการรัฐประหารมาทำลายประชาธิปไตย ชูวัฒนธรรมระบอบอุปภัมภ์กลับมาครอบงำสังคม ปิดกั้นย่างก้าวไปสู่ความมีเสรี

พันธมิตรกับนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงไม่มีวันรวมกันได้ เพราะเราไม่ใช่ลิเกย้ายวิก ไม่ใช่นักการเมืองย้ายพรรค ไม่ใช่มาร์ค-เนวิน หรือ “พี่บรรหาร” กับ ปชป.ด่าพ่อล่อแม่แล้วยังร่วมรัฐบาลกันได้ เพราะความ “อดอยากปากแห้ง” สำคัญกว่า

เพียงแต่ตอนนี้ คงไม่ผิดอะไร ที่เราจะเอาใจช่วยพันธมิตร ให้ยืนซดกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ครบสิบยก (จะได้น่วมๆ หน่อย ฮิฮิ) ขออย่างเดียว อย่าเป็นมวยล้มต้มคนดูก็แล้วกัน ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เตรียมเสียงโห่ได้เลย

เอ้า…หุย….

ใบตองแห้ง
28 ม.ค.54

ใจ อึ๊งภากรณ์ ตอบ ‘ใบตองแห้ง’ เรื่อง “34 ปี ’6 ตุลา’ ที่สุดแห่งความสามานย์”

Thu, 2010-10-07 19:43

ใจ อึ๊งภากรณ์

ใจ อึ๊งภากรณ์ แสดงความเห็นต่อบทความ “34 ปี ’6 ตุลา’ ที่สุดแห่งความสามานย์” ของ ‘ใบตองแห้ง’

ผมเห็นด้วยกับ “ใบตองแห้ง” เวลาเขาวิจารณ์คนเดือนตุลาจำนวนมากโดยเขียนว่า “34 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก และแล้ว คนที่เคยผ่าน ‘6 ตุลา’ ร่วมครึ่งหนึ่งก็กลายไปเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการ และเผด็จการแฝงของอำมาตย์” อาจเพิ่มอีกได้ว่าพวกเอ็นจีโอที่เคยท่องคำขวัญ “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ก็หันมาอยู่ในกลุ่มคนเสื้อเหลืองนี้ด้วย สำหรับเอ็นจีโพวกนี้ “คำตอบอยู่ที่รัฐประหาร”

แต่ “ใบตองแห้ง” คงจะตาบอดไปข้างหนึ่ง เวลาเขียนต่อว่า “เสื้อแดงมีสโลแกนที่แสดงออกถึงเนื้อหาของสังคมนิยมบ้างหรือเปล่า ไม่ต้องไปถึงขั้นยึดทรัพย์นายทุน ยึดกิจการเป็นของรัฐ เอาแค่อ่อนๆ แบบขึ้นภาษีคนรวย เพิ่มรัฐสวัสดิการ ก็ยังไม่เห็นมีเลย”… เพราะเสื้อแดงเชียงใหม่ก็ชูประเด็นรัฐสวัสดิการ และภาษีก้าวหน้า เสื้อแดงสมัชชาสังคมก้าวหน้า และเสื้อแดงเลี้ยวซ้าย ที่กรุงเทพฯ ก็รณรงค์เรื่องรัฐสวัสดิการ และเลี้ยวซ้าย ยังเน้นเรื่องสังคมนิยมอีกด้วย และในกลุ่มซ้ายๆภายในขบวนการเสื้อแดงเหล่านี้มีคนเดือนตุลาอยู่ด้วย อดีต พคท. ก็มี

การเป็น “ซ้าย” ไม่ใช่แค่พูดเรื่องการจับอาวุธ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวที่ถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลวจากประสบการณ์ของ พคท.

วลา “ใบตองแห้ง” พูดถึงความคิดสังคมนิยม และบอกว่า “ต้องขีดเส้นก่อนว่า สังคมนิยมไม่ใช่เสรีประชาธิปไตย สังคมนิยมเป็นเผด็จการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษชวนหัวอย่างยิ่งว่า People’s Democratic Dictatorship” ก็เป็นเพียงการขุดของเก่ามาฉายซ้ำ ผมสงสัยว่าเขาไม่เคยเป็นมาร์คซิสต์ แค่สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นเอง เพราะ “สังคมนิยม” ที่เขาพูดถึงคือระบบเผด็จการ สตาลิน-เหมา ซึ่งล่มสลายไปทั่วแล้ว ส่วนสังคมนิยมมาร์คซิสต์ยังมีอยู่ และเน้นประชาธิปไตยสูงสุดด้วย ตัวอย่างที่ดีที่สุดเพราะมีอิทธิพลสูง คือพรรคใหม่ต้านทุนนิยม (NPA) ในฝรั่งเศส ซึ่งเติบโตมาจากสากลที่สี่ หรือบางส่วนของพรรคซ้าย (Die Linke) ในเยอรมัน ตัวอย่างอื่นๆ ทั่วโลกมีอีก แต่เกรงว่า “ใบตองแห้ง” ไม่ได้ทำการบ้านมาเท่าที่ควร

และเรื่อง “เสรีประชาธิปไตย” อันนี้ก็ของเก่ามาฉายซ้ำอีก “เสรีนิยม” ไม่ใช่ประชาธิปไตย เสรีนิยมคือแนวคิดกลไกตลาดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา นักวิชาการเสรีนิยมในไทยสนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยา พรรคเสรีนิยมในไทยคือพรรคประชาธิปัตย์ ในหลายๆ ประเทศมีการใช้รัฐเผด็จการเพื่อบังคับใช้กลไกตลาดเสรีที่ทำให้คนจนจนลงและคนรวยรวยมากขึ้น และเวลาใครที่เป็นอดีตซ้ายอ้างว่าต้องพัฒนาทุนนิยมตลาดเสรี เขาก็แค่ท่องสูตรเดิมของ พคท. ที่เคยเสนอว่าเราต้องสร้างทุนนิยมหรือประชาชาติประชาธิปไตยก่อน เพื่อทำลายระบบเก่า

“ใบตองแห้ง” ควรจะพยายามหลีกเลี่ยงการวิเคราะห์แบบ “กลไกแข็งกระด้าง” ที่มองว่าเสื้อแดงมาจากคนที่เคยเลือกพรรคนายทุน ดังนั้นจะซ้ายไม่ได้ เพราะในโลกจริงคนเสื้อแดงพัฒนาจิตสำนึกทางชนชั้นของตนเองมาเรื่อยๆ อาจไม่ได้แสดงออกด้วยศัพท์หรือวาจาที่ชัดเจนและเป็นซ้าย แต่มีการเข้าใจว่าตนเป็น “ไพร่” ที่ถูกกดขี่ และสาเหตุที่เขาชอบทักษิณหรือไทยรักไทย มาจากผลประโยชน์ทางชนชั้นอีก เช่นเรื่องระบบสาธารณะสุขถ้วนหน้า หรือกองทุนหมู่บ้าน ในความเป็นจริงคนเสื้อแดงรักทักษิณได้ โดยไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือของทักษิณหรือ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงเหล่านี้สามารถสู้เพื่อผลประโยชน์คนจนได้ โดยการนำตนเองอีกด้วย นี่คือสภาพขัดแย้งกันเองที่เราเห็นและต้องเข้าใจในโลกจริง

แล้วพวกพันธมิตรฯ ที่อ้างตัวเป็นซ้ายละ? ใบตองแห้งควรจะไปศึกษาขบวนการฟาสซิสต์ทั่วโลก เพราะฟาสซิสต์ ซึ่งรวมถึงพันธมิตรฯ จะพยายามใช้ศัพท์ของฝ่ายซ้ายปนกับความคิดฝ่ายขวา เพื่อดึงคนชั้นกลางที่รู้สึกไม่พอใจกับอำนาจรัฐหรือนายทุนใหญ่เข้ามาเป็นพวก และการที่อดีตฝ่ายซ้ายในกลุ่มพันธมิตรฯ ชื่นชมเผด็จการ เป็นการรักษาจุดยืนเดิมที่เคยรักเผด็จการในจีนอีกด้วย แล้วเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์ในจีนตอนนี้กำลังบังคับใช้แนวเศรษฐกิจอะไร? คำตอบคือเสรีนิยมกลไกตลาด

 

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ช่วงเช้ากิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์-จุฬา ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย

สามอำมหิตเงียบที่มัจจุราชถามหา

และในช่วงบ่ายสามโมงเย็นที่แยกราชประสงค์ก็ได้มีการจัดงาน 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนสังหารประชาชน โดยมีสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นแกนนำ โดยมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่ผูกผ้าแดง จุดเทียนแดง ปล่อยลูกโป่ง เป็นต้น

ตลอดช่วงบ่ายคนเสื้อแดงได้ทยอยกันมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผู้มาร่วมงานเต็มพื้นที่ถนนราชประสงค์ โดยรถสามารถวิ่งได้หนึ่งช่องทางเดิน

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ไทยรัฐออนไลน์

http://www.thairath.co.th/content/pol/112434

http://www.thairath.co.th/content/region/112441

คลิปวีดีโอ “แต่งผีไปหฃอกทหาร”

“อย่าลืม…ผี” การแสดงศิลปะ ในกิจกรรม “แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.53 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธสงครามและรถถังในเดือนเมษา-พฤษภาคม 53 โหมโรงก่อนกิจกรรมในวันที่ 19 กันยายน “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์”

แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS: เรามายืนยัน ให้เขานึกได้ว่าใคร เคยทำอะไร

Mon, 2010-09-13 06:29

โหมโรงก่อน 19 กันยายน สำหรับการจัดกิจกรรม “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” กลุ่มประกายไฟ ร่วมกับเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย และนักเรียน นักศึกษากว่า 10 ชีวิต ได้แต่งตัว-แต่งหน้า เลียนแบบผีได้ออกมาทำกิจกรรม “แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS”
วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน เวลาบ่าย 3 โมง คือเวลาของการนัดหมายเพื่อเตรียมการกิจกรรม “แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS” ซึ่งในวันเดียวกัน ยังมีกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงปั่นจักรยานรอบพื้นที่ราชประสงค์ นำโดย สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ผู้ริเริ่มกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ทั้งนี้พร้อมๆ กับช่วงเวลาที่ บก.ลายจุดนำขบวนรถจักรยานออกเดินทางจากจุดเริ่มต้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ กลุ่มคนแต่งผีก็ออกเริ่มทำกิจกรรม
จากคำเชิญชวนใน Face book ก่อนหน้านี้ที่ระบุเอาไว้ว่า สำนักข่าวรอยเตอร์มีการรายงานข่าวและภาพทหารที่มาประจำการอยู่บนสถานีรถไฟฟ้า BTS จึงมีการคิดกิจกรรมสำหรับผู้ที่อยากให้ทหารจดจำสิ่งที่พวกเขาลืมทิ้งเอาไว้ รวมทั้งสื่อสารให้สังคมได้ฉุดคิด ต่อความสูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา
“ป๊อก” นักกิจกรรมจากกลุ่มประกายไฟ หนึ่งในคนแต่งผีบอกกับเราว่า เข้าต้องการสะท้อนภาพว่าการมาดูแลความสงบสุขของทหารในวันนี้ ก่อนหน้านี้คนที่ทำให้ประชาชนต้องเสียชีวิตก็คือทหารเอง
“เรามายืนยัน ให้เขานึกได้ว่าใครเคยทำอะไร และพวกเรายังคงปรากฏตัวให้เขาเห็นอยู่ เหมือนภาพหลอน” หนุ่มนักกิจกรรมซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจากการขอคืนพื้นที่การชุมนุมเมื่อเดือนเมษา และต้องรับรู้ถึงความสูญเสียอีกครั้งเมื่อรัฐบาลประกาศกระชับพื้นที่ที่ราชประสงค์ ซึ่งเขามองว่าใครหลายคนอาจลืมไปแล้ว
ส่วน “ตี๋” นักกิจกรรมอีกคนหนึ่งจากกลุ่มประกายไฟ บอกว่า กิจกรรมในวันนี้พวกเขาต้องการจะสื่อสารกับคนทั่วไป คนที่เห็น คนที่พวกเขาเดินผ่าน เพราะตอนนี้เขามองว่าคนส่วนหนึ่งกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยที่คนส่วนหนึ่งมองว่าตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติตามที่ชีวิตพวกเขาควรจะเป็น
แค่คำว่า “เอ๋!… มาทำอะไร” แค่ถูกตั้งคำถาม หรือเพียงแค่การทำกิจกรรมในวันนี้ไปสะดุดความคิด เท่านั้นพวกเขาก็พอใจแล้ว โดยตี๋บอกว่าเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ พร้อมยอมรับว่าหากจะไปเปลี่ยนความคิดใครคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
สำหรับกิจกรรมวันนี้ของกลุ่มคนแต่งผี เริ่มจากการเดินเท้าบน Sky Walk บริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม ผ่านแยกราชประสงค์ เพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า BTS ที่สถานีชิดลม จากนั้นไปต่อรถที่ BTS สถานีสยามเพื่อไปยัง BTS สถานีศาลาแดง ซึ่งบริเวณลานพระรูป ร.6 สวนลุมพินี มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ซึ่งถูกลอบยิงเสียชีวิต
ทั้งนี้ ในระหว่างการเดินทางกลุ่มคนแต่งผีได้แวะทักทายและถ่ายรูปกับทหารที่ประจำการอยู่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง
“แนน” เด็กนักเรียนหญิงชั้น ม.4 ที่ร่วมกิจกรรมบอกเล่าความรู้สึกให้ฟังว่า ตอนเธออยู่บนรถไฟฟ้าเหมือนถูกมองเป็นตัวประหลาด ถูกมองแบบสงสัย ตั้งคำถาม แต่เมื่อเดินทางไปถึงที่ลานพระรูป ร.6 คนเสื้อแดงที่มาร่วมตัวกันทำกิจกรรมกันอยู่ออกมาให้กำลังใจ บอกว่าให้สู้ๆ เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก
เมื่อถามแนนถึงจุดประสงค์ของการมีเรียกร้องในครั้งนี้ เธอบอกเราเพียงว่า “อยากให้เขา (ทหาร) กลับไป”
ขณะที่ “กอล์ฟ” หรือ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หนึ่งในสมาชิกกลุ่มประกายไฟเล่าว่าจากการไปทำกิจกรรมทำให้ได้รับรูว่าหลายคนไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ทำ รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องทำอีกมากเพื่อจะให้คนที่ไม่เข้าใจได้เห็น อาจเป็นการทำกิจกรรมหรือลงไปพูดคุย
อย่างไรก็ตามในส่วนของคนทำกิจกรรมเองก็มีปัญหา เนื่องจากที่ผ่านมาเมื่อมีการเปิดรับอาสาสมัคร ก็มีนักเรียน นักศึกษาที่สนใจอยากเข้ามาร่วมทำกิจกรรมมีจำนวนมากแต่ก็ติดปัญหาเกี่ยวกับการเรียน เพราะต้องทำรายงาน ต้องเรียนพิเศษ ทำให้ไม่ว่างมาร่วมกิจกรรมที่ค่อนข้างต้องการความต่อเนื่องในการพูดคุย วางแผน และฝึกซ้อมร่วมกัน
กอล์ฟ แสดงความเห็นว่า สำหรับนักศึกษาแล้วการเรียนเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต แต่ก็ตั้งคำถามว่าระบบการศึกษานั้นจำเป็นที่จะต้องบีบรัดขนาดทำให้กลายเป็นว่าไม่มีสิทธิมาทำกิจกรรมเลยหรือ เพราะในส่วนคนทำงานก็เคยมีตัวอย่างที่โทรมาให้กำลังใจ บอกว่าอยากเข้าร่วมเพราะที่ผ่านมาสมัยเรียนไม่เคยมีเวลาทำกิจกรรม แต่เขาก็ไม่มีเวลาเข้าร่วมทำกิจกรรม แล้วสุดท้ายก็ไม่มีเวลาทำอะไร
กอล์ฟ เล่าด้วยว่าที่ผ่านมา ในส่วนของกลุ่มประกายไฟได้มีการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวของกับปัญหาสังคม อีกทั้งยังมีในส่วนกิจกรรมการละครเวทีเพื่อการสื่อสารข้อมูล ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการทำละครสะท้อนสังคมการเมือง 2 เรื่อง คือ หนูน้อยหมวกแดง และกินรีสีแดง ซึ่งขณะนี้กลุ่มประกายไฟยังเปิดรับนักแสดง คุณสมบัติที่ต้องการคือ รักประชาธิปไตยไม่เห็นด้วยกันการเข่นฆ่าประชาชน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทางด้านการแสดง (สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ใน face book ที่ Iskra Drama
สำหรับกิจกรรมต่อไป กอล์ฟ ให้ข้อมูลว่าในวันที่ 19 กันยานี้ ทางกลุ่มจะมีละครไปแสดงร่วมในกิจกรรม “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ นอกจากนั้นยังจะมีการทำค่ายเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการสลายการชุมนุม ในวันที่ 27 ต.ค.-2 พ.ย.นี้ในภาคอีสาน โดยที่คิดรูปแบบไว้จะเป็นการเดินทางไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ และจะมีการไปแสดงละครเวทีที่บริเวณศาลากลาง จ.ขอนแก่นด้วย
ส่วนกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เธอเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ง่ายต่อการเข้าร่วม ง่ายในการใส่เสื้อแดงร่วมกิจกรรม แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่พอ ดังนั้นจึงต้องสร้างกิจกรรมของเราเองขึ้นมาเพื่อหนุนเสริมให้มันแข็งแรงขึ้น

ประมวลภาพ: กิจกรรม “วันอาทิตย์สีแดง” 18 ก.ค.53

Mon, 2010-07-19 01:20

วันอาทิตย์ที่ 18 ก.ค.53 ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ได้มีการนัดหมาย รวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงและกลุ่มนักกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 2 เดือน เหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 กิจกรรม “วันอาทิตย์สีแดง” และปฏิบัติการทางสังคม ในการแสดงศิลปะสด “แถวนี้มีคนตาย” จึงถูกจัดขึ้น เพื่อเตือนสังคมไม่ให้ลืมการตายของคนกว่า 90 ชีวิตไป เพราะที่นี่มีคนตาย และพวกเขาตายทั่งๆ ที่มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยตามความคิด ความเชื่อของพวกเขา และพวกเขาตายด้วยคมอาวุธจากการใช้การสังการของผู้มีอำนาจในสังคม

16.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประจำการบริเวณ “ป้ายราชประสงค์” เพื่อ “ปกป้อง” ไม่ให้มีการนำผ้าแดงไปผูกที่ป้ายราชประสงค์ นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบประจำการอยู่โดยรอบ ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็กระจายตัวกันอยู่ตามจุดต่างๆ โดยมีคนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ยืนรวมตัวกันอยู่ตรงหัวมุมถนนฝั่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และได้มีการนำผ้าแดงไปผูกตามป้ายอื่นในบริเวณนั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ได้รับคำสั่งให้มาประจำการอยู่บริเวณป้ายราชประสงค์ ตั้งแต่เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น.โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมดมาจากทั้ง 9 สน.จำนวน 150 นาย

ส่วนที่บริเวณหน้าวัดปทุมวนาราม เวลาประมาณ 16.30 น.เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ศูนย์อำนวยการเยียวยาสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอย.) BAN the Hollywood CLUB และกลุ่มเพื่อนสุรียะ ร่วมกันจัดกิจกรรม “ศิลปะการแสดงสด แถวนี้มีคนตาย” เพื่อรณรงค์ให้มีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันจะนำไปสู่การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ สามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างสงบได้โดยเสรี และยุติบทบาทของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการปองดองประเทศไทยทุกชุดชั่วคราว เพื่อให้การตรวจสอบและค้นหาความจริงจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมมีความเป็นอิสระ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จากนั้น กลุ่มอาสาสมัครนักแสดงซึ่งแต่งตัวเลียนแบบคนตายในกิจกรรม “ศิลปะการแสดงสด แถวนี้มีคนตาย” ครั้งแรกนี้ ได้เดินเท้าจากบริเวณ sky walk หน้าวัดปทุมวนาราม ไปเข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณแยกราชประสงค์ สร้างเสียงฮือฮาให้กับผู้คนที่มารวมตัวกันได้เป็นอย่างดี

เวลาประมาณ 17.20 น.นายสมบัติ บุญงามอนงค์หรือ บก.ลายจุดได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมที่บริเวณแยกราชประสงค์ โดยได้เข้าไปเจรจาขอผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาการอยู่บริเวณนั้นก่อนจะมีการอนุญาตให้ผูกผ้าสีแดงที่รั้วกันบาทวิถี หน้าป้ายราชประสงค์ ทั้งนี้การมาของนายสมบัติได้รับความสนใจจากนักข่าวจำนวนมาก เนื่องจากนายสมบัติได้เคยถูกควบคุมตัวในขณะที่ได้มาทำการผูกผ้าแดงที่ป้ายราชประสงค์เพื่อเตรียมการจัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.53 และได้ถูกนำตัวไปควบคุมที่กองบังคับการ ตชด.ภาค 1 ที่คลอง 5 ปทุมธานี จากความผิดฐานผ่านฟืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นานถึง 2 สัปดาห์ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา

“การจับผมไม่ต้องเตรียม นี่ไม่ใช่ภาระผม การจับตอนนี้คนที่เป็นภาระคือคนจับ นี่เป็นภาระเขาไม่ใช่ภาระผม ผมใช้ชีวิตปกติ คือผมไม่มีปัญหา ผมไม่ต้องหลบแล้ว ผมใช้ชีวิตแบบนี้แหละ เส้นทางตรงๆ แบบนี้ คุณจะเจอผมทุกวันอาทิตย์ ถ้าอยากจะจับผม ถ้าจะกรุณา ก็ควรจะจับผมในวันอาทิตย์ ผมจะดีใจมาก และเมื่อถูกจับแล้วจะทำอะไรต่อก็ไม่ใช่หน้าที่ผมอีก คือผมว่าผมก็ได้ทำหน้าที่แล้ว” คำให้สัมภาษณ์ของนายสมบัติกับประชาไทภายหลักการถูกปล่อยตัว

ทั้งนี้ขณะที่นายสมบัติทำการผูกผ้าแดงกลุ่มประชาชนที่มารวมตัวกันอยู่โดยรอบได้พากันส่งเสียงตะโกน “ที่นี่มีคนตาย” หลังจากนั้นได้ร่วมกันผูกผ้าสีแดงบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง เขียนข้อความไว้อาลัยลงบนสังกะสีซึ่งใช้กันพื้นที่ก่อสร้างเซ็นทรัลเวิลด์ ซึงก่อนหน้านี้เคยเป็นที่ตั้งของบอร์ดเขียนข้อความรำลึกถึงอาคารเซ็นทรัลเวิลด์ที่ถูกเผาทำลายในช่วงเวลาที่มีการสลายการชุมนุม ต่อด้วยการร่วมกันจุดเทียนสีแดงเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินทางกลับอย่างสงบ

หญิงอายุราว 60 ปี ซึ่งมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เล่าว่า ในวันนี้มาร่วมกิจกรรมเพียงคนเดียวเนื่องจากทราบข่าวทางเฟซบุ๊คโดยลูกชายเป็นผู้บอกข้อมูล เพราะต้องการมาร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้เธอเล่าด้วยว่าเธอและครอบครัวอยู่ที่ราชประสงค์ในวันที่มีการสลายการชุมนุม แม้เธอจะโชคดีทีครอบครัวไม่มีใครได้รับอันตรายจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เธอรู้สึกเสียใจและจะไม่มีวันลืม

“ป้ามารำลึกถึงคนที่ตายที่นี่ ให้รู้ว่าเราไม่เคยลืมเขา ถึงแม้เราจะไม่ได้เป็นญาติกัน แต่เราก็ร่วมต่อสู้ด้วยกันมา คนเสื้อแดงเราไม่เคยทิ้งกัน” หญิงเสื้อแดงบอกเล่าความรู้สึก

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมถูกควบคุมตัวหนึ่งราย ทราบชื่อว่านายนที สรวารี นักกิจกรรมจากสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน (องค์กรสาธารณประโยชน์) โดยเมื่อเวลาประมาณ 16.30 น.นายนทีซึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบจำนวน 4-5 นายเข้าควบคุมตัวที่บริเวณแยกราชประสงค์ หน้าห้างเกสรพลาซ่า หลังจากที่ได้พยายามตะโกนตอบโต้เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายเรื่องการชุมนุมที่ขัดต่อการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ผู้ที่จะมาทำกิจกรรมที่แยกราชประสงค์อยู่ในความสงบ โดยอธิบายว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมเนื่องจากพบว่ามีการนัดแนะรวมตัวกันผ่านทางเฟซบุ๊คและการชุมนุมในระหว่างที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย มีโทษถึงจำคุก

“อย่าปิดปากเรา ขอเราพูดบ้าง ขอเราแสดงออกด้วย” นายนทีตะโกนขึ้นมา ขณะที่เจ้าหน้าที่พูดอธิบายถึงกฎหมายความมั่นคง

“ผมได้เห็นที่นี้ถูกเผา ละคนถูกยิงด้วย อยากจะปรองดองอยากจะฟังเสียงเรา ก็ให้เราพูด ให้เราแสดงออกด้วยอย่าปิดปากเรา”

ทั้งนี้ระหว่างการเข้าควบคุมตัวนายนทีกลุ่มคนที่อยู่บริเวณนั้นต่างตะโกนช่วยด้วยมีคนถูกจับกุม ส่วนนายนทีได้ร้องตะโกนบอกว่า “ผมมาคนเดียว ไม่ได้ทำผิดตามมาตราไหน ไม่ได้มา 5 คน ไม่ได้มา 6 คน ผมมาคนเดียว กระทำเกินกว่าเหตุ นี่คือการกระทำเกินกว่าเหตุ”

“ผมนายนที  สรวารี ผมทำงานที่สนามหลวง ช่วยคนเร่ร่อนอยู่ ผมคนจริง ทำอย่างนี้กับผม เกินกว่าเหตุ เกินกว่าเหตุ ผมไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุ ตำรวจเริ่มต้นยั่วยุก่อนโดยใช้เครื่องขยายเสียง”

“วันอาทิตย์สีแดง วันอาทิตย์สีแดง” นายนทีตะโกน

สอบถามกรณีมีการจับตัวนานที พ.ต.ท.ภิรมย์ จันทราภิรมย์ รอง ผกก.สส.สน.ลุมพินี ให้ข้อมูลว่ามีการจับตัวผู้มาร่วมชุมนุมหนึ่งคนจริง แต่เป็นไปเพื่อให้สงบสติอารมณ์ เพราะเกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น และได้มีการนำตัวไปบันทึกปากคำที่ สน.ลุมพินี โดยจะมีการปล่อยตัวอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุถึงวันเวลาที่จะทำการปล่อยตัว

หลังจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น.นายนที ถูกปล่อยตัวจาก สน.ลุมพินี หลังได้มีการสอบปากคำและลงบันทึกประจำวันโดยแจ้งข้อหาส่งเสียงดังก่อให้เกิดความรำคาญ เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 100 บาท เนื่องจากได้ทำการการตะโกนตอบโต้กับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เก็บตกภาพ “ที่นีมีคนตาย” การแสดงละครเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต จากเฟชบุ๊ค

This slideshow requires JavaScript.

สมบัติ บุญงามอนงค์: ศอฉ. รุ่นสอง 14 วัน ในค่าย ตชด.

Tue, 2010-07-13 00:11

Via @สมบัติ บุญงามอนงค์

“ไม่มีอะไรสูญเปล่า ทุกประสบการณ์เป็นการเรียนรู้” นี่คือสิ่งที่ผมสรุปได้จากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ณ อาคารหลังเก่าภายในค่าย ตชด.ถูกล้อมด้วยลวดหนามพิเศษที่หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด มันเป็นลวดหลามชนิดหีบเพลงซึ่งใช้กันเฉพาะราชการทหารและตำรวจ และลวดหนามนั้นคือสุดขอบอธิปไตยของผมในการอาศัยอยู่

ภายในอาคารปูนสองชั้น ข้างบนที่เรือนนอนเป็นหมู่ ส่วนด้านล่างเป็นลานสำหรับนั่งเล่นและห้องน้ำแบบอาบน้ำไม่มีประตูปิด แน่นอนว่าผมแก้ผ้าอาบน้ำในที่กึ่งเปิดกึ่งปิด แต่เป็นที่รู้กันว่าหากมีเสียงน้ำก็จะไม่มีใครโผล่หน้าเข้ามาในห้องน้ำ เข้าใจว่าเพราะมันจะอุจาด ขันที่ใช้อาบเอามาจากในห้องส้วม ตัวขันเป็นรอยแตก แหม… มันช่างได้อารมณ์เสียจริง

เรื่องที่ท้าทายที่สุดที่นี่คือยุงป่าที่อุดมเสียเหลือเกิน และไม่ว่าจะทายากันยุง ยืนเป่าพัดลม โดยเฉพาะตอนอาบน้ำ มันชอบมากัดจนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นตุ่มแดงๆ จึงเต็มตัวผมไปหมด แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่า ยุงพวกนี้ไม่มีเชื้อไข้เลือดออก

อาหารการกินที่นี่มีครบ เขาเตรียมอาหารกล่องให้สามมื้อครบจำนวนคน ด้วยงบของ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ซึ่งที่นี่ปฏิบัติงานรับมือมาแล้วสี่เดือน แต่เงินยังไม่ตกลงมาถึงผู้ปฏิบัติงาน คนทำอาหารชื่อป้าแดง เป็นภรรยาของตำรวจ ตชด.ในค่าย แกเป็นคนน่ารักและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่างบประมาณค่าอาหารครั้งแรกคือมื้อละ 15 บาท ซึ่งต่อมาคนทำเจ๊งไปแล้ว แถมยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว หลังจากนั้นผู้ใหญ่ในค่ายได้เพิ่มค่าหารเป็นมื้อละ 35 บาทเพื่อให้สมจริง เอาเป็นว่าโดยสรุปเรื่องอาหารไม่ใช่ปัญหาเพราะกินกันจนเหลือ เพราะเมื่อญาติหรือเพื่อนเยี่ยมก็จะมีของกินมาสมทบ เลยได้โอกาสแบ่งปันให้กับเจ้าหน้าที่ ตชด.ที่มาเฝ้ายามดูแลพวกเรา

ตชด.ต่างกับตำรวจโดยทั่วไป และยิ่งต่างจากทหารอย่างเห็นได้ชัด เพราะวัฒนธรรมของ ตชด.ทำงานคล้ายๆ NGOs คือ ทำงานด้านชุมชนสัมพันธ์ ดังนั้น มุมมองของพวกเขามีความเข้าอกเข้าใจ และไม่วางตัวมาเบ่งใครทั้งนั้น เรียกว่าเจ้าหน้าที่อัธยาศัยเอาไปเต็ม 100 คะแนน ต่างแวะเวียนมาพูดุคุยกับพวกเราที่ถูกควบคุมตัว เพราะไม่ให้เราเครียด และบางส่วนก็อยากมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพวกเรา

ตั้งแต่ผมอยู่มาวันแรกจนถึงวันสุดท้าย มีคนถูกควบคุมตัวทั้งหมด 5 คน (รวมผมด้วย) ได้แก่

คุณพีระ พริ้งกลาง อดีต นักมวยแชมป์เวทีราชดำเนิน ฉายา พยัคฆ์น้อย ส.ธนิกุล คนนี้ประวัติเยอะ เอาเป็นว่าผลงานในอดีต เคยเป็นแกนนำในการปกป้องคลื่นวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจากการเรียกคืนรายการของทางทหาร และยังเป็นคนที่จัดระเบียบที่จอดรถเท็กซี่ในสถานีขนส่งหมอชิด สู้กับมาเฟียรถผี ต่อมาเป็น ส.ข.ไทยรักไทย ตอนนี้เป็นหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนแถวสำโรง

ลุงบัง หรือ ผู้กองบัง คนเดินตามเสธแดง เป็นฝ่ายระวังหลังให้เสธแดง คนนี้คือลูกน้องของเสธแดงที่ได้คุยกับเสธฯ เพราะก่อนเกิดเหตุยิงเสธแดงเพียงห้านาที ลุงบังได้เดินไปบอกเสธแดงให้เดินเข้ามาในแนวป้องกัน “นายครับ เข้าด้านในครับที่นี่ไม่ปลอดภัย” แต่เสธแดงด่าแกว่า “ไอ้บังมึงมีหน้าที่อะไร” สุดท้ายเสธแดงก็โดนยิง ผมเก็บเรื่องราวแปลกๆ ที่ลุงบังเล่าให้ฟังหลายเรื่อง ไว้มีโอกาสจะทยอยเอามาเล่าให้ฟัง

คุณวินัย กรรมการวิทยุชุมชนแถวลำลูกกา และ คนสุดท้ายคือ ต๋อง บุรีรัมย์ หรือตลกค่ายเชิญยิ้มที่เข้ามาก่อนผมออกเพียงคืนเดียว

ทีนี่ไม่ซีเรียสเรื่องเวลากินเวลานอน มีทีวีให้ดูข่าวและฟุตบอล ขาดเหลืออะไรขอความช่วยเหลือให้เจ้าหน้าที่ไปซื้อของมาได้ โดยพวกเขายินดีที่จะช่วยเหลืออย่างไม่มีอิดออด

ทุกวันจะมีตำรวจซึ่งทาง ศอฉ.เป็นคนแต่งตั้ง ชุดนี้เห็นเขาเล่าว่ามีประมาณยี่สิบกว่าคน ผลัดกันมาสอบทุกวัน ไม่ว่าคุณจะอยู่เพียง 7 วันหรือ 30 วัน เขาก็จะมาคุยด้วยทุกวัน โดยภาพรวมแล้วทีมนี้พูดจาดี มีท่าทีรับฟัง (คัดมาอย่างดี) แต่อาจมีบางคนอาจแข็งหน่อย แต่ไม่ได้ข่มขู่แต่ประการใด

การพิจารณาปล่อยตัวจะเกิดขึ้นทุก 7 วัน ช่วงหลังผู้ที่ถูกนำตัวมาควบคุมศาลจะอนุญาตให้ควบคุมเพียง 7 วัน จาก 30 วัน ส่วนผมได้รับเกียรติให้อยู่ 14 วัน

ผมขอบคุณมิตรสหายที่เคลื่อนไหวภายนอกและให้กำลังใจ และทีมงานทนายของกลุ่มทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นี่เป็นครั้งแรกที่ชีวิตส่วนตัวได้ใช้บริการจาก NGOs พวกเขาทำให้ผมรู้สึกมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ในแวดวง NGOs ที่ผมใช้ชีวิตมายี่สิบกว่าปี…

หมายเหตุ: งานเขียนกึ่งบันทึกชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คส่วนตัวของ “สมบัติ บุญงามอนงค์”  หรือ บก.ลายจุด เมื่อวันที่ 9 ก.ค.53 หลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน คลอง 5 จังหวัดปทุมธานี นับตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.53 เป็นเวลา 14 วัน ประชาไทเล็งเห็นแง่มุมบอกเล่าอันน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ก.ค.53  ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับคำร้องให้ขยายเวลาควบคุมตัวนายสมบัติ ขณะที่ศาลแขวงพระนครเหนืออนุญาตให้ประกันตัวในวงเงินประกัน 3 หมื่นบาท และกำหนดนัดวันพร้อมหรือชี้สองสถาน ในวันที่ 9 ส.ค.53 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

ข่าวสดออนไลน์: บก.ลายจุดผูกผ้าแดงอีกครั้งที่”ราชประสงค์”

เน้นย้ำที่นี่ มีคนตาย ไม่หวั่นรัฐ ส่งตร.คุม!


ผูกผ้าแดง- นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ซึ่งเพิ่งออกจากเรือนจำ นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายสี่เเยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. เพื่อไว้อาลัยให้ประชาชน 90 ศพที่ถูกสังหารในเหตุการณ์สลายม็อบแดง

“บ.ก.ลายจุด”สมบัติ บุญงามอนงค์ เอ็นจีโอประชาธิปไตย ไม่หวั่นโดนศอฉ.ล็อกตัวซ้ำรอย บุกนำผ้าแดงผูกป้ายแยกราชประสงค์รำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์รัฐส่งทหารติดอาวุธสงครามสลายเสื้อแดง คนแห่ร่วมคึกคักชูป้าย “ที่นี่มีคนตาย” เผยตั้งใจแสดงออกทางการเมืองตามแนวทางสันติวิธีต่อไปทุกวันอาทิตย์ ด้าน “มาร์ค” แจงไม่เคยมีคำสั่งขังลืม แต่อ้างว่า พ.ร.ก.ยังจำเป็นต้องคงไว้เพื่อบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมผลักดันกฎหมายยกเว้นโทษผู้คืนอาวุธ ขณะที่พรรคเพื่อไทยจี้รัฐบาลแสดงความบริสุทธิ์ใจเปิดค่ายทหาร “เมืองกาญจน์” ซึ่งต้องสงสัยใช้เป็นสถานที่คุมขังคนเสื้อแดง

“มาร์ค”แจงไม่มีการ”ขังลืม”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงการประกาศยกเลิกพ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงว่า เมื่อ 7 ก.ค.ที่ผ่านมาครบกำหนด 90 วันการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ต่ออายุการประกาศใช้ทุกพื้นที่ แต่ ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าในพื้นที่ที่สถานการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติแล้วควรเร่งคืนความเป็นปกติให้ จึงยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ใน 5 จังหวัด ยืนยันว่าเราจะไม่ใช้กฎหมายนี้นานเกินไป เพราะมีเสียงเรียกร้องจากหลายกลุ่มขอให้ยกเลิก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เห็นว่าถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วน แต่เราพยายามจำกัดสิทธิ์ให้น้อยที่สุด และข้อกำหนดก็ยืดหยุ่นพอสมควร ประชาชนใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ที่จำเป็นต้องคงอำนาจพิเศษนี้ไว้เพื่อให้รัฐบาลบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และหากพื้นที่ใดมีการเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงจะได้ป้องกันทัน

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ตนติดตามข่าวสารว่ามีการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอชี้แจงว่าบางครั้งมีความสับสนว่าพ.ร.ก.จะขังใครก็ได้ หรือถึง ขนาดขังลืม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ การควบคุมตัวใครต้องมีหมายศาล และมีช่วงเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดต้องขอให้ศาลวินิจฉัยหากต้องการขยายเวลา อย่างไรก็ตาม ได้กำชับเจ้าหน้าที่หากมีการร้องเรียนเรื่องละเมิดสิทธิ์ขอให้ตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และการดำเนินการกับใครขอให้เปิดเผยทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยข่าวว่ามีคนไปถูกจับกุมทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง

ดันออกกม.เว้นโทษคืนอาวุธ

“ได้ไปทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนต่างประเทศเพื่อให้ทราบว่าบางอย่างไม่ใช่การกระทำตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เป็นไปตามกฎหมายปกติ อย่างเรื่องการดำเนินคดีกับแกนนำก็เป็นไปตามกฎหมายปกติ และเรื่องการยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นเราประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากเหตุการณ์ปกติก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 90 วันตามระยะ เวลา เพราะแม้ไม่ครบ 90 วันก็ยกเลิกการใช้ได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ครม.ยังพิจารณาถึงปัญหาอาวุธสงครามที่ตลอดเวลาก่อนการชุมนุมและหลังการชุมนุมมีการใช้อาวุธสงครามก่อเหตุรุนแรง จึงเห็นว่าควรออกกฎหมายเฉพาะกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามผิดกฎหมายเอามาคืนแก่รัฐภายใน 60 วันนับจากการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ตอนนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาร่างกฎหมายนี้อยู่ เพื่อผลักดันเข้าสู่สภาได้ในการเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนส.ค. 2553 ตนขอความร่วมมือจากส.ส. และส.ว. ให้ออกกฎหมายนี้โดยเร็ว แต่กรณีนี้ไม่รวมถึงผู้ใช้อาวุธสงครามไปก่อความไม่สงบ ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พท.บี้รบ.เปิดค่ายทหารขังแดง


ย้ำเตือน- กลุ่มนักเคลื่อนไหว ทางการเมืองร่วมชุม นุมที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. โดยสวมเสื้อแดงนอนบนถนน พร้อมข้อ ความ “ที่นี่มีคนตาย” ย้ำเตือนเหตุการณ์ความรุนแรง

เวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ระบุในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ อ้างว่าไม่มีการขัง 11 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่ จ.กาญจนบุรี ว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์สั่งให้ทหารเปิดค่ายที่คาดว่าจะใช้ขังคนเสื้อแดงเพื่อความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการกักขังคนเสื้อแดงอยู่จริง เพราะการออกมาปฏิเสธคงไม่เพียงพอ ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เพราะมีชาวบ้านที่ถูกขังมาร้องเรียนต่อพล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งวันที่ 13 ก.ค. เวลา 15.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เรียกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงไปชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ขังเสื้อแดงที่กาญจนบุรี ตนขอท้าถ้านายสุเทพบริสุทธิ์ใจต้องแสดงสปิริตนักการเมืองไปชี้แจงด้วย ถ้าไม่ไปสัปดาห์หน้าตนจะยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เมื่อเย็นวันที่ 9 ก.ค. ตำรวจนำคำสั่งเรียกบุคคลเลขที่ 331/ 2553 ของศอฉ. มีคำสั่งให้ตนไปรายงานตัวในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมกองทัพบก โดยมีนายสุเทพ ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นผู้ลงนาม การที่ ศอฉ.เรียกตนไปชี้แจงถือเป็นการปิดปาก ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดเรื่องแผนตากสิน 2 และการซ่องสุมกำลัง 3 แห่ง เพราะจากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าไม่มีการซ่องสุมกองกำลังตามที่นายเทพไทอ้าง แต่นายเทพไทไม่ได้ถูกดำเนินการใดๆ ทั้งจากนายกฯ นายสุเทพ และศอฉ. ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมหากให้ตนไปชี้แจงก็ต้องเรียกนายเทพไทไปด้วย

“ผมตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ไม่มีการเรียกตัวนายเทพไท แสดงว่ามีสัญญาณไฟเขียวจากนายกฯ ที่ให้ปูดข่าวแฉรายวัน ตรงนี้เป็นการเล่นคนละบท เพื่อหวังต่อพ.ร.ก. ฉุกเฉินใช่หรือไม่” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

“เทพไท”อ้างปูดฝึกอาวุธแค่ข้อมูลดิบ

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์จากประเทศเกาหลี ถึงกรณีได้รับข้อมูลจากประชาชนเกี่ยวกับการซ่องสุมของชายชุดดำ และมีการฝึกอาวุธของคนกลุ่มหนึ่งและนำข้อมูลดังกล่าวส่งให้ ศอฉ.ตรวจสอบ ว่า เรื่องนี้มีขบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสร้างกระแสว่าตนเป็นผู้ปูดข้อมูลเท็จออกมา ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลดิบที่ต้องยื่นให้กับ ศอฉ.ตรวจสอบอีกครั้ง โดยตนไม่ได้ยืนยันว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร เพราะไม่มีอำนาจตรวจสอบ ฉะนั้นการที่นายพร้อมพงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามว่าทำไมไม่เรียกตนไปชี้แจงเหมือนกรณีนายพร้อมพงศ์ปูดเรื่องคนเสื้อแดงถูกขังคุกที่ค่ายทหาร จ.กาญจนบุรี แล้วถูก ศอฉ.เรียกไปชี้แจงนั้น ตนเห็นว่าเรื่องนี้มีความแตกต่างกัน ต้องดูเจตนาว่าเป็นอย่างไร

นายเทพไทกล่าวว่า เรื่องที่ตนออกมาพูดเพราะต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับร้องเรียนเข้ามา ส่วนเรื่องนายพร้อมพงศ์เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายรัฐบาลและศอฉ. มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ การที่ ศอฉ.มีหมายเรียกนายพร้อมพงศ์ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเห็นว่ามีความถูกต้องแล้ว สำหรับตนไม่จำเป็นต้องเรียกเพราะได้ทำจดหมายอย่างเป็นทางการให้ ศอฉ.ตรวจสอบไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายเทพไทให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. เคยประกาศว่าสัปดาห์หน้าจะยื่นเรื่องให้ กกต.เอาผิดกับนายเทพไทในเรื่องนี้ว่า ไม่ทราบว่านายจตุพรใช้กฎหมายข้อไหนดำเนินการ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าต้องการยื่นให้ตรวจสอบก็เป็นเรื่องดีจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่างน้อยจะได้พิสูจน์ให้กลุ่มคนบางกลุ่มได้รับรู้ความเป็นมาโดยไม่ต้องนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวกดดัน หรือดิสเครดิตตนต่อไป


แฉฆ่า6ศพ- นายวสันต์ สายรัศมี กู้ภัยเล่าถึงเหตุการณ์ฆ่า 6 ศพในวัดปทุมฯ ระหว่างร่วมเสวนาเครือข่ายพิทักษ์พระพุทธศาสนาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังนำบอร์ดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์มาจัดแสดงด้วย มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานนับพันคน เมื่อวันที่ 11 ก.ค.

คณิตนำ”คอป.”เปิดประชุม

เวลา 10.00 น. ที่ห้องริมสวน ชั้น 12 โรงแรมเมอร์เคียวฟอร์จูน ถ.รัชดาภิเษก นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นัดประชุมคณะกรรมการ คอป. เพื่อร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดอำนาจหน้าที่และขั้นตอนการปฏิบัติงานของ คอป. รวมทั้งสรรหากรรมการ คอป. คนใหม่แทนนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ขอถอนตัว

นายคณิต แถลงภายหลังการประชุมร่วม 3 ชั่วโมง ว่า การประชุมวันนี้ไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสร็จ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า คอป.จะปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ ภารกิจแรกที่จะเริ่มทันที คือ การตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จากพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งบุคคล เอกสาร และวัตถุพยานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประ เทศ เพื่อหาความจริงในมุมมองของ คอป.ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คาดภายใน 4-6 เดือนจะมีรายงานฉบับแรกเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นต่อสาธารณชนได้ นายคณิต กล่าวว่า ส่วนการสรรหากรรมการ คอป. คนใหม่มาแทนนายไพโรจน์ ขณะนี้กำลังทาบทามอยู่ อีกไม่นานคงทราบกัน อย่างไรก็ตาม แม้นายไพโรจน์จะไม่สะดวกใจที่มีชื่ออยู่ใน คอป. แต่ก็ยังให้ช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของ คอป.ต่อไป

ดึง”ต่างชาติ”ร่วมสอบสวน

นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบงานตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบเม.ย.-พ.ค.2553 กล่าวว่า คอป.จะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และแสวงหาเพิ่มเติมข้อเท็จจริงบางส่วนที่ขาดหายหรือไม่ตรงกัน ในการทำงานจะตั้งทีมงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ผู้มีประสบการณ์และชำนาญในด้านที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมวิเคราะห์พยานหลักฐานและแสวงหาความจริงเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองฝ่ายและสื่อมวลชนมาร่วมให้ข้อมูล โดยรายงานฉบับแรกของ คอป. จะไม่มีการระบุว่าใครถูกใครผิดแบบการสอบสวนของตำรวจ แต่จะบอกว่าความจริงคืออะไร และมีส่วนเกี่ยวโยงให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร

นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการ คอป. กล่าวว่า เมื่อ คอป. มีสำนักงานของตนเองอย่างเป็นทางการแล้ว จะเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินการของ คอป. ให้สาธารณชนทราบเป็นระยะๆ ที่สำคัญอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนงที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ส่งข้อมูลหรือบอกเล่าข้อเท็จจริงที่พบเห็นในเหตุการณ์ให้กับ คอป. เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง การให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ให้ข้อมูล เพื่อความปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเรียกตัวไปเป็นพยานในชั้นศาล

“บก.ลายจุด”ผูกผ้าแดงราชประสงค์

เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและเอ็นจีโอประชาธิปไตย เดินทางมายังสี่แเยกราชประสงค์ กทม. เพื่อนำผ้าเเดงมาผูกตรงเสาของป้ายสี่เเยกราชประสงค์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลใช้กำลังทหารสลายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. มีกลุ่มประชาชนมาร่วมสนับสนุนกว่า 50 คน ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องเเละชูป้ายข้อความ “ที่นี่มีคนตาย”

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับนายสมบัติครั้งนี้ส่วนใหญ่ทราบข่าวผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กของนายสมบัติ ซึ่งโพสต์ข้อความเอาไว้ว่าวันนี้จะนำผ้าเเดงมาผูกที่เสาสี่เเยกราชประสงค์อีกครั้งภายหลังจากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปขังยังค่ายตชด. คลอง 5 จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และศาลเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 9 ก.ค. จึงมาให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก จากนั้นนายสมบัตินำผ้าเเดงผืนใหญ่ที่เตรียมมาผูกล้อมไปที่เสาทั้ง 2 ต้นของป้ายสี่เเยกราชประสงค์ พร้อมยืนโชว์ให้ช่างภาพสื่อมวลชนเก็บภาพ เรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากกับกลุ่มที่มาให้กำลังใจ รวมถึงประชาชนที่สัญจรไปมาพากันเข้ามามุงดูว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

นายสมบัติกล่าวว่า วันนี้มาเพื่อเเสดงออกตามแนวทางสันติ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเเละสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รูปเเบบการเเสดงออกเช่นนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมจะต้องเปิดให้มีช่องทางในการเเสดงออก เเละยังมีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของผู้เสียชีวิตเเละผู้บาดเจ็บจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรม เเละเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเเสดงสปิริตต่อการกระทำของตัวเอง

ตร. 30 นายเฝ้าสังเกตการณ์

ต่อข้อถามว่าหลังออกมาจากค่าย ตชด.เเล้วเป็นอย่างไรบ้าง นายสมบัติกล่าวว่า ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่าย ตชด.ภาค 1 ปทุมธานี เป็นเวลา 14 วันในอาคารหลังหนึ่งมีรั้วลวดหนามมาควบคุมพื้นที่ไว้ ซึ่งเป็นการจำกัดพื้นที่เท่านั้น เเต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ต้องหาเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย โดยเป็นวิธีการหนึ่งที่รัฐใช้กฎหมายเข้าควบคุมคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง อยากเรียนว่าตนไม่ใช่พวกฮาร์ดคอร์เเละอยู่บนดิน ทุกครั้งจะทำอะไรเเจ้งให้ทราบตลอด รัฐบาลไม่ควรจะดำเนินการใช้กฎหมายที่ไม่ชอบธรรมกับประชาชนที่มีเเนวทางสันติวิธีเพราะว่ารัฐบาลได้พบก่อนหน้านี้เเล้วว่าสามารถเเยกเเยะได้ระหว่างกลุ่มที่เรียกว่าผู้ก่อการร้าย

“ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เเละถ้าจะจับผมก็ไม่กลัว เราจะรับอาสาสมัครมาทำกิจกรรมเเบบนี้ขึ้นให้ทางรัฐบาลควบคุมตัวไปเรื่อยๆ จนสถานที่กักกันเต็ม จากนี้อยากจะเริ่มโครงการวันอาทิตย์สีเเดง ทุกวันอาทิตย์จะมีกิจกรรมเเบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ ผมมาคนเดียวเเต่ว่าพอเพื่อนรู้ก็มากันเอง เราอยากเสนอว่าทุกวันอาทิตย์ควรมีกิจกรรมที่เป็นการเเสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เเละผมก็ยังไม่รู้ว่าคราวหน้าจะทำอะไร ขอกลับไปคิดดูก่อน ที่นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ เเละจะขอให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้กับป้ายเเห่งนี้เพื่อช่วยกันเป็นสักขีพยานย้ำเตือนว่าเราจะต้องกลับมาเเละให้ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมไทยสักที อยากให้คนเสื้อเเดงนำผ้าเเดงมาผูกหรือจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสมบัติผูกผ้าเเดงเสร็จ พร้อมให้สัมภาษณ์นักข่าวเรียบร้อยก็ขอตัวกลับ โดยมีตำรวจ สน.ลุมพินี ร่วมสังเกตการณ์ 30 กว่านาย เเละไม่มีเหตุรุนเเรงใดๆ เกิดขึ้น ไม่มีการควบคุมตัวนายสมบัติเหมือนเมื่อ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมาตามหมายเรียกจากทางศอฉ. ฐานฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินกรณีจัดชุมนุมบริเวณใต้ทางด่วน ใกล้ปากซอยลาดพร้าว 71 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

หน้า 1

“บก.ลายจุด” ได้ประกันตัว ออกจากห้องขังแล้ว

Fri, 2010-07-09 18:39

อัยการยื่นฟ้อง บก.ลายจุด ทันที หลังศาลไม่อนุญาตให้ขยายเวลาขังต่อในผลัดสองตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หนูหริ่งเผย พ้นจากห้องขัง จะรีบเข้าเฟซบุ๊ค

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.53 เวลา 9.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับคำร้องให้ขยายเวลาควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ยื่นให้คุมขังต่อเป็นผลัดที่สอง

จากนั้นเวลาราว 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีวังทองหลาง จึงนำเรื่องแจ้งความต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในฐานความผิดร่วมกันฝ่าฝืนข้อห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อันมีลักษณะเป็นการขัดขืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อให้เป็นไปโดยสงบและไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยมีโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี และหรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท

ศาลแขวงพระนครเหนือ อนุญาตให้ประกันตัวนายสมบัติในวงเงินประกัน 3 หมื่นบาท และกำหนดนัดวันพร้อมหรือชี้สองสถาน ในวันที่ 9 ส.ค. 53 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสมบัติเดินออกจากที่คุมขังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขากล่าวว่าอยากรีบกลับไปออนไลน์เฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่คนทั่วไปสามารถใช้แสดงความคิดเห็นอย่างมีความรับผิดชอบ ในครั้งนี้ มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์รอต้อนรับนายสมบัติประมาณ 30 คน โดยเครือข่าย Try Arm นำโดย จิตรา คชเดช ได้ตัดกางเกงในซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กางเกงในชายชิ้นแรก มามอบให้นายสมบัติจำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นกำลังใจในการสู้คดี

ทั้งนี้ หลังการปล่อยตัว นายสมบัติได้อัพเดตสถานะในเฟซบุ๊คส่วนตัว อาทิ

“Hello FB I am back”

“อิสรภาพที่แลกด้วยพันธนาการ งดงามกว่าอำนาจที่แลกด้วยชีวิตคน”

“เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า ผมจะทำอะไรเป็นอันดับแรกเมื่อได้รับการประกันตัว <== โกนหนวดครับ”

“ระหว่างที่ถูกจับกุมตามหมาย ศอฉ จะมีตำรวจ 2 ชุดมาคุย คือ ท้องที่ กับ ทีมตำรวจของ ศอฉ ซึ่งประกอบด้วยทีมงานประมาณ 20 คน เขาไม่เรียกว่าเป็นการสอบปากคำ แต่เป็นการพูดคุยกัน ซึ่งจริง ๆ ก็คือ การหาข้อมูลจากคนที่ถูกจับนั่นแหละ แต่ไม่เกี่ยวกับคดี แต่อาจเกี่ยวกับคดีคนอื่น”

“อิสรภาพมาพร้อมกับสิวหัวช้างที่จมูก แสบจริง ๆ ส่วนผมหงอกก็ลุกลามจนมีคนทักหลายคน เลยไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ในวัยไหนกันแน่ สับสน”