“รำลึก 5 เดือน 10 เมษา” ญาติถามหาผู้รับผิดชอบ

Sat, 2010-09-11 00:44

10 ก.ย.53 เวลา 17.00 น. ญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 10 เม.ย. เดินทางมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เพื่อรำลึกถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 50 คน

นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ สูญเสียบุตรชายคือ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในตอนค่ำของวันที่ 10 เม.ย.ที่แยกคอกวัว ให้สัมภาษณ์ว่า การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เพื่อรำลึกถึงลูกชาย โดยทุกๆ วันที่ 10 ความรู้สึกสูญเสียยังสะท้อนอยู่ในหัวอกของตนซึ่งเป็นแม่ นางสุวิมลกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรู้ว่าตนต้องการทราบว่าใครเป็นคนยิงลูกชายของตน และมั่นใจว่าทหารเป็นผู้ยิง

น.ส.ธัญกมล คำน้อย ซึ่งสูญเสียน้องชายคือ นายเกรียงไกร คำน้อย ให้สัมภาษณ์ว่า น้องชายของตนถูกยิงเข้าที่ท้องในช่วงกลางวันที่บริเวณสะพานมัฆวานและเสียชีวิต การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้จึงมาเพื่อตอกย้ำไม่ให้รัฐบาลลืมว่า รัฐบาลเป็นผู้สั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม และสั่งให้ทหารยิงประชาชน

นายสำราญ วางาม บิดาของนายสวาท วางาม ให้สัมภาษณ์ว่า ลูกชายของตนถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตในตอนค่ำของวันที่ 10 เม.ย. ในวันนี้จึงเดินทางมาเพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนที่เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย.และเพื่อรำลึกถึงลูกชายที่เสียไป นายสำราญกล่าวว่า ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียชีวิตและบรรดาญาติ

นางสุนันทา ปรีชาเวช สูญเสียน้องชายคือ นายทศชัย เมฆงามฟ้า ซึ่งถูกยิงที่ปอดทะลุหัวใจและเสียชีวิตบริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า ตนต้องการทราบว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้กับญาติผู้เสียชีวิตบ้าง เนื่องจากตนได้พยายามติดตามการดำเนินคดี แต่ไม่พบว่ามีความคืบหน้าแต่อย่างใด นางสุนันทากล่าวว่า ยังมีศพที่ยังไม่เผาและเป็นหลักฐานอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลหันมาสนใจ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือกล่าวคำขอโทษต่อการสูญเสียชีวิต 91 ศพ จึงอยากถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล

กิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 17.30 น. โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวกับผู้ร่วมกิจกรรมว่า การรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. เป็นกิจกรรมของผู้ที่มีความทรงจำและผูกพันกับเหตุการณ์ในวันนั้น และเพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกจดจำและบอกเล่าต่อโดยไม่ถูกหลงลืม นายสมบัติจึงขอให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ออกมาเล่าเรื่องราวทีละคน

หลังจากกิจกรรมเล่าเรื่องแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ร่วมกิจกรรมได้นำเทียนสีแดงและดอกกุหลาบแดงไปวางหน้าภาพถ่ายของผู้เสียชีวิต ในระหว่างนั้นมีการร้องเพลง “นักสู้ธุลีดิน” และกิจกรรมจบลงในเวลาประมาณ 19.00 น.

ใบตองแห้งออนไลน์ : อวสาน ‘การเมืองใหม่’ ทราบแล้วเปลี่ยน!

Tue, 2010-08-31 13:49

ใบตองแห้ง
31 ส.ค.53

กราบขออภัยพี่น้องเอ๊ย ใบตองแห้งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก.พรรค กมม.ดังที่ “เสี้ยมเขา” (ไม่ใช่เสี้ยมเรา) ไว้ เพราะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านต้องเหาะข้ามกรุงไปเกือบถึงแยกราชประสงค์ แล้ววันอาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัวที่มีภาระกับบุตรภรรยา ผมเลยกลายเป็นเสียงข้างมาก 61% ที่นอนหลับทับสิทธิ

โธ่ ก็ไม่คาดคิดนี่ครับว่า ไม่ได้ไปลงแค่คนเดียวจะแพ้ทั้งยวง หลังปิดหีบยังคุยอยู่หลัดๆ ว่ามีความหวังตั้ง 8 คน ที่ไหนได้ ตกค่ำผลออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันกางมุ้งว่า “จู๋น จู๋น” ทั้ง ส.ก.ส.ข.

ไม่เป็นไร ต้องเชื่อยะใสว่า “เรามาถูกทางแล้ว” มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่างน้อยคนเลือกพรรคการเมืองใหม่นับคะแนนรวมทุกเขตก็เหยียบแสน นี่ขนาดไม่ส่งทุกเขตนะ แสดงว่า พธม.ยังมีสาวกพอจะยึดทำเนียบยึดสนามบินได้สบายๆ อีกหลายรอบ

เพียงแต่นั่นคือการเมืองบนท้องถนน ไม่ใช่การเมืองในระบอบรัฐสภา

และถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ก็แปลว่า กมม.ได้แค่คะแนน “พี่น้องเอ๊ย” ที่เคยไปกินอาหารดี ดนตรีไพเราะ มาด้วยกันเท่านั้น คนกรุงคนชั้นกลางที่เกลียดทักษิณ ที่เชื่อว่าทักษิณจะ “ล้มเจ้า” ที่เชื่อว่าทักษิณ “ขายชาติ” ไอ้เหล่ขายปราสาทพระวิหาร ฯลฯ โดน ปชป.เอาไปแดกซ์หมด ทั้งที่ พธม.ปลุกมากับมือแท้ๆ

ผลการเลือกตั้ง “ชิมลาง” บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า “ลางร้าย” แค่ชิมก็ร้อนลวกปาก ของจริงส่งสมัคร ส.ส. หวังแค่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่รู้จะได้สัก 2-3 เก้าอี้ไหม แล้วยังงี้ ส.ส.ที่ฝากไว้กับ ปชป.ใครจะกล้าโดดกลับมาลงการเมืองใหม่

โธ่โธ่โธ่ ความฝันอันสูงสุดของผมที่อยากเห็นสนธิ ลิ้ม หรือยะใส ชิงเก้าอี้นายกฯ กับอภิสิทธิ์ เลยหายวับไปกับตา ชาตินี้คงไม่ได้เห็น “ลูลา” หรือ “ชาเวซ” ในเมืองไทยซะแล้ว

ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับมหาจำลองและพรรคพลังธรรม ที่ไล่ รสช.สำเร็จแล้วถูก ปชป.ชุบมือเปิบ โดนข้อหา “พาคนไปตาย” พรรคพลังธรรมรุ่งโรจน์อยู่แป๊บเดียว ก็กลายเป็นดาวดับ กระนั้นก็ยังดีกว่าพรรค กมม.ที่ยังไม่ทันทำคลอดก็แท้งเสียแล้ว

แต่ก็มีที่ต่างกันคือ ครั้งนั้น มหาจำลองกับสมาพันธ์ประชาธิปไตยไล่ รสช.คืนอำนาจให้ประชาชน กลับไปสู่การเลือกตั้ง แล้วก็แพ้ความเขี้ยวลากทางการเมืองของ ปชป.

ขณะที่ครั้งนี้ พธม.ไม่ได้ไล่ทักษิณเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลับประเคนให้อำมาตย์ เตะหมูเข้าปาก ปชป.หนำซ้ำยังปลุกความคิดสุดขั้วสุดโต่ง ปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเป็นเครื่องมือ “โหนเจ้าเล่าความเท็จ” สุดท้ายก็ถูก ปชป.ฉวยไปตีกิน ด้วยความเขี้ยวกว่า เนียนกว่า ถูกจริตคนกรุงคนชั้นกลางมากกว่า

ที่เคยคิดว่ามีประชาชนสนับสนุนเป็นล้าน ก็เลยเหลือแค่แสนกว่าคนในกรุงเทพฯ อย่าอ้างนะว่าคนมาใช้สิทธิน้อย แฟนพันธุ์แท้ กมม.ไม่นอนหลับทับสิทธิหรอก

พธม.ทำตัวเองให้เป็น “นั่งร้าน” หรือ “เบี้ยหน้ากระดาน” ตายแทนขุนนางอำมาตย์ และนักการเมืองน้ำเน่า ก็สมควรแล้วละครับ โดยเฉพาะพวกที่มาจากภาคประชาชน วันนี้ ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยกลับก็ไม่มีใครเอาแล้ว

นอกจากคนหนึ่งแสนใน กทม.ยังเหลือใครเชียร์ กมม.บ้าง สื่อ นักวิชาการ ก็ตีตัวออกห่าง ช่วยกันตีปี๊บ “ปรองดอง (จอมปลอม)” ให้อภิสิทธิ์ ถามหมอประเวศสิว่า ลงคะแนนให้ ปชป.หรือ กมม. (เถ้าแก่เปลวของผมไม่ต้องถาม แฟนพันธุ์แท้ไทยโพสต์โกรธหน้าเขียวหน้าดำที่ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย เอาเถ้าแก่เปลวไปขึงพืด ฮิฮิ)

อวสาน “การเมืองใหม่” ไม่ใช่แค่อวสานของพรรคการเมือง หากยังเป็นอวสานของอุดมการณ์เพ้อฝัน ที่ พธม.ปลุกใจกันว่าหลังจากไล่ทักษิณแล้วบ้านเมืองจะใสสะอาด ปราศจากคอรัปชัน แบบที่ตั้งเค้าโครงกันว่า ไม่เอานักการเมืองจากการเลือกตั้ง หรือเอาส่วนเดียว ส่วนใหญ่ให้มาจากการเลือกกันเองตามสาขาอาชีพ (ที่เขาไม่ยอมให้เรียกว่า 70-30)

มิน่า ถึงได้เรียกร้องแบบนั้น เพราะรู้ว่าเลือกตั้งทางตรงตัวเองแพ้ เออ รู้แล้วมาลงทำไม

สุดท้าย พธม.ก็ได้เห็น “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” ครองอำนาจ “ลูกจีนรักชาติ” เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยึดทำเนียบยึดสนามบิน สุดท้ายได้อะไรฝากไว้ให้ลูกหลาน นอกจาก “การเมืองเก่าโคตร” แบบ ส.ส.ยกพวกกันมานับหัวได้ 5 คนเอา รมต.ไปหนึ่งเก้าอี้ ไหนล่ะ บ้านเมืองใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น

อยากให้ย้อนกลับไปมองบทบาทตัวเอง 4 ปีที่ผ่านมา พธม.ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง นอกจาก “ไล่ทักษิณ”

การ “ไล่ทักษิณ” เมื่อปี 49 อันที่จริงเป็นมติมหาชน ทักษิณอำนาจนิยมและมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ พธม.ไม่ได้สู้ด้วยความจริง ไม่ได้สู้บนหลักการประชาธิปไตย กลับไปอ้างสถาบันและออกบัตรเชิญรัฐประหาร การไล่ทักษิณจึงนำมาซึ่งความแตกแยก กระทั่งต้องปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาใช้อย่างสุดขั้วสุดโต่ง ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังด้วยความเร็วสูง หลักนิติรัฐเสื่อม เกิดกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน แต่ก็ยังตะแบงอุ้มกันโดยสื่อ นักวิชาการ และพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาสังคม”

เมื่อถึงที่สุดของความสุดขั้วสุดโต่ง ซึ่งตามมาด้วยการลุกฮือของเสื้อแดง เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ สังคมไทย คนกรุงคนชั้นกลาง ที่เบื่อง่ายหน่ายเร็ว อยากประนีประนอม ก็หันไปหากระแส “ไทยนี้รักสงบ” เอาอะไรก็ได้ขอให้มันจบๆ เป็นประชาธิปไตยไหม กูไม่สน ทุจริตคอรัปชั่นไหม ช่างหัวมัน ขอเพียงมีนายกฯถูกจริตและ “ภาพดี” พอประมาณ จะได้ทำมาหากินเล่นหุ้นกันต่อไป อย่าให้มีม็อบอีกไม่ว่าสีไหนไม่เอาทั้งนั้น

ก็เข้าทางอำมาตย์และ ปชป.สิครับ เหมือนมหาจำลองกับพรรคพลังธรรมนั่นแหละ สู้แทบตาย อำมาตย์ฉวยชัยชนะ ปชป.ฉวยโอกาส เพราะสังคมไทยชอบประนีประนอมซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เพียงแต่คราวนี้ พรรคการเมืองใหม่แท้งเร็วกว่าพรรคพลังธรรม (กรรมคือการกระทำ)

สิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น “คุณค่า” ของพันธมิตร ตามที่พวกเขาพูดอยู่บ่อยๆ ก็คือคุยว่าเป็น “พลังใสสะอาดต่อต้านคอรัปชั่น” แต่ ณ วันนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า พวกเขาไม่สามารถผลักดันอุดมการณ์ของตัวเองได้ เหลือแค่คนหยิบมือเดียว 1 ใน 100 นอกนั้นก็เป็นคนหยวนๆ ยอมๆ คนเบื่อม็อบ หรือคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

ถามว่าถ้าหมดอุดมการณ์นี้แล้ว พธม.จะเหลือคุณค่าเหลือราคาอะไร ไม่มี ไม่มีจริงๆ

ถามว่าถ้าไม่สามารถเข้าสู่การเมืองในระบบแล้ว พธม.จะเป็นอะไร ก็เป็นแค่กลุ่มพลังทางการเมืองบนท้องถนน

2 ข้อรวมกัน พธม.จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับนวพล หรือลูกเสือชาวบ้าน เพราะผลักดันได้แต่อุดมการณ์ราชาชาตินิยม กระแสลมเอียงขวา ส่วนที่คิดว่าจะทำให้บ้านเมืองใสสะอาด หรือให้ “ภาคประชาชน” มีส่วนแบ่งอำนาจนั้น เหลวเป๋ว เข็นไม่ขึ้น

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ ปชป.หัวร่อก๊าก ย่อมทำให้ พธม. “หมดราคา” หมดอำนาจต่อรอง แม้คงจะไม่ถึงกับตัดเยื่อขาดใยรื้อนั่งร้านทิ้งในทันที คงจะไม่ถึงกับตัดสัญญาณ ASTV ในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะยังเอาไว้เป็น “เครื่องมือ” ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามได้

แต่ พธม.จะเหลืออะไร นอกจากพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาชน” เคลื่อนย้ายไปอยู่ใต้ร่มธงปฏิรูปของหมอประเวศ ทำหน้าที่ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ค้ำอำนาจอภิสิทธิ์ชน กับอีกพวกคือกลุ่มผู้จัดการ ASTV ที่เหลือแค่ความเป็นสื่อ อาจจะน่ากลัวในความเป็นสื่อ แต่ ปชป.ก็มีสื่ออื่นให้ใช้ กล่าวได้ว่า ณ วันนี้ สื่อเกือบทุกค่ายอยู่ข้าง ปชป.ไม่ได้อยู่กับพันธมิตร

แม้แต่พวกนักวิชาการ กองเชียร์ ตัวช่วย ณ วันนี้ก็ลองนับหัวดู ยังเหลือใครอยู่กับคุณบ้าง เห็นโดดไปเกาะหลัง ปชป.กันทั้งนั้น

ขบวนการลูกเสือชาวบ้าน 2550 ใกล้จะถึงจุดจบในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว และต่อไปก็จะเป็นผู้รับบาป ในความเสียหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะอำมาตย์ กับ ปชป.เขี้ยวกว่า เนียนกว่า และถนัดอยู่แล้วเรื่อง “ลอยตัว”

สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: “ประเทศไทยกำลังถอยหลังด้วยสปีดที่เร็วมาก”

Sat, 2010-08-28 04:12

ทีมข่าวการเมือง

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (17 ก.ค.) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติว่า “การปฏิรูปคือความพยายามชิงมวลชนที่รัฐบาลล้มเหลวจนต้องอาศัยเครือข่ายฝ่ายที่จัดเจนกว่า แต่ถ้ามองข้ามบุคคลสามสี่ราย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยากจะสำเร็จ ข้อแรกเพราะไปคิดตื้นๆ ว่าจะหยุดมวลชนด้วยวิธีให้ข้าวให้น้ำ ซึ่งต่อให้ทำได้ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นแรงผลักให้คนสู้บนท้องถนน ข้อสองคือเพราะให้ผู้ใหญ่พันธมิตรมีอิทธิพลเลือกกรรมการจนไม่มีตัวแทนคนส่วนใหญ่ ข้อสามคือไม่มีการปฏิรูปไหนสำเร็จภายใต้การปิดปากเสียงประชาชน”

ประชาไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติมเพื่อขยายคำอธิบายเบื้องต้น โดยเขาฟันธงว่า ภายใต้บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยม และชนชั้นนำปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อรั้นดึงดัน พื้นที่สำหรับความแตกต่างจึงไม่มีเหลือสำหรับคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาเห็นว่าเป็นขบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกปราบลงเสียก่อน

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมากที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยงาน

ทีนี้เรื่องที่น่าสนใจก็คือหลังจากการปราบเดือนเมษาพฤษภา รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เป็นอิสระจากราชการและกองทัพมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อให้รัฐทำงานได้ อีกแง่หนึ่งก็คือ กลไกทำงานในระบบราชการของรัฐนี้ล้มเหลว ในการทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการและเป็นสิ่งที่รัฐไทยคิดว่ามีความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

การปฏิรูปเหล่านี้ก็อาศัยเครือข่ายของคนในพื้นที่จำนวนมาก ตรงนี้อาจจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ ทีนี้ประเด็นก็คือ เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนพวกนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองของรัฐบาล เช่น การต้องการให้มีเรื่องของการสร้างความปรองดองขึ้นมา อันที่สองที่สำคัญก็คืออย่างไรก็ตามต้องดึงมวลชนฝ่ายที่เชียร์ทักษิณให้เป็นฝ่ายของตนให้ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำก็เหมือนที่ทำกับภาคใต้ คือแยกปลาออกจากน้ำ เชื่อว่ามวลชนเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวโดยมีแกนนำ แกนนำชี้นำและปลุกปั่น และหากให้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มวลชนจริงๆ เขาก็จะออกจากขบวนการ

ทีนี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำ ผ่านการเอาคนหลายคนที่ทำงานภาคประชาสังคมมาก็วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าถ้าให้สิ่งที่คนจนต้องการในเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดิน เรื่องป่า คนจนก็จะออกจากขบวนการของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

แต่ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

มองในแง่การลดแรงเสียดทาน คิดว่าจะช่วยได้ไหม

น่าจะได้กับคนกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้คือไม่มีตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการปรองดองเลย ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ซึ่งหากมองในแง่ที่ว่าต้องการทำให้กระบวนการทางการเมืองชุดนี้อยู่กับคนส่วนใหญ่ได้ จะต้องดึงฝ่ายเสื้อแดงเข้ามาบ้างใช่ไหม แต่กรรมการชุดนี้ไม่เอา ซึ่งก็เห็นปัญหาอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นมาในอนาคตว่าเสียงฝ่ายเสื้อแดงจะไม่มีตัวตนอยู่ในกรรมการปฏิรูป ดังนั้นการจะปฏิรูปหรือจะปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีทาง

เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการมาแล้ว คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้เกิดความปรองดอง กรรมการชุดนี้ควรจะทำอะไร

สิ่งที่เข้าใจว่าเขาจะทำกันก็คือเขาจะตั้งอนุกรรมการย่อยๆ ขึ้นมาหลายชุดมาก ที่จะลงพื้นที่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อระดมความเห็นชาวบ้าน แล้วก็มีกระบวนการระดมความเห็นเพื่อสรุปเป็นนโยบายใหญ่จากเบื้องล่างขึ้นมา ว่าสังคมไทยต้องการการปฏิรูปแบบไหน อันนี้คือที่เขาต้องการ แล้วทีนี้ในด้านปริมาณก็คือว่าต่อให้ได้นโยบายจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร ก็คือจริงๆ แล้วมันไม่พลังทางสังคมอะไรที่ช่วยผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ไง นี่เป็นการปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าต้องการให้การเมืองแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป บางพวกรู้สึกว่าต้องการใช้โอกาสนี้เข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่ก็เข้าไปเปลี่ยนกลไกรัฐ มองว่าตอนนี้กลไกรัฐอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝ่ายของตัวเองจะมาผลักดันอะไรได้เยอะ

แต่ว่า เรื่องความไม่เท่าเทียมมันมีเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นหลายๆ เหตุผล แล้วรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะคนมันยากจน แต่จริงๆ ความไม่เท่าเทียมในบ้านเรามันเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่นการกดขี่ขูดรีด ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างชนชั้นมากๆ การปฏิรูปนี้แก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เช่นถ้าเราไปดูช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงปี พ.ศ.2470 ข้าราชการะดับล่างมีเงินเดือนประมาณ 15 บาท แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีมหาดไทยเงินเดือน 3,700 บาท รัชกาลที่แปดใช้จ่ายปีละแสน ในปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันยิ่งทวีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไปดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เงินฝากในประเทศไทยทั้งหมด 70% อยู่กับคนที่รวยที่สุด 10% แรก ส่วนเงินอีก 30% ที่เหลืออยู่กับคนอีก 80% ของประเทศ นี่เป็นช่องว่างที่เป็นปัญหา ถ้าไม่เข้าใจบริบทหรือความเป็นมาแบบนี้ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ

และการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องมีกระบวนทางการเมืองที่ใหญ่มากมารองรับ แต่เราไม่มีขบวนการแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ขบวนการเสื้อแดงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นขบวนการแบบนี้ได้ แต่ขบวนการเสื้อแดงก็ถูกทำลายไปโดยการสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่วางอยู่บนขบวนการทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศเคยมีมานั้นมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ เลยกลายเป็นเรื่องของเล่นของคนแก่อายุ 80 เล่นกับคนแก่อายุ 70 กับ 60 ซึ่งก็เป็นความตั้งใจดีแต่โอกาสสำเร็จมันยาก

ข้อดีล่ะ ประโยชน์ที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้น

ประโยชน์ก็คือ คนจนอาจจะมองเห็นปัญหาของตัวเองมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการชุดนี้เข้าใจเรื่องนี้ก็จะดี คืออย่าใช้คณะกรรมการเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดผลของการปฏิรูป แต่ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่อยู่นอกคณะกรรมการ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้กรรมการชุดนี้ทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าเขาเข้าใจ แต่ว่าถ้ามองสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ คุณว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้บ้าง

คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของระบบการเมืองทั้งหมดตอนนี้อยู่แล้ว

คุณมองระยะยาวไหมว่าการตั้งคณะกรรมการโดยใช้บุคลากรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมากจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทางรัฐบาลมากขึ้น เข้าถึงมวลชนที่เคยเข้าไม่ถึงมากขึ้น

รัฐบาลโดยตรงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากเท่าไหร่จากกรรมการชุดนี้ แต่คนที่ได้คือระบบการเมืองทั้งหมด เพราะรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ไม่ครบเทอมใช่ไหม อยู่ไปอีกแป๊บเดียวก็หมดวาระแล้วแต่กรรมการชุดนี้จะอยู่ไปอีกสามปี ในวันที่คณะกรรมการชุดนี้ทำงานสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวรัฐบาลอาจจะได้ความรู้สึกทางการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ผลที่จะได้จริงๆ หากปฏิรูปสำเร็จคือระบบการเมืองแบบในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ได้เลย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือถึงจะมีก็ไม่สามารถปรองดองกับคนเสื้อแดงได้

ไม่น่าจะได้ เพราะว่าปัญหาหลักคือปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์แกพลาดหรือแกไม่เข้าใจ คือตอนแรกแกพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรองดองแต่เกิดขึ้นเพื่อปฏิรูป

การมุ่งปฏิรูปเป็นการยอมรับหรือเปล่าว่าไม่สามารถปรองดองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

มันอาจจะแยกกันก็ได้เพราะว่าเขาอาจจะเชื่อว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะมีบางกลุ่มในเสื้อแดงเป็นพวกหัวรุนแรงจริง เขาอาจจะเชื่อแบบนี้จริงๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ว่าโอกาสที่จะปรองดองหรือการปฏิรูปสำเร็จได้นั้นไม่มี เพราะมีคนจำนวนมากถูกจับ ถูกขังหรือถูกฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้รอยร้าวทางการเมืองใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้คนพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจริงๆ ไม่ได้ เป็นสภาวะที่การปฏิรูปซึ่งมวลชนส่วนใหญ่พูดได้แต่เรื่องที่รัฐบาลต้องการให้เขาพูดแค่นั้นเอง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดเรื่องที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เขาพูดได้เลยในปัจจุบัน

ที่คุณพูดเรื่องการปฏิรูปว่าคือเสื้อแดงมีเชื้อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้นี่ แต่ว่ามันถูกทำลายไปแล้ว คุณมองว่าตอนนี้สังคมไทยมีอะไรที่พอจะปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสำนึกทางการเมืองของคนไทยได้ไหม เพราะคนเสื้อแดงก็พ่ายแพ้ไปแล้วอย่างค่อนข้างจะสะบักสะบอม

ไม่มี

ไม่มีเลยหรอ

ใช่ คือประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินถอยหลังในสปีดที่เร็วมาก ชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชนชั้นนำปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง รุนแรงขึ้นและดื้อรั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบเดินได้จริงๆ ตอนนี้มันไม่มี เป็นสังคมที่อันตรายมาก พวกเสื้อแดงชอบพูดกันเยอะว่าอีกหน่อยจะอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสภาพตอนนี้รุนแรงกว่าที่พวกเสื้อแดงคิดเยอะอีก คือเหมือนเป็นสองประเทศที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ไม่มีใครคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันเลย

พูดกันตรงๆ การปฏิรูปนี่ไม่นับรวมเสื้อแดงใช่ไหม

ไม่รวม ถ้าเสื้อแดงอยากปฏิรูปก็ต้องสลายความเป็นเสื้อแดงทิ้งไป

เหมือนไม่มีเสื้อแดงอยู่ในประเทศนี้แล้วใช่ไหม

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะการปรองดองคือการปรองดองกับเสื้อแดง แต่เราไม่ต้องการปรองดอง ถ้าเสื้อแดงต้องการเข้าสู่การปรองดองก็ต้องถอดสีเสื้อทิ้งไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกก็พูด คุณอานันท์ก็พูดว่าเราจะไม่คำนึงถึงสีเสื้อ ความหมายคือคนที่มีสีเสื้อต้องถอดสีเสื้อออกไปซะ แต่มันก็หมายถึงแค่เสื้อแดงเท่านั้นใช่ไหม อย่างพวกเสื้อเหลืองไม่ต้องถอด แต่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกันเยอะแยะเลย

ถ้าไม่สามารถปรองดองได้แล้ว ความร้าวลึกนี่มันไม่ยิ่งตอกย้ำหรือ

มันไม่ถึงกับตอกย้ำ เพราะมีหลายปัจจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของเสื้อแดงเองที่จะสามารถผลิตความทรงจำเหตุการณ์ที่ผ่านมา กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ผลิตคำอธิบายในเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยมาก แต่ที่พูดได้คือตัวคณะกรรมการเองอาจจะไม่สามารถช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้เท่าไหร่ สิ่งที่คณะกรรมการจะทำได้ก็คือการใช้สถานะของคณะกรรมการขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการคิดในสังคม ให้คนจนเข้าใจความไม่เท่าเทียม นอกจากนั้นแล้วก็ทำอะไรลำบาก แล้วอย่าลืมว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้มาจากตระกูลซึ่ง ในด้านหนึ่งมันจะเป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นตระกูลที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยแค่สามสี่ชั่วคนแค่นั้นเอง แล้วก็ถ้าพูดในแง่ประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดนั้นก็เป็นคนที่พยายามจะกลืนตัวเองเข้าสู่ระบบชนชั้นนำของไทยแบบเก่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นนี่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำมากกว่า สิ่งที่พวกนี้ต้องการจึงไม่ใช่การเข้าใจชนชั้นล่าง หรือการทำเพื่อให้คนชั้นล่างได้ประโยชน์

ประเด็นสุดท้ายแล้ว คุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถปฏิรูปได้ด้วยการปิดปากประชาชน

การปิดปากนี่ประชาชนนี่มันมีความหมายสองอย่าง ประการแรกคือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงพูดไม่ได้ อันนี้คนส่วนใหญ่ก็คงเห็นเหมือนๆ กัน ประการที่สองที่ก็คือว่าการที่สังคมส่วนซึ่งมีความคิดทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจแตกต่างจากชนชั้นนำปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสู่การปฏิรูปได้เลย อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า เช่น ปัญหาหลักข้อหนึ่งของคนจนไทยซึ่งมันเป็นปัญหามาเป็นร้อยๆ ปี (ซึ่งถ้ามันเป็นปัญหามาร้อยๆ ปีนี่ก็แปลว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว) คือการมีชาวนาไร้ที่ดิน คนจนที่สุดในประเทศไทยคือชาวนาไร้ที่ดิน คำถามก็คือเขาจะมีที่ดินได้อย่างไร คำตอบก็คือหาที่ดินให้เขา ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวาง แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้มันจะปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางได้อย่างไร หากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ หลัง 14 ตุลา ประชาชนตื่นตัวสามปี มีสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนสองปี กฎหมายปฏิรูปที่ดินนี่ใช้เวลาเรียกร้องสองปีกว่าจะออกกฎหมายได้ พอเกิดกฎหมายขึ้นมาในปี 2518 กระบวนการปฏิรูปที่ดินจริงๆ ก็ไม่เคยมี มาเริ่มมีตอนปี 22-23 นั่นคือขนาดมีการเดินขบวนสามปีนะ แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังพูดถึงการการมีขบวนสองเดือนแล้วถูกปราบอย่างรวดเร็ว

ติดใจอยู่นิดหนึ่งที่คุณบอกว่าเสื้อแดงเป็นขบวนที่สามารถปฏิรูปได้ แต่เมื่อเทียบกับเสื้อเหลืองแล้วนี่ เสื้อแดงมีประเด็นจำกัดมากกว่าอีก เสื้อแดงไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปนะ ไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้พูดเรื่องปัญหาในท้องถิ่น แต่ว่าพูดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งมากกว่า

คือเวลาสังคมแต่ละสังคมจะปฏิรูปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการปฏิรูปอยู่ในสังคมนั้นอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการที่ใหญ่จนชนชั้นนำเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า ซึ่งเสื้อแดงมีสภาพแบบนั้น นี่เราพูดถึงว่าเสื้อแดงชุมนุมแล้วถูกฆ่าไปแล้วนี่นะ รัฐยังต้องปฏิรูปอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนพวกนี้เลย ลองคิดดูถ้ามันจบอีกแบบหากคนเสื้อแดงชนะดูสิ ตัวเลือกที่รัฐไทยให้กับคนเสื้อแดงมันจะเยอะมหาศาล ขนาดว่าเสื้อแดงปัจจุบันคือขบวนการที่ถูกฆ่าไปแล้ว รัฐยังรู้สึกว่าต้องให้อะไรบางอย่าง คือให้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ว่าต้องมีการปฏิบัติให้เห็นว่าจะให้ นี่สิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะที่ขบวนการเสื้อเหลืองเรียกร้องให้ปฏิรูปนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วขบวนการเสื้อเหลืองไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำเขาจะกลัว ขบวนการเสื้อเหลืองโดยธรรมชาติแล้วคือต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำแล้วก็อาศัยชนชั้นนำมาปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นชนชั้นนำไม่เคยกลัวเสื้อเหลืองอยู่แล้ว เสื้อเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตลอดเวลา แต่เสื้อแดงนี่น่ากลัวเพราะพลังของเสื้อแดงคาดหมายอะไรไม่ได้ มีความรุนแรงในตัวเองสูง มีการนำที่กระจัดกระจายสูง ต่างจากเสื้อเหลืองเกือบทุกเรื่องเลย เสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการที่น่ากลัว อย่างเช่น นักคิดกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าโพสต์มาร์กซิสต์ พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงหลังยุคสมัยใหม่ นี่ก็คือกระบวนการแบบนี้ ขบวนการซึ่งมันไม่มีศูนย์กลางการนำ ในแง่หนึ่งคือก็เป็นอนาคิสต์มากๆ มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สังคมรู้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แล้ว เสื้อแดงมีลักษณะอย่างนี้เยอะในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไปไม่สุดถูกปราบเสียก่อน

ใช่ อีกอย่างหนึ่งในความเป็นเสื้อแดงก็มีกั๊กๆ อยู่อย่างเช่น บทบาทของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้เป็นชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มชนชั้นนำเดิมและที่ต้องการคือเข้าไปแชร์อำนาจกันเฉยๆ แต่เมื่อแชร์ไม่ได้ก็เลยออกมาขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นหลังการสลายการชุมนุมเป็นต้นมา กลไกของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ปกป้องคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่เลย เสื้อแดงตอนนี้ก็เลยเหมือนถูกลอยแพมากๆ ทั้งจากฝ่ายเพื่อไทยและจากรัฐบาล ตอนนี้เรายังไม่เห็นพรรคเพื่อไทยรณรงค์เลยว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศหรือรณรงค์ว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด เพื่อไทยยังไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว อุปสรรคของคนเสื้อแดงก็คือพรรคเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ไม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรค พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรที่มีประโยชน์ที่จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเติบโตได้มากกว่านี้ ถ้าเขาคิดว่าเขาเป็นพรรคการเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้าไปแชร์ประโยชน์กับกลุ่มการเมืองเดิม พรรคเพื่อไทยไม่ใช่อุปสรรคของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยเป็นกลไกเดียวที่จะปกป้องคนเสื้อแดงตอนนี้ได้ เขาถึงสำคัญไงเพราะว่าพอเขาไม่ปกป้อง คนเสื้อแดงก็ไม่มีความสำคัญในระบบการเมืองปัจจุบันเลย

พรรคเขายังลำบากอยู่นะ

ใช่ แต่มันเป็นกลไกเดียวที่เป็นที่พึ่งของเสื้อแดงได้ไง คือถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เสื้อแดงไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกับระบบการเมืองตอนนี้เลยนะ หมายถึงสิบสี่ล้านคนนะที่ยึดโยงกับระบบตอนนี้ไม่ได้ อันนี้มันคือวิกฤตมากๆ แล้ว

แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้

แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ

ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ

ใบตองแห้งออนไลน์ : ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน

Mon, 2010-08-23 01:56

ใบตองแห้ง
22 ส.ค.53

ช่วงวันหยุดยาวที่แล้ว ผมพาลูกไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับวงศาคณาญาติ เมืองกาญจน์มีอะไรน่าเที่ยวเยอะเลย เช่น ได้ไปดูสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งล้อมรอบไปด้วยตลาดขายพลอยและของกินของฝาก แบบว่าพื้นที่สะพานจริงๆ เหลือราว 10% อีก 90% เป็นแผงขายของ ฮิฮิ นี่แหละการท่องเที่ยวแบบไทยๆ

เนื่องจากมีเด็กๆ ไปหลายคน ก็เลยต้องพาไปดูกองถ่ายหนังพระนเรศวร ซึ่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนเมืองกาญจน์ไปแล้ว จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยสัมภาษณ์พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แกยืนยันว่าพระนเรศวรไม่ได้ทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ แต่เป็นที่เมืองกาญจน์ต่างหาก ตอนนี้คงไม่ต้องเถียงกัน พระนเรศวรอยู่เมืองกาญจน์แหงๆ

ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท เอาก็เอาวะ เพื่อปลูกฝังเลือดรักชาติ (ได้ข่าวว่าภาค 3 จะมีเรื่องพระยาละแวกด้วย เขากำลังสร้างฉากวังพระยาละแวกอยู่) น่าเสียดาย งบ 100 ล้านที่จะได้จากกระทรวงวัฒนธรรม ถูกตัดไปเกินครึ่ง ไกด์นำชมกองถ่ายบอกว่าฉากที่จะใช้ในหนังภาค 3 ภาค 4 เราจะใช้ปูนจริงๆ แล้วนะ ไม่ใช่โฟม

ถึงตอนนั้นอาจจะขึ้นค่าตั๋วเข้าชมได้ เพราะ 100 บาทเนี่ยยังเป็นแค่ค่าชมโฟม

ทำไมหนอ อภิชาติพงศ์ไม่ขายตั๋วเข้าชมกองถ่าย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” มั่ง นั่นหนังรางวัลเมืองคานส์เชียวนะ รางวัลสูงสุดที่หนังไทยเคยได้รับ

ขากลับจากกองถ่าย รถเลี้ยวผิดไปผ่านกองพล 9 ถนนยาวเหยียดผ่านกรมผ่านกองพันอะไรมั่งก็ไม่รู้ โห ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เขตทหาร แต่ละกองพันมีตึก 3-4 หลัง เนื้อที่หลายร้อยไร่ อดคิดไม่ได้ว่า ผบ.กรมยศพันเอก ผบ.พันยศพันโท แต่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดบังคับบัญชาทหารหลายร้อยคน มีอาวุธพรั่งพร้อม มีวัสดุอุปกรณ์ ยุทธบริการ งบประมาณไม่อั้น ข้าราชการอื่นที่อายุราชการเท่ากันเทียบไม่ติด

ถ้าเทียบกับตำรวจที่เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน พ.ต.ท.เนี่ยกิ๊กก๊อกมากนะครับ ต้อง พ.ต.อ.ถึงได้เป็นผู้กำกับคุมเขตหรืออำเภอ แล้ว สน.หรือ สภ.ก็มักจะโทรมๆ เทียบไม่ได้กับกองพันที่ใหญ่โตกว้างขวางมีบ้านพักพรั่งพร้อมลงไปถึงนายสิบ

ที่จริงทุกประเทศก็ยกให้ทหารมี “อภิสิทธิ์” ในฐานะรั้วของชาติ ต้องได้รับการสนับสนุนขั้นสูงสุด ดีสุด สะดวกรวดเร็วที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะทำศึกสงครามป้องกันประเทศ แต่ทหารไทยเรามี “อภิสิทธิ์” มากกว่าเขา (เพราะจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์-ฮา) จากการมีอำนาจปกครองยาวนานในยุคเผด็จการ กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบ แม้จะถูกไล่กลับกรมกองหลังพฤษภา 35 ก็ยังคงอภิสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะอยู่มากมาย กระทั่งคนชั้นกลางไปเชิญกลับมาใหม่ ทหารยุค 19 กันยา รู้จักปรับตัวให้ดูสุภาพ น่ารัก ตามหน้าเฟซบุคสำหรับคนชั้นกลาง แต่โทษที “อภิสิทธิ์” เนี่ยขอเต็มๆ แบบงบประมาณทหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ทหารมักจะคิดว่าตัวเองต้องมีอภิสิทธิ์มากกว่าประชาชนหรือข้าราชการทั่วไป เพราะรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียสละเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากกว่าคนทั่วไป จึงควรมีบทบาทอำนาจเหนือคนอื่น กระทั่งก้าวล่วงเข้ามายึดอำนาจเพื่อ “ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ” เนื่องจากไม่มีใครแล้วที่จะผูกพันกับ “สถาบันสำคัญของชาติ” เท่ากู ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือประชาชน ยังสำคัญเป็นรอง

อภิสิทธิ์ของทหารจึงผูกพันกันเป็นชั้นๆ ไปจนถึงความผูกพันสูงสุด กลายเป็นระบอบอำนาจที่อยู่เหนือประชาธิปไตย เหนือประชาชน โดยที่ทหารลืมไปแล้วว่า การที่สังคมมอบอภิสิทธิ์และให้เกียรติยศ เพราะคุณมีหน้าที่ “รับจ้างตาย” แทนประชาชน ไม่ใช่เพราะคุณมีความรู้ความสามารถหรือมีจิตใจสูงส่งเหนือชาวบ้าน

ว่างๆ ผมชอบดูข่าวช่อง 5 เพราะตลกดี เวลาที่มีพวกแม่ทัพหรือ ผบ.พล มาให้โอวาทแสดงวิสัยทัศน์ (โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร มีบ่อย) ฟังแล้วขำกลิ้งเลย เพราะมันเป็นการขยายขี้เท่อมากกว่าแสดงวิสัยทัศน์ บางครั้งก็ได้ดูข่าวประเภทท่านผู้การนำกำลังพลปลูกต้นไม้ เรียงแถวกันเป็นร้อยๆ หลุม ท่านผู้การน่ะไม่ต้องปลูกเองหรอก มีลูกน้องสาวๆ ช่วยยกกระถาง ท่านก็เอามือแตะๆ พอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็นั่งยิ้มย่องปลื้มปิติบนโซฟา นึกฉากต่อไปได้เลยว่า หลังจากนั้นแม่-ก็คงไม่ทำงานทำการอะไรกันทั้งวัน เพราะไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว

ในระบบราชการที่ว่าล้าหลัง คร่ำครึ ที่จริงหลายหน่วยงานก็พยายามปรับตัวให้ทันสมัย บริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว (หน่วยงานหนึ่งที่ยอดมากส์คือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้ระบบไดรฟ์อินเข้าไปต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว) น่าจะเหลือทหารนี่แหละ ที่ยังจมปลักอนุรักษ์นิยมยึดจารีตคร่ำครึกว่าเพื่อน

การปฏิรูปกองทัพ จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่คงต้องอาศัย timing ในอนาคต เกิดอะไรซักอย่างเป็นชนวนให้รื้อระบบกันครั้งใหญ่ ซึ่งคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ “สภาปฏิรูป” (สภาโจ๊กยุคใหม่) เพราะคงต้องรื้อทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบแต่งตั้งโยกย้าย ให้เป็น “ทหารอาชีพ” ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง ไม่มีอำนาจอื่นใดเข้าไปแทรกแซง แยกทหารออกมาจากอำนาจบางอย่างให้เป็น “ทหารของประชาชน ทหารของประชาธิปไตย” ลดเลิกอภิสิทธิ์ ให้สังคมตรวจสอบได้ รวมถึงการปฏิรูปกองทัพให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ

กองทัพไทยเนี่ยน่าจะเป็นกองทัพที่มีสัดส่วนของพลเอกอัตราจอมพลสูงที่สุดในโลก มีสัดส่วนของนายพลที่ไม่ได้คุมกำลัง กับนายพลที่คุมกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก และน่าจะมีสัดส่วนของหน่วยงานฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายยุทธบริการ ฝ่ายสัพเพเหระ ฝ่ายเฮโลสาระพา กับกองพลกองพันที่เป็นกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก

แม้แต่งบประมาณก็เช่นกัน เงินเดือนของทหารที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบ ปีๆ หนึ่งอาจจะซื้อฝูงบินกริพเพนได้ทั้งฝูง แถมสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล จิปาถะ ที่พิเศษกว่าข้าราชการอื่นๆ (รพ.ค่ายทหารทุกแห่งเป็นที่นิยมของข้าราชการ เพราะจ่ายยานอกบัญชียาหลักให้ง่าย ไม่เรื่องมาก แพงกว่า รพ.จังหวัด แต่เบิกได้หมด)

กองทัพเดินได้ด้วยท้อง แต่กองทัพไทยท้องกาง เพราะหนักกำลังพลที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบจริงๆ และไม่เคยมีรัฐบาลไหนลดกำลังพลสำเร็จ นายทหารจบ จปร.ทุกคนต้องได้นายพล ทักษิณยังบอกเพื่อน ตท. 10 ให้สำรวจซิว่าใครยังไม่ได้นายพล ฉะนั้นเราจึงมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเสธ หัวหน้าฝ่ายเสธ ฝ่ายเสธของหัวหน้าฝ่ายเสธ ฯลฯ เต็มไปหมด

รัฐบาลชอบบอกว่าสมองไหลออกจากระบบราชการ แต่ทหารไม่เคยสมองไหล ผมก็ไม่ทราบว่าระบบทหารอเมริกันเป็นอย่างไร แต่เท่าที่รู้ พอไปถึงระดับหนึ่งเขาให้ลาออก พันโทพันเอกลาออก โดยให้บำเหน็จบำนาญอย่างจุใจ เพราะถือว่าไปรบเพื่อชาติมา แต่ระบบไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการเป็นนายพลมีอภิสิทธิ์มากมาย เช่น นายพลทำผิดวินัยลงโทษได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน (จึงเล่นงานเสธแดงไม่ได้) พลเอกเกษียณจะมีพลขับตามรับใช้ตลอดชีวิต ร.พ.ทหารมีห้องวีไอพีสำหรับชั้นนายพล ใครมันจะยอมลาออก

คนดีคนเก่ง?
พูดถึงทหารซะยาว เพราะทหารเป็นแกนหลักของ “รัฐราชการ” ที่จะต้องปฏิรูปและลดอำนาจ กระจายอำนาจให้ประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” มากขึ้นตามทฤษฎีหมอประเวศ (ฮิฮิ)

แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือความพยายามเพิ่มความเข้มแข็งของ “รัฐราชการ” เสริมสร้างอำนาจและความใหญ่โตของระบบราชการ

“ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน ต้องเป็นคนดีคนเก่ง” ผมเห็นคำขวัญนี้ติดท้ายรถมากขึ้นเรื่อยๆ จนชักจะเกร่อ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวคำขวัญน่ะดีหรอก ถ้าถือว่าเป็นการเรียกร้องข้าราชการ แต่ตัวข้าราชการที่เอาคำขวัญนี้มาอวด เขาคิดอย่างไร เผลอๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีคนเก่งเหนือชาวบ้านหรือเปล่า

แล้วก็อดคิดลึกไม่ได้ว่า คำขวัญเดิมๆ ที่ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน เนี่ยยังอยู่ไหม หรือว่าเป็น “ข้าของแผ่นดิน” แล้วโยนคำขวัญยุคประชาธิปไตยทิ้งเหอะ

หรืออีกนัยหนึ่งจะตีความได้ไหมว่าข้าราชการเป็น “ข้าของแผ่นดิน” นะ ไม่ใช่ข้าของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมานะ

จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ คำขวัญนี้สอดคล้องจังกับการปลุกระบบราชการให้กลับขึ้นมาอยู่เหนือ “ราษฎรผู้หลงผิด” ที่กำลังเรียกร้องหาเสรีประชาธิปไตย โดยเน้น “ความดี ความเก่ง”

ซึ่งมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ให้ปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ เพื่อให้แข่งขันกับเอกชนได้ (แล้วจะปรับคนใหม่ยังไงถ้าไม่เพิ่มให้คนเก่า ที่สุดก็คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ)

บอกก่อนว่าผมก็โตมาในครอบครัวข้าราชการ พ่อแม่เป็นครู พี่สาวเป็นครู น้องเป็นข้าราชการ น้าเป็นข้าราชการ ผมยังคิดว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี แต่ระบบราชการสิมีปัญหา ความล้าหลังคร่ำครึ ระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นเส้นสาย ทำให้คนมีความสามารถ คนที่รักอิสระ ในรุ่นหลังๆ ไม่อยากรับราชการ

รุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือรุ่นพี่ผมอาจจะไม่มีทางเลือก แต่คนรุ่นผมเป็นต้นมา (ที่ตอนนี้อายุ 50 กว่า) มีทางเลือกมากขึ้น รักอิสระมากขึ้น จึงเข้ารับราชการน้อยลงๆ เพื่อนร่วมรุ่นผมถ้ายังรับราชการก็มีแต่หมอ กับทหาร พวกที่เรียนอย่างอื่นทำงานเอกชนหรือทำธุรกิจกันหมด มันไม่ใช่แค่ความอยากรวยหรืออยากได้เงินเดือนมากกว่า เพราะเป็นข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าเอกชน 30-40% แต่มั่นคงกว่านะครับ เงินเดือนขึ้นทุกปี มีบำเหน็จบำนาญสวัสดิการรักษาพยาบาลจนวันตาย

เพื่อนร่วมรุ่น มศ.3 มีรายหนึ่ง ไม่เจอกัน 30 กว่าปี เป็นผู้ว่าฯ ไปแล้ว ดาวรุ่งซะด้วย สมัยก่อนเพื่อนเรียก “ไอ้ลาว” สมัยนี้คงต้องเรียก “ท่านลาว” ไม่ใช่คนเรียนเก่งที่สุด เอนท์ไม่ติดด้วยซ้ำ จบรามฯ แต่จำได้ว่าเป็นคนพูดเก่ง เข้าคนเก่ง และน่าจะเป็นคนทำงานเก่ง เพราะสมัยเรียนด้วยกันก็หนักเอาเบาสู้

ผมกำลังจะบอกว่านั่นคือคุณสมบัติของข้าราชการที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีทั้งสองอย่าง ทำงานเป็น เข้าคนเป็น ประสานผลประโยชน์เป็น ระบบราชการปัจจุบันอาจจะดีกว่าสมัยก่อน ตรงที่คนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องมีความสามารถด้วย พวกประจบสอพลอวิ่งเต้นเส้นสายหาเงินจ่ายนาย อย่างเดียวอยู่ยากส์ แต่ถ้าคุณมีแค่ความสามารถอย่างเดียว ก็อยู่ได้ แต่แป๊ก

ระบบราชการทุกวันนี้จึงไม่ใช่ระบบของ “คนดี คนเก่ง” (คนดีคนเก่งที่ไหนกระโดดพรวดจากผู้ว่าบุรีรัมย์เป็นปลัดมหาดไทยในเวลาไม่ถึง 2 ปี) แม้จะมีคนดีคนเก่งอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกหมกอยู่ข้างใต้ จนท้อแท้ อ่อนล้า เฉื่อยชา ระบบราชการจริงๆ กลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ชนที่มีสวัสดิการดีที่สุดในโลก (รองจากคุณพ่อรัฐวิสาหกิจ) กลายเป็นเกราะพึ่งพิงของคนที่ไม่อยากกระโดดเข้าไปต่อสู้แข่งขันในระบบทุนนิยม ซึ่งถ้าไม่แน่จริง คุณตาย!

ที่มักจะพูดกันว่าระบบราชการยังคงไว้ซึ่งระบบคุณธรรม จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจนี่แหละครับ เป็นคนชั้นกลางที่มีความมั่นคงในชีวิต จนมีเวลาว่างไปบวชชีพราหมณ์ ศึกษาธรรมะ ใฝ่หาความสงบ อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจต่อดัชนีเศรษฐกิจ (พลังศีลธรรมเสื้อเหลืองจึงได้แรงหนุนจากข้าราชการส่วนใหญ่)

ปชป.เป็นพรรคขุนนาง จึงพยายามเพิ่มความใหญ่โตเทอะทะของระบบราชการ ชูคำขวัญ “คนดี คนเก่ง” เพิ่มคน เพิ่มเงินเดือน ทั้งที่ทิศทางของประเทศต้องลดขนาดของระบบราชการ กระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเอง ในทางธุรกิจก็ปล่อยเอกชนไป โดยรัฐแค่กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่านั้น

การเพิ่มเงินเดือนจึงไม่ใช่แรงจูงใจให้คนดีคนเก่งเข้ารับราชการ เป็นแค่เพิ่มอภิสิทธิ์ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่คัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขึ้นทีไรก็กระทบชิ่งทั้งระบบ ขึ้นหมด โดยไม่ดูความเป็นธรรมของระบบอัตราเงินเดือนข้าราชการที่ปัจจุบันลักลั่นกันยุ่งเหยิงไปหมด

สิ่งที่รัฐควรทำมากกว่าขึ้นเงินเดือน คือการปฏิรูประบบเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างเงินเดือนข้าราชการตาดำๆ ทำมะดาๆ กับข้าราชการตุลาการ อัยการ องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน หรือหน่วยงานพิเศษต่างๆ

ข้าราชการตุลาการ สมัยประมาณ ชันซื่อ เป็นประธานศาลฎีกา ขอแยกบัญชีเงินเดือน จนเงินเดือนตุลาการสูงลิบลิ่ว โดยอ้างว่าประธานศาลฎีกาควรได้เท่านายกฯ ซึ่งก็น่าจะถูกหลัก แต่พอไล่ลงมาสิครับ ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเงินเดือนมากกว่าผู้ว่าฯ ลิบเลย

อันที่จริงตามหลักการเราถือว่าผู้พิพากษาต้องเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการอื่น เพราะมีข้อห้ามข้อจำกัดเยอะ เช่น ห้ามเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ห้ามมีรายได้อื่นยกเว้นค่าเขียนหนังสือตำรับตำราทางวิชาการ

แต่ที่ขึ้นครั้งนั้นกลายเป็นสูงลิบ อย่าถามว่าทำไมรัฐบาลและรัฐสภาถึงยอม ไปถามจรัญ ภักดีธนากุล ดีกว่าว่าประมาณ ชันซื่อ เป็นใคร

สมัยทักษิณเคยไปพูดที่ศาล บอกว่าเงินเดือนศาลสูงกว่าแพทย์มากมายไม่ถูกต้อง เพราะคนเรียนเก่งที่สุดสอบเข้าแพทย์ โห! ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาคงโกรธหน้าเขียวหน้าดำ

เงินเดือนศาลฝ่ายเดียวยังพอทำเนา ถ้าไม่เกิดลูกช่วงมาถึงฝ่ายอื่นๆ เช่น องค์กรอิสระ พอจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 40 ประธานก็ต้องได้เงินเดือนใกล้เคียงนายกฯ ใกล้เคียงประธานศาลฎีกา แล้วข้าราชการล่ะ ข้าราชการล่างๆ ลงมาก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการตาดำๆ ทำมะดา ต่อมาก็เกิดองค์กรพิเศษ เช่น DSI นิติวิทยาศาสตร์ ปปง.รวมทั้ง สสส.ทั้ง 4 ส.ของหมอประเวศ องค์กรมหาชนทั้งหลาย เอากันเข้าไปใหญ่ ใครเป็นข้าราชการน่าจะรู้ดี ลองเอาบัญชีมาเทียบดูก็ได้ ตั้งองค์กรพวกนี้แต่ละที ข้าราชการวิ่งเต้นขอโอนย้ายอุตลุด

นอกจากนี้ยังมีอัยการ ซึ่งเรียกร้องโวยวายจนได้เงินเดือนใกล้เคียงศาล โดยหลักก็น่าจะถูกอีกนั่นแหละ แต่อย่าลืมว่าข้อห้ามของศาลกับอัยการต่างกัน อัยการหารายได้พิเศษได้ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจได้ คบพ่อค้า พาพวกกินเหล้าเมาเฮฮาตามสวนอาหารจนเลยตีสองก็ยังได้ ขณะที่ผู้พิพากษาเขาทำไม่ได้

ร้ายกว่านั้นอีกนะครับ มันยังกระทบชิ่งมาถึงนิติกร ตามหน่วยงานราชการทั่วไป อ้างว่ากลัวสมองไหล พวกนิติกรจะไปสอบอัยการสอบผู้พิพากษากันหมด ก.พ.เลยกำหนดว่าเป็นวิชาชีพขาดแคลน เพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้

ไอ้บ้าเอ๊ย นิติกรเนี่ยนะวิชาชีพขาดแคลน คนจบนิติปีๆ หนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ น้องผมทำราชการ บอกว่านิติกรที่สำนักงานวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดูหนังสือรอสอบอัยการสอบผู้พิพากษา ยังได้เงินเพิ่มอีกต่างหาก

อย่าแปลกใจที่เด็กสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทยปีหลังๆ เลือกคณะนิติฯ ถ้าลองไปถามว่าหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะเงินเดือนงาม มีอำนาจบารมี มีแต่คนยำเกรง หรือหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะอยากมีชีวิตสงบ สมถะ ยึดมั่นในความยุติธรรม

ร้อยทั้งร้อยต้องตอบข้อหลัง!

278 มาตราลวงโลก
ก่อนวันหยุดยาว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติ 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน (ไม่รู้เป็นไง ตอนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินก็ก่อนวันหยุดยาว)

ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย ไม่มีใครตื่นเต้น ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็ต้องลงมติไม่รับอุทธรณ์ เพราะมาตรา 278 กำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ได้ในกรณีที่มี “หลักฐานใหม่”

ใครมันจะไปหาหลักฐานใหม่ได้ในเวลา 30 วัน เว้นเสียแต่จะมีพจนานุกรมออกใหม่ ยืนยันว่าคำว่า “ไม่สมควร” ไม่ใช่ความผิดที่มีผลตามกฎหมาย

อ.วรเจตน์เคยชี้ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อปีที่แล้ว ว่ามาตรา 278 เป็นกลไกที่ซ่อนปม เพราะไม่ใช่การอุทธรณ์ที่แท้จริง แต่เอาการอุทธรณ์กับการขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มายำรวมกัน ให้ดูเหมือนว่าเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ ไม่ใช่ศาลเดียวจบนะ

ทั้งที่การอุทธรณ์ที่แท้จริง คือการโต้แย้งคำพิพากษาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ต่อศาลที่สูงกว่าเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้ง โดยใช้พยานหลักฐานเดิมนั่นแหละ แต่แย้งว่าศาลตีความกฎหมายไม่ถูก หรือแย้งว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิด

แต่กรณีนี้ไม่ใช่เลย เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารถลงไปวินิจฉัยใหม่ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ขณะที่การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 หมายถึงถ้าศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว ถึงฎีกา จำเลยติดคุกไปแล้วเพิ่งพบหลักฐานใหม่ว่า อ้าว ฆาตกรตัวจริงโผล่มา หรือยุคสมัยนี้มีการตรวจ DNA แล้วพบว่าจำเลยไม่ได้ฆ่า ก็นำเสนอหลักฐานใหม่มาขอรื้อฟื้นคดีได้ โดยไม่จำกัดเวลาว่าต้อง 30 วัน จะ 5 ปี 10 ปีก็ได้

มาตรา 278 ไปเอา 2 อย่างนี้มายำรวมกัน เพื่อ “ลวงโลก” ว่านี่ไง เขาให้อุทธรณ์นะ มีหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพนะ เป็นธรรมนะ ไม่ใช่ศาลเดียวเบ็ดเสร็จนะ แต่ความจริงหาใช่ไม่

ตรงกันข้ามเวลาตีข่าวไปทั่วโลก ถ้าพาดหัวข่าวสั้นๆว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ คดียึดทรัพย์ทักษิณถึงที่สุด คนอ่านไม่ละเอียดก็จะเข้าใจว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เลย (เหมือนตอนศาลพิจารณาคดีทักษิณใหม่ๆ ข่าวฝรั่งชอบบอกว่าทักษิณต้องขึ้น “ศาลคอรัปชั่น” แต่ต่อมาฝรั่งคงเข้าใจเลยไม่ค่อยใช้คำนี้อีก)

ในระบบกฎหมายที่ดำรงอยู่ คดีทักษิณคงจบแค่นี้ ไม่มีทางที่จะหา “หลักฐานใหม่” ต่อให้อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ก็อ้างหลักฐานใหม่มารื้อฟื้นคดีไม่ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งคดีที่ดินรัชดา ทั้งคดียึดทรัพย์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พยานหลักฐาน แต่อยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย

คดีที่ดินรัชดาคือการตีความมาตรา 100 กฎหมาย ปปช.ให้มีความผิดอาญา ลงโทษจำคุกได้โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของการทุจริตประพฤติมิชอบ (ถ้ามีการทุจริต เช่นทักษิณสั่งให้แบงก์ชาติช่วยเอื้อประโยชน์ ป่านนี้หม่อมอุ๋ยคงติดคุกหัวโต ไม่ได้จัดงานแต่งคุณปลื้ม)

ส่วนคดียึดทรัพย์คือการตีความกฎหมาย ปปช.ว่าด้วยความร่ำรวยผิดปกติ ว่าสามารถยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีความผิดอาญา จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าได้ทรัพย์สินมาจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เพียงวินิจฉัยว่า “ได้มาโดยไม่สมควร” ก็ยึดทรัพย์ได้แล้ว

ถามว่าจะไปโต้แย้งที่ไหน อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ที่น่าสนใจคือทักษิณจะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก บางคนลือว่าทักษิณถอดใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดี สำหรับขบวนประชาธิปไตย แต่ถ้าทักษิณยังคิดจะมานำขบวนการต่อสู้อีก เหมือนที่นำคนเสื้อแดงพ่ายแพ้มา 2 ครั้ง ก็ต้องบอกว่ายังไม่สรุปบทเรียนอีกหรือ ทักษิณควรรู้ตัวและถอยไปอยู่ท้ายแถว ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ร่วมแต่ต้องลดบทบาทไปอยู่ท้ายแถว แล้วสักวันหนึ่งอะไรที่ไม่ได้รับความยุติธรรมค่อยได้คืน

ผมคิดว่าคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือแม้แต่คนเสื้อแดง ก็ลดความต้องการหรือความจำเป็นที่จะต้องมีทักษิณมาเป็นตัวกระตุ้นในเรื่องความยุติธรรมหรือความรู้สึก “สองมาตรฐาน” อีกแล้ว เนื่องจากการต่อสู้ที่พัฒนามา ทำให้พวกเขาเจอเอง รู้สึกเอง ถูกกระทำเอง โดยเฉพาะถูกจับกุมคุมขังและถูกลงโทษอย่างรุนแรงหลังพฤษภาอำมหิต… ขณะที่พวกม็อบมีเส้นทำผิดกฎหมายร้ายแรง กลับได้รับ “ความปราณี” อย่างแตกต่างกันสิ้นเชิง

บทบาทของทักษิณจากนี้ไปจึงเป็นแค่ “ตัวพ่วง” (และถ้าเป็นตัวถ่วงก็ต้องปลดทิ้ง) แต่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินไปด้วยตัวเอง ต่อให้ทักษิณไม่สู้ เราก็สู้ โดยไม่ต้องสนใจทักษิณ ไม่ต้องใส่ใจกับพรรคเพื่อไทย (ที่ยังไง้ยังไงก็ไม่มีทางชนะเลือกตั้ง)

ผมสนใจปรากฏการณ์ที่ สกอ.ร่อนหนังสือห้ามกิจกรรมนักศึกษา หรืออาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ห้ามนิสิตชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์มากกว่า นี่แหละคือ “บรรยากาศก่อน 14 ตุลา” ของจริง

พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน ‘คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ’

Mon, 2010-08-23 00:54

นักปรัชญาชายขอบ

ประเด็น “วิวาทะ” เรื่องนิสิตชูป้าย “เตือนความจำ” และขอยื่นหนังสือประท้วง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาปาฐกถา ในงานครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 18 ส.ค. นั้น เป็นประเด็นที่ “น่าสะเทือนใจ”

1. สะเทือนใจที่นักศึกษาถูกยึดป้าย “เตือนความจำอภิสิทธิ์” ด้วยข้อความ เช่น “จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.”

แต่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ว่า “…นายวีระศักดิ์หวั่นว่าจะเป็นป้ายที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล้อแม่ เหมือนที่ประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง จึงได้ยึดมา”

นี่คือทัศนคติที่ตัดสินล่วงหน้าว่า ถ้าคุณอยู่ฟากเสื้อแดงต้องไม่มีสมองคิด แม้คุณจะเป็นถึง “นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ที่ผมสอนคุณมาดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าคุณประท้วงอะไรเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของคนเสื้อแดง คุณอาจหยาบคาย สูญเสียความเป็น “สุภาพชน” ไป

ทว่าเมื่อได้รู้ข้อความ “เตือนสติ” นายกฯ ตรงๆ ที่แสนสุภาพและสละสวยยิ่งกว่าข้อความ เช่น “กระชับพื้นที่” เพื่อ “คืนความสุข” ให้ “คนกรุงเทพฯ” ในป้ายประท้วงของนักศึกษาแล้ว ไม่เห็นอาจารย์ท่านนั้น “ขอโทษ” นักศึกษา ที่ตนเองเข้าใจผิด มองนักศึกษาต่ำๆ เหมือนที่มองคนเสื้อแดง

2. เหตุผลของอาจารย์สับสนครับ เช่น คำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “แล้วสิ่งที่ต้องคิดนะ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ นี่คือนิสิตกลุ่มหนึ่ง นิสิต 3-4 คนก็แล้วแต่ แล้วเคยถามประชาคมจุฬาฯ ไหม…เคยถามเขาไหมว่า เรามาแสดงออกในเวทีนี้ เขาจะผลักดันนโยบายนี้ ถูกที่ไหม เคยถามหรือเปล่า หรือว่าเอะอะปาวๆ ก็จะแสดงออก แสดงออก ผมก็ถามกลับว่า อยากแสดงออกแล้วทำไมต้องเลือกแค่ช่วงที่บุคคลสำคัญมา ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่ ช่วงต่อจากนั้น ทำไมไม่แสดงออก.. เอ๊ะ เป็นการแสดงออกแบบเลือกที่มักรักที่ชังหรือเปล่า อย่างนี้เรียกเสรีภาพที่แท้จริงหรือ…”

ก็นิสิตเขาต้องการประท้วงนายกฯ เขาก็ต้องแสดงออกเวลาที่นายกฯ มาซิครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณจาตุรนต์ เขาจะไปยืนชูป้ายใน “ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่” ให้เมื่อย “จุดยืน” (ส้นเท้า) ทำไมครับ? แล้วทำไมการชูป้ายประท้วงนายกฯ การยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จำเป็นที่นิสิต (จะ 1 คน หรือกี่คนก็ตาม) จะต้องถาม “ประชาคมจุฬาฯ” ด้วยหรือครับ?

ประชาคมจุฬาฯ ยิ่งใหญ่คับฟ้าเลยหรือครับ? ทำไมนิสิตจะแสดงสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ จะต้องไป “ถาม” ประชาคมจุฬาฯก่อนด้วย!

ที่จริงประชาคมจุฬาฯ ควรจะขอบคุณนิสิต 3- 4 คน นะครับ ที่พวกเขาแสดงออกให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เห็นว่า ในจุฬาฯ ยังมีคนที่ “สามารถเข้าใจได้” ว่า รัฐบาลที่ทำให้คนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และยังบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ปิดกั้นสิทธิทางการเมืองของประชาชนต่างๆ นั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่เหลือ “ความชอบธรรม” อยู่อีกแล้ว!

3. ที่อาจารย์บอกว่า “…เราไม่ใช่แสดงเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตอะไรเลย นิสิตอยากแสดงออกแล้วสิทธิของผมในฐานะคนจัดงานประชุมอยู่ตรงไหน สิทธิของผมคือทำให้งานมันเรียบร้อยใช่ไหมครับ” สิทธิที่อาจารย์ต้องจัดงานให้เรียบร้อยนิสิตก็ควรเคารพครับ เหมือนสิทธิการจราจรของคนทั่วไปที่ผู้ประท้วงบนท้องถนนก็ควรเคารพ แต่บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเลือกว่าสิทธิอันไหนสำคัญกว่า หากการแสดงออกซึ่งสิทธิทางการเมืองมันมีค่าต่อสาธารณชนหรือสังคมโดยรวม หรือความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า สิทธิที่รองลงมา เช่น สิทธิการจราจรในบางช่วงเวลา หรือสิทธิความสะดวกกายสบายใจส่วนบุคคลอื่นๆ ก็อาจต้องเสียสละกันบ้างใช่ไหมครับ! (ภายใต้ “เงาอำมหิต” ของอำนาจนิยม นิสิตเขาคงกลัวว่าถ้าแจ้งให้อาจารย์ทราบล่วงหน้าก่อน คงไม่ได้ชูป้ายประท้วง)

4.การตบท้าย “คำอธิบายตัวเอง” ด้วย “ภาษาอำนาจนิยม” สะท้อนถึงทัศนคติของอาจารย์… “นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง ” …คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน”

สรุป ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและท่าทีของอาจารย์ เช่น ตัดสินล่วงหน้าว่าคำประท้วงจะหยาบคายเหมือนคนเสื้อแดง (ไม่ชอบคนเสื้อแดงไม่ว่า แต่ไม่ให้เกียรตินิสิตของตัวเองบ้างเลย!) จะแสดงออกทางการเมืองแบบนี้เคยถามประชาคมจุฬาฯ บ้างไหม คุณเคารพสิทธิของผมไหม และ “ท่วงทำนอง” ของคำพูด “ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน” นั้น แสดงถึง “ระบบความนึกคิด” (ideology) แบบอำนาจนิยมอยู่ในที

และกล่าวอย่างถึงที่สุด ด้วยทัศนคติของคนที่เป็นถึงอาจารย์รัฐศาสตร์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า “พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมือง” ใน “พื้นที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ถูกจำกัด (อย่างน้อยก็สำหรับนักศึกษา 3-4 คนนั้น) และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน “มโนสำนึก” หรือ “ระบบความนึกคิด” ของนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างน่าสลดหดหู่

ปล. อ่านข่าวประกอบที่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30744http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30765 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30783 และhttp://www.prachatai3.info/journal/2010/08/307686

ใบตองแห้งออนไลน์: เหม็นศพ ‘สื่อ-สิทธิ’

Wed, 2010-07-21 15:37

ใบตองแห้งออนไลน์

เพื่อนพ้องน้องนุ่งโทรมาบอกว่า ได้อ่านที่ผมเขียนวิพากษ์ “ลัทธิประเวศ” ทางฟอร์เวิร์ดเมล์ที่ส่งต่อๆกันแล้วชอบอกชอบใจ จะเอาไปถ่ายทอดต่อ

ฟังแล้วก็อดครึ้มไม่ได้ นี่ถ้าหลงตัวเองหน่อย คงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ว่าเมริงแน่เหมือนกันนิ ใบตองแห้ง

แต่ความจริงแล้วเปล่าเลย ผมไม่คิดว่าผมเขียนได้ถูกต้องแหลมคมดีเด่จับใจอะไรปานนั้น ความจริงก็คือ ผมคิดว่าหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตทางการเมืองครั้งนี้ด้วยซ้ำ คนทำงานภาคประชาสังคมที่แท้จริง สื่อรุ่นใหม่ นักวิชาการรุ่นใหม่ ไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสอะไรนักหนากับหมอประเวศหรอก เพียงแต่ทุกคนเห็นว่าเป็นคนดี ก็ปล่อยให้พูดเรื่อยเปื่อยของแกไป ไม่มีใครอยากคัดค้าน จนหมอประเวศหลงผิด คิดว่ามีสานุศิษย์ล้นหลามทั่วประเทศ

กระทั่งจะเอาความคิดของแกมาเป็นจริงเป็นจัง “ปฏิรูปประเทศไทย” จึงได้รู้ว่ามีคนคัดค้านกันอื้ออึง

ยกตัวอย่างที่เขียนไปก่อนนี้ ผมตั้งข้อสังเกตว่าหมอประเวศพูดจาล่องลอย โดยทวนความจำที่ผมเคยสัมภาษณ์ ปรากฏว่าเขียนไปแล้วก็มีน้องที่ทำงาน NGO โทรมาบอกว่าเขารู้กันตั้งนานแล้วละลุง น้องอีกคน อดีต NGO ช่วยผมตั้งฉายาว่า “บิ๊กจิ๋วแห่งภาคประชาสังคม” (นอกจากพูดไม่รู้เรื่องเหมือนกันแล้วยังมีบางอย่างที่เหมือนกันคือ บิ๊กจิ๋วไม่เคยฟ้องสื่อ ปากก็พูดรักทุกคน แต่มีทหารพรานไปพังบ้านคึกฤทธิ์ หมอประเวศก็รักทุกคนเหมือนกัน แต่สานุศิษย์ลัทธิประเวศไปเย้วๆ ปลุกความเกลียดชังอยู่ในม็อบเสื้อเหลือง)

ที่จริงน้องที่ทำงาน NGO ยังบอกว่าผมเขียนได้ไม่ถึงกึ๋นด้วยซ้ำ ผมก็บอกว่าผมไม่ใช่สาวกลัทธิประเวศนี่หว่า ขี้เกียจนั่งอ่านงานของแกแล้ววิพากษ์ คงต้องให้สานุศิษย์ที่เคยเป็นปลื้มแล้วมา “ตาสว่าง” ภายหลัง เป็นคนวิพากษ์จึงจะถึงกึ๋น

สรุปได้ว่าที่ผมเขียนถึงลัทธิประเวศเนี่ยแค่ผิวๆ เท่านั้น เหมือนอย่างข้อมูลโยงใยในคณะกรรมการปฏิรูปก็เหมือนกัน ผมยกหูถามเพื่อนพ้องน้องนุ่งในวงการ NGO แค่ 2-3 ราย ก็ได้รับรู้เรื่องราวที่ไม่เคยรู้มาก่อน โห เขาเป็นเครือข่ายกันขนาดนี้

นี่แค่ผิวๆ นะครับ แล้วยังผิดพลาดไปหน่อยด้วย ตรงคุณชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ คนให้ข้อมูลคงจำผิด ที่จริงแกเป็นคนใต้ไม่ใช่คนเหนือ ก่อตั้งสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Institute) ได้งบจาก สสส.มาจัดอบรม “ทฤษฎีกระบวนระบบ” หรือ System Thinking ของนักคิดเยอรมัน ประวัติที่เคยเล่าไว้ในสื่อคือไปเรียนเยอรมัน แต่ได้อ่านหนังสือสิทธารถะ และได้สนทนากับอาจารย์ปรีดี จึงทิ้งการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาเลือกชีวิตที่มี “ความหมาย” หลังกลับเมืองไทยปี 2517 ก็มาทำงานจัดตั้งสหภาพแรงงาน

ที่มีคนเล่าลึกกว่านั้นคือแนวคิดแกค่อนไปทางมาร์กซิสม์ยุโรป แล้วก็เคยทำงานให้บุญชู โรจนเสถียร (ซ้ายเก่าเหมือนกัน) ถูกผิดลองไปถามแกดู

แต่ที่สำคัญคือ ปรากฏว่า Civicnet เนี่ยตั้งอยู่ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เก่า หัวถนนโบ๊เบ๊ ที่เดียวกับสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ของหมอพลเดช หรืออีกนัยหนึ่ง ศูนย์บัญชาการลับของลัทธิประเวศ (ฮา) นั่นเองแหละครับ

ยิ่งไปกว่านี้ อ.ชัยวัฒน์ยังเป็นรองประธานสมาคมองค์กรสาธารณะประโยชน์เพื่อสังคมไทยเข้มแข็ง ที่มีหมอพลเดชเป็นประธาน กรรมการคนหนึ่งคือภุชงค์ กนิษฐชาต ที่ออกมาเคลื่อนไหวในนามเครือข่ายพลเมืองชุมชนคนกรุงเทพฯ แต่ถูกจับได้ว่าใส่เสื้อเหลืองอ๋อย

นี่ถ้าทำข่าวสืบสวนแบบที่มติชนชอบตามสืบบริษัทผีฮั้วประมูล (ฮา) ก็ต้องไปแอบถ่ายภาพป้ายสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา คู่กับสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม อ้าว! อยู่ตึกเดียวกันนี่หว่า

เปล่า ผมไม่เถียงว่า อ.ชัยวัฒน์ไม่ใช่คนเก่งคนดีมีความสามารถ แต่อยากถามว่าแล้วแนวความคิดของสมัชชาปฏิรูป มันจะหลากหลายได้อย่างไรละครับ ในเมื่อพวกท่านมาจากข้องเดียวกัน

เพื่อนพ้องทางเหนือ เล่าให้ฟังว่าเขาไปสืบๆ ดูแล้วว่าสมัชชาปฏิรูปจะชักชวนเครือข่ายไหนเข้าร่วมบ้าง ไม่ผิดจากที่คิด ก็เครือข่าย NGO ในสาย สสส.พอช.ของลัทธิประเวศ ซึ่งชาวบ้านเสื้อแดงเขาคันไม้คันมืออยาก “ใต้ดิน” ให้หัวแบะหลายทีแล้ว แต่มีคนห้ามไว้ สาเหตุไม่ใช่เพราะสีเสื้อหรอก แต่เขาหมั่นไส้ที่พวกนี้ชอบไปอบรมชาวบ้านให้รู้จักพอเพียง โดยได้ทุนสนับสนุนมาจาก “ภาษีบาป” ที่ไหนได้ตกเย็นก็นั่งกินเหล้ากินลาบกันควันโขมง

อ้อ แต่อย่าไปกล่าวหาเลื่อนลอยแบบว่ากรรมการปฏิรูป กรรมการสมัชชา เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์นะครับ อย่างที่ใครเที่ยวไปกล่าวหา อ.ณรงค์ว่าถอยรถป้ายแดง เหลวไหล ผมไม่เชื่อ สิ่งที่เราต่อสู้คือแนวคิดและวิธีการ ซึ่งก็คือการบอกว่าที่พวกคุณเอาเงินภาษีจากควันบุหรี่ของผมมานั่งพูดๆๆๆๆ กัน หรืออ้างว่าไปสร้างเครือข่ายประชาสังคมน่ะ ส่วนใหญ่มันไร้สาระ และไม่สามารถวัดผลว่าทำอะไรได้แค่ไหน

นี่มีข้อมูลใหม่อีกแล้ว แหล่งข่าวกระซิบว่าคุณปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชา ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ใช่แต่จะได้งบ สสส.ยังได้งบจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ ไปทำโครงการประเภท “สร้างเครือข่ายพลเมือง” ในภาคใต้อีก 9 ล้านกว่าบาท

ย้ำนะครับ ผมไม่มีอคติที่จะจ้องจับผิดว่าทุจริตหรือหาผลประโยชน์ แต่ผมข้องใจเรื่องความคุ้มค่าของโครงการพวกนี้ ที่มักเอาชาวบ้านมาอบรม เอาวิทยากรมาพูดๆๆ หรือเอาเงินลงไปอุดหนุนเพื่อหลอกชาวบ้านว่าสามารถอยู่ได้ “โดยไม่พึ่งทุนนิยม”

บอกแล้วว่าสมัยนี้ของบกันง่ายซะด้วย ถ้าคุณอยู่ในจังหวัด ในอำเภอ รวบรวมกัน 10-20 คนตั้งกลุ่มอนุรักษ์โน่นนี่ ก็ของบได้แล้ว น้องบางคนทำงานภาคประชาสังคม เจอกับตัวเอง กลับไปบ้านเกิด แล้วมาเล่าให้ผมฟังว่า เฮ้ยพี่ ผมเพิ่งรู้นะนี่ว่าที่บ้านผมมีกลุ่มอนุรักษ์ แม่-ไม่เห็นทำหง่าอะไรเลย! (ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ตั้งโต๊ะสนุ้ก)

ฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ อยากเรียกร้องว่า องค์กรทั้งหลายที่รับทุนจาก สสส.พอช.หรือหน่วยงานใดของรัฐ ช่วยเปิดเผยขึ้นเว็บไซต์ได้ไหมว่าปีหนึ่งคุณได้เงินจากใครมาเท่าไหร่ ทำโครงการอะไรบ้าง ซ้ำซ้อนกันหรือเปล่า เช่นโครงการเดียวของบ 2 แหล่ง แล้วคุณใช้อะไรไปบ้าง จ่ายเบี้ยเลี้ยงจ่ายค่าเดินทางเอาชาวบ้านมาสัมมนา จ่ายเงินเดือนบุคลากร ค่าวิทยากร ค่าเบี้ยประชุม ค่าน้ำมันรถ ค่าเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ซ้ำซ้อนกันในผู้บริหารคนเดียวหรือเปล่า หรือบางคนอยู่หลายองค์กร รับค่าที่ปรึกษาค่าวิทยากรค่าเดินทางซ้ำซ้อนกันไปทั่วหรือเปล่า

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ท่านที่มาเป็นกรรมการปฏิรูปหรือกรรมการสมัชชา ช่วยบอกสาธารณชนหน่อยว่ามีความผูกพันทางการเงินอย่างไรกับ สสส.พอช.ซึ่งจะทำให้ขว้างงูไม่พ้นคอไม่มีทางมีความเห็นต่างกับลัทธิประเวศ

ในความสงบ

2 เดือนหลังปฏิบัติการ “กระชับพื้นที่” นอกจากข่าวฟุตบอลโลกและปลาหมึกพอล (เสียดายบอลโลกครั้งหน้ามันจะตายก่อน ต้องจับปลาหมอมาร์คเข้ากรงให้เลือกกินหอยแทน เลือกกล่องไหนทีมนั้นแพ้) ถามว่าเราเห็นอะไรบนหน้าสื่อ

วันก่อนผมเปิดเว็บผู้จัดการ อ่านสนธิพูดเรื่องปราสาทพระวิหาร แล้วดูท้ายข่าวว่าช่วงที่ผ่านมาสนธิพูดเรื่องอะไรบ้าง
……………………..
คำต่อคำ “สนธิ” ยก “ไช่ฉิน” นักร้องเสียงสวรรค์ เทียบชั้น “เติ้ง ลี่จวิน”
คำต่อคำ “สนธิ”ย้ำฟ้องอัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นเบื้องสูง-จี้ล้มเอ็มโอยูเขมรยุค”ชวน-แม้ว” ป้อง 1.5 ล้านไร่
คำต่อคำ “สนธิ”เผยเกร็ดชีวิต “เติ้งลี่จวิน”-เตือนระวังภัยน้ำมันพืช
คำต่อคำ “สนธิ”ย้ำภัยไมโครเวฟ-จี้ “มาร์ค”หยุดรับโทรศัพท์ เร่งทวงคืนแผ่นดินเขมร
คำต่อคำ “สนธิ” เปรียบ 3 พี่น้องตระกูลซ่งกับ “เจ๊ดา-วิระยา-พจมาน” – เตือนภัยไมโครเวฟ-น้ำอัดลม
………………………

ผมอดหัวร่อไม่ได้ นอกจากปกป้องตัวเอง ปลุกคลั่งชาติ ตอนนี้ศาสดาพันธมิตรต้องลงไปรบกับเตาไมโครเวฟ น้ำอัดลม และน้ำมันพืชแล้ว

อ้อ ศาสดาพันธมิตรยังเป็นผู้สันทัดเพลงจีนด้วย นี่ถ้าสนธิชอบดูบอล ตอนบอลโลก รายการเมืองไทยรายสัปดาห์คงวิเคราะห์บอลกันสนุก

ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของคุณสนธิที่จะพูดเรื่องอะไรก็ได้ แต่ผมยกมาเป็นตัวอย่างการทำหน้าที่ของสื่อกระแสหลัก ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ว่าสื่อทำหน้าที่ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” (คำของผู้จัดการเองนั่นแหละ) น้อยไปจนถึงน้อยมาก

เลยต้องตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์น้ำอัดลม น้ำมันพืช กะเตาไมโครเวฟแทน หวังว่าคงบรรจุไว้ในนโยบายพรรคการเมืองใหม่ตอนหาเสียง สก.เพื่อไม่ต้องวิจารณ์ประชาธิปัตย์

การทำหน้าที่ของสื่อในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แยกแยะได้คร่าวๆ 3 ส่วน คือ พวกหนึ่งก็อุทิศวิญญาณหนังสือพิมพ์ให้กับการไล่ล่า “โจรแดง” มีธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นพระเอกรายวัน มี พรก.ฉุกเฉินเป็นอุดมการณ์สูงสุด

พวกที่สองคือพวกที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีคนตาย 90 ศพ ชวนชาวบ้านดูหนังดูละคร เล่นหุ้น ลงทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว และช็อปช่วยชาติ

พวกที่สามที่ยังมีเหลืออยู่น้อยนิดก็เช่นมติชน ที่ยังพยายามติดตามตรวจสอบ อย่างเช่นฝูงบินกริพเพน ยุค รศ.112 ซึ่งเอาหัวแม่เท้าตรองดูก็รู้ว่าซื้อถูกหรือแพงเกินจริง

สถานการณ์นี้ต่างจากปีที่แล้ว หลังสงกรานต์ปราบม็อบเสื้อแดง ชะรอยสื่อคงได้สำนึกว่าการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลเช่น โครงการรถเมล์ 4,000 คัน นอกจากจะสาวไส้ให้กากิน เป็นประโยชน์กับทักษิณและ “โจรแดง” แล้ว ยังทำให้หน้าแหกอีกต่างหาก เพราะที่ลั่นปากไว้ว่าถ้ารัฐบาลอนุมัติโครงการนี้ก็จะอยู่ไม่รอด ที่ไหนได้ สื่อกลับต้องมาอุ้มรัฐบาลเสียเอง

ใครพูดไว้พ่อแม่พี่น้องคงจำได้ ฮิฮิ แล้วตอนนี้เขาครบวงจรกันตั้งแต่รถไฟฟ้าลงมาถึงถนนไร้ฝุ่น ไม่เห็นสื่อมีปากสักแอะ โฉนดเขาแพง ประมูลสร้างโรงพัก ฯลฯ อะไรที่พรรคเพื่อไทยยกมาตรวจสอบรัฐบาล นอกจากสื่อไม่ตามแล้วยังช่วยแก้ต่างอีกต่างหาก

พาดหัวข่าวมีอยู่แค่เนียะ อ้อ-อ้าย หรั่ง หรือไม่ก็อมน้ำลายเทพไทมาละเลงในหน้าหนังสือพิมพ์ตัวเอง ฝึกอาวุธ 3 จุด วินาศกรรม 68 จุด ฯลฯ

สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจ ผู้ใช้อำนาจ แต่ตอนนี้สื่อกลับมาตรวจสอบ-ไม่ใช่สิ ใช้คำนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องบอกว่าจองล้างฝ่ายที่จะโค่นอำนาจ เพราะตัวเองมีส่วนร่วมในอำนาจนั้น

อภิสิทธิ์ถึงได้เดินสายไปพบสื่อ เวียนไหว้ทุกสำนัก แต่ไม่เคยเดินสายพบประชาชน เพราะสื่อสำคัญกว่าประชาชน

สังเวชก็แต่มวลชนพันธมิตรประเภทที่ถูกปลุกให้เชื่อว่าไล่ทักษิณแล้วบ้านเมืองจะใสสะอาด ปราศจากคอรัปชั่น ไหนว่าเป็นพลังของคนชั้นกลางที่จะมาล้างคอรัปชั่น

ไมโครเวฟจงพินาศ! (น้ำอัดลมออกไป)

สิทธิมนุษยชนมีให้ “โจรใต้”

เหตุการณ์พฤษภาอำมหิต นอกจากมีคนตาย 90 คน มากที่สุด มากกว่าทุกเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ไทย 2 เดือนที่ผ่านมานี้ ยังมีการกวาดจับประชาชนไปจับกุมคุมขัง 400 กว่าคน มากที่สุดนับแต่รัฐบาลหอยใช้ข้อหาภัยสังคมกวาดจับหลัง 6 ตุลา

มิหนำซ้ำยังมีการควบคุมตัวบุคคลไปกักขัง ละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา ตั้งแต่อาจารย์ยิ้ม, สมยศ พฤกษาเกษมสุข มาจน บก.ลายจุด

นี่คือการละเมิดสิทธมนุษยชนที่ร้ายแรงที่สุดนับแต่หลัง 6 ตุลา ถ้าไม่นับเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้

แต่ถามว่าสื่อและนักสิทธิมนุษยชนทำอะไรบ้าง เปล่าเลยครับ แล้วก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่กลับยุยงเหยียบย่ำซ้ำเติม

ผมเองก็ไม่ได้เป็นปลื้มชื่นชมบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมเห็นว่าไม่ได้ทำหน้าที่สมกับเป็นกรรมการสิทธิฯ ในช่วงพฤษภาอำมหิต และช่วงที่มีการกวาดจับคนเสื้อแดงใหม่ๆ

แต่อย่างน้อย การที่หมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กล้าออกมาคัดค้านการต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน และส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมคนเสื้อแดงในเรือนจำทั่วประเทศ ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็ต้องปรบมือชมว่า หมอนิรันดร์ตื่นขึ้นมาทำหน้าที่ที่สมควรจะทำแล้ว แม้จะยังทำไม่เต็มที่ และควรทำมากกว่านี้

โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าจุดยืนของหมอนิรันดร์ยังกึ๊กๆกั๊กๆ แต่อย่างน้อยแกก็ตระหนักว่าต้อง “ทำหน้าที่” แม้สวนทางกับทัศนะ (ที่รู้กันว่าออกไปทางเหลืองอื๋อ) แต่หน้าที่ต้องเป็นหน้าที่ สิทธิมนุษยชนไม่สามารถเลือกข้าง เราจึงต้องยกย่องหมอนิรันดร์ในขณะที่นักสิทธิมนุษยชนผู้มีชื่อเสียงทั้งหลายเงียบเป็นเป่าสาก

แต่ผลปรากฏว่าการทำหน้าที่ของหมอนิรันดร์ กลับถูกคอลัมนิสต์ใหญ่โจมตีว่าเป็น “อีแร้ง” เกาะศพ พร้อมกับตั้งข้อหา “เอาใจโจร” ทำไมไม่พิทักษ์สิทธิ์ของคนกรุงเทพฯ หลายล้านคนบ้าง

ให้ตายเถอะ คำพูดทำนองนี้ผมเคยได้ยินที่ไหน จากปากใครที่หน้าเหลี่ยมๆ เมื่อ 5-6 ปีก่อน ทำไมนักสิทธิมนุษยชนต้องเอาใจโจร ทำไมไม่พิทักษ์สิทธิของคนบริสุทธิ์ที่โดนโจรทำร้ายบ้าง

ทำไมเราต้องคัดค้านการออก พรก.ฉุกเฉินในยุคทักษิณ เพราะมันละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือเพราะมันเป็นของทักษิณ ทำไมเราประณามกรณีกรือเซะ ตากใบ แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับพฤษภาอำมหิต อ้าว ก็นั่นมัน “โจร” ชัดๆ เด็กนักฟุตบอลทั้งทีมที่สะบ้าย้อยควงมีดสปาต้าบุกโรงพัก ถ้าคิดแบบนี้คุณก็ต้องปรบมือชมเชยพัลลภ ปิ่นมณี กับตำรวจ ที่กวาดซะให้เรียบ

สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของการเลือกข้าง ผมเนี่ยไม่เคยชอบพวกมุสลิมเล้ย เพราะไม่ชอบพวกที่บังคับให้ผู้หญิงใส่ผ้าคลุมหน้า ไม่ชอบพวก fundamental ที่ตีความศาสนาแบบตายด้านจนละเมิดสิทธิเสรีภาพ (ไม่เหมือนพวกแกนนำพันธมิตรที่พากันไปดูงานตะวันออกกลาง) แต่การฆ่าคนไม่มีอาวุธ ฆ่าเด็กนักฟุตบอลที่มีแค่มีด โดยบ้างก็มีข้อสงสัยว่าถูกจ่อยิง (ถาวร เสนเนียม นั่นแหละสงสัย) หรือการใช้ พรก.ฉุกเฉินบุกเข้าไปตรวจค้นหมู่บ้าน สงสัยใครไม่มีหลักฐานก็เอาเขาไปกักตัวไว้ก่อน ครบกำหนด พรก.ฉุกเฉินก็ใช้กฎอัยการศึกต่อ มันคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของเขา ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็ตาม

ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร คิดถูกคิดผิด เขาก็มีสิทธิที่ต้องได้รับความคุ้มครอง การดำเนินคดีต้องมีหลักฐานเพียงพอ ตราบใดที่ศาลยังไม่พิพากษาก็ต้องถือว่าเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ รัฐธรรมนูญมาตรา 40(7) บัญญัติว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว

การที่กรรมการสิทธิเข้าไปตรวจสอบคนเสื้อแดง 400 กว่าคนที่ถูกจับกุมคุมขัง จึงเป็นการทำหน้าที่ตรวจสอบตามมาตรา 40(7) เพราะไม่ใช่ว่าคน 400 กว่าคนนี้ถูกตัดสินว่าผิดแล้ว กรรมการสิทธิต้องตรวจสอบว่าการใช้อำนาจภายใต้ พรก.ฉุกเฉินของตำรวจทหาร มีการจับกุมโดยมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือเปล่า เหวี่ยงแหหรือเปล่า มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือเปล่า เลือกปฏิบัติหรือเปล่า

เหมือนอย่างที่ครูหยุยออกมาโวยว่ามีการจับกุมคุมขังเยาวชนจำนวนมาก ทั้งที่ก่อนกระชับพื้นที่ ไปป่าวประกาศให้เอาเด็กออกมาจะพาเด็กกลับบ้าน แต่เสร็จแล้วกลับจับเด็กไปขัง (ต้องชมครูหยุยด้วยว่าที่ผ่านมาแม้เอียงกะเท่เร่แต่กล้าพูดเรื่องนี้)

คนเสื้อแดงที่ถูกจับ 400 กว่าคนทั่วประเทศ เป็นคน “เผาบ้านเผาเมือง” จริงหรือเปล่า มีพยานหลักฐานชัดเจนหรือเปล่า ไม่เคยมีใครตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะสภาทนายความก็ทิ้งการทำหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ ถ้าไอ้ประชาชนคนนั้นมันใส่เสื้อแดง

คนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยที่ถูกจับเป็นคนยากคนจน ที่ผมได้ยินได้ฟังมาก็เช่นถูกออกหมายจับทั้งผัวเมีย ผัวหนี เมียติดคุก ทิ้งลูกเล็กๆ 3 คนไว้กับยาย

แต่ไม่เป็นไร โห ก็ทักษิณกับเครือข่ายใช้เงินหมุนเวียนตั้ง 6 หมื่นล้าน ไอ้พวกที่มาม็อบอย่างน้อยมันก็คงได้ไปคนละล้าน ปล่อยให้มันติดคุกซะให้สม… อย่างนั้นใช่ไหม

นี่คือประเด็นเดียวกันที่สภาทนาย สมาคมนักข่าว องค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ แห่ลงไปปกป้องสิทธิของ “โจรใต้” เรียกร้องให้มีการ “สมานฉันท์” “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” แต่ถ้าเปลี่ยนหน้ามาเป็นเสื้อแดง กลับกลายเป็นฆ่ามันๆๆ เอามันให้หนัก ปราบมันให้เหี้ยน

โทษที คุณนึกถึงสิทธิของคนบริสุทธิ์ที่โดน “โจรใต้” มันฆ่ามันยิงบ้างหรือเปล่า ผมย้อนถามอย่างนี้เพราะผมคิดว่าถ้าสื่อและนักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ เกิดเป็นคนไทยพุทธในยะลา ปัตตานี นราธิวาส ก็คงไม่ออกมาเรียกร้องให้ “สมานฉันท์” มีแต่จะเรียกร้องให้ “ฆ่ามันๆๆๆ”

ผงไม่เข้าตาตัวเอง เข้าตาแล้วถึงรู้ว่าตัวเองไม่ได้แยแสสิทธิมนุษยชนอะไรนั่นซักเท่าไหร่หรอก

สิทธิมนุษยชนจึงมีให้แต่ “โจรใต้” แต่ไม่มีให้ “โจรทักษิณ” หรือ “โจรแดง” ตลกร้ายน่าสังเวชคือเรามีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมากมาย เรียกร้องให้เอาผิดทักษิณกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพย์ติด แต่เมินเฉยการกระชับพื้นที่ ที่มีสไนเปอร์ส่องหัวคนเสื้อแดง

เรามีนักสิทธิมนุษยชนมากมาย ที่เรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวอองซานซูจี โจมตีเผด็จการทหารพม่าว่าเล่นเล่ห์ลวงโลก ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วสกัดกั้นฝ่ายค้านลงเลือกตั้ง ขณะที่ตัวเองไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญของ คมช.และปกป้องจะเป็นจะตาย

เรามีนักสิทธิมนุษยชนมากมาย ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนชายขอบ อย่างเช่นบรรเจิด สิงคะเนติ ที่ต่อสู้เพื่อคืนสัญชาติไทยให้คนไทยพลัดถิ่น ชาวไทยภูเขา (ยกเว้นแม้ว-ฮิฮิ) แต่พวกเสื้อแดงบางคนบอกว่า อยากฝากบัตรประชาชนไทยคืนให้บรรเจิด มึงจะเอาไปให้ม้งเย้าอีก้อหรือคุณพ่อผีตองเหลืองที่ไหนก็ตามใจ

นี่เพิ่งได้ข่าวว่าบรรเจิด, กิตติศักดิ์ ปรกติ เพิ่งเข้าไปเป็นอนุกรรมการสิทธิร่วมกับวีระ สมความคิด, สมชาย หอมลออ, บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ขอให้จำเริญๆ

องค์กรสิทธิมนุษยชนที่แสนจะเฟื่องฟูในบ้านเรา (ได้เงินสนับสนุนอู้ฟู่) จึงทำหน้าที่สำคัญสองประการ คือหนึ่ง สอดส่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนใน 3 จังหวัดภาคใต้ แล้วรายงานข้ามโลกไปให้ฝรั่ง กับสอง สอดส่องการละเมิดสิทธิประชาธิปไตยของเผด็จการทหารพม่า แล้วรายงานข้ามโลกไปให้ฝรั่ง ส่วนการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือประชาธิปไตยไทยกูไม่เกี่ยว แถมกูยังหนับหนุนด้วย

สิทธิกับสื่อเกี่ยวข้องกันไหม เกี่ยวสิครับ ในทัศนะผม หน้าที่สำคัญข้อแรกของสื่อไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด ปลุกระดมชาวบ้าน และยังไม่ใช่การตรวจสอบคอรัปชั่นหรือความไม่ชอบมาพากลด้วยซ้ำ นั่นอาจเป็นข้อสองข้อสาม แต่ข้อแรกที่สำคัญที่สุด-เหมือนรัฐธรรมนูญบทที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกา คือการปกป้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของเสียงข้างน้อย

เพราะหลักการสำคัญที่สุดของประชาธิปไตยคู่กับการยอมรับเสียงข้างมาก ก็คือคุ้มครองเสียงข้างน้อย ให้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพื่อกลับมาเป็นเสียงข้างมากถ้าเหตุผลดีพอ นี่คือบทบาทหน้าที่โดยตรงของสื่อและนักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่การปกปักคุณธรรมจริยธรรมความถูกต้องดีงามในทัศนะของคุณ เพราะคุณไม่ใข่ศาสดา

สื่อและนักสิทธิมนุษยชนเคยต่อสู้กับการแทรกแซงของทักษิณ เมื่อครั้งที่ตัวเองเป็นเสียงข้างน้อย แต่พอตัวเองพลอยพยักกับเสียงข้างมาก ก็กลับกลายเป็นอิเหนา เน่าไปหมดทั้งยวง

อันที่จริง สื่อและนักสิทธิมนุษยชนน่ะตายมานานแล้วครับ แต่ 2 เดือนที่ผ่านมา คือการส่งกลิ่นเน่าเพราะว่ายังไม่ได้เข้าพิธีฌาปนกิจเท่านั้นเอง

ใบตองแห้ง
21 ก.ค.53

“ขอโทษประเทศไทย” โฆษณาที่โดนแบน

คอมเม้นต์โดย ธิดา รักรัฐมนตรีวัฒนธรรม (5555)

“ขอโทษประเทศไทย” โฆษณาที่เพิ่งโดนแบน : หนึ่งนาทีครึ่งแรกจิกด่าทุกสิ่งที่ผู้ทำโฆษณาเชื่อว่าสมควรโดนด่า ทว่านับจากนาทีที่ 1.40 เป็นต้นไป เขาก็เผยชัดว่า “ความสูญเสีย”, “การเยียวยา” และ “ด้านบวกของความเป็นไทย” ในสมองของเขาได้แก่สิ่งใดบ้าง …รวมความคือถึงอย่างไรโฆษณาชิ้นนี้ก็แสนจะซึนและเปล่ากลวง แต่เพียงเพราะมันเล่นกับภาพและเหตุการณ์ที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการกระตุ้นอารมณ์คน มันจึงโดนแบน?

ทวงถามความชอบธรรม “คณะกรรมการปฏิรูปฯ” ปูทาง 90 ชื่อคนตาย หน้าบ้านพิษณุโลก

Wed, 2010-07-14 01:09

วันนี้ (13 ก.ค. 2553) เวลา 13.00 น. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) นัดรวมตัวจัดกิจกรรมประท้วงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป โดยนำรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ด้วยกำลังทหารพร้อมอาวุธบรรจุกระสุนจริง ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 จำนวน 90 รายชื่อ วางเรียงบนพื้นถนนทางเข้าบ้านพิษณุโลก ซึ่งในเวลา 13.30 น. วันเดียวกันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

กิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการรณรงค์ได้แต่งกายโดยใช้สัญลักษณ์ของกาชาดและพระสงฆ์ พร้อมสวมหน้ากากอาบเลือด ซึ่งมีความหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ เพื่อเป็นการแสดงความเห็นคัดค้านถึงความไม่ถูกต้องของที่มาของคณะกรรมการฯ ทั้งสองชุด

“ถึงแม้ว่าคณะกรรมการทั้งสองชุด ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุน และนายประเวศ วะสี เป็นประธานนั้นจะมาจากผู้มีประสบการณ์อย่างมากมายก็ตาม ทางเครือข่ายก็ยังเห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ควรแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และผู้สูญเสียจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาก่อน การปฏิรูปที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จึงเป็นเพียงการซื้อเวลา และการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์เท่านั้น” นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ ผู้เข้าร่วมการรณรงค์คนหนึ่งแสดงทัศนะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ทางกลุ่มผู้ร่วมการรณรงค์ได้วางรายชื่อวางที่หน้าบ้านพิษณุโลกนั้นได้มีรถยนต์ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขับผ่านเข้า-ออก โดยไม่ได้หยุดแสดงความสนใจกลุ่มผู้ชุมนุม และแผ่นกระดาษพิมพ์รายชื่อผู้เสียชีวิตที่วางปูอยู่บนพื้นถนน

นอกจากนี้ระหว่างทำการรณรงค์ เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้มีการแจกเอกสาร จดหมายบูชาครูฉบับที่ 1 “ปฏิรูปไม่ได้ ปรองดองไม่ได้ ถ้าไม่รู้สึกเจ็บปวด” ซึ่งมาจากบทความที่เขียนโดย นายพิภพ อุดมอิทธิพงษ์ ให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยเนื้อหาในบทความดังกล่าวได้ตั้งคำถามถึงจุดยืนของ นายประเวศ วะสี ในการเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมือง และเป็นประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.)

“ความคิดที่จะมุ่งปฏิรูปอนาคตโดยไม่สนใจใยดีต่ออดีต และอันที่จริงอดีตก็ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะโจทก์และจำเลย แต่เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียที่ร้าวลึกของหลายฝ่าย แต่เป็นเรื่องของบาดแผลในจิตใจมนุษย์ที่คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเยียวยา ทั้งยังเป็นบาดแผลต่อจิตวิญญาณของชนชาติไทย แต่ทำไมประธานกรรมการท่านนี้จึงเริ่มจากการบอกให้มองข้ามอดีต” เนื้อความตอนหนึ่งของเอกสารระบุ

ส่วนการประชุมภายในบ้านพิษณุโลก หลังจากใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ที่ประชุมได้ข้อยุติว่าจะมุ่งตรงในเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งมีอยู่ 5 ด้าน คือ รายได้ สิทธิ โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรี ซึ่งการวางกรอบหลังจากนี้จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยในส่วนสมัชชาประชาชนจะเข้ามาทำหน้าที่ดำเนินการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาสังคม ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ก.ค.เวลา 13.00 น.ที่บ้านพิษณุโลก คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานได้นัดประชุมกรรมการเป็นนัดแรก โดยจะแถลงข่าวในเวลา 16.00 น. สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปฯ จะประชุมกันอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. 2553

ที่มาภาพ: Kratik Wannasiri

ใบตองแห้งออนไลน์: อินจันแฝดสยอง

Sat, 2010-07-10 14:33

ใบตองแห้งออนไลน์

ไม่แปลกใจอะไรเลยที่ระบอบอภิสิทธิ์ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป อีก 3 เดือน และพอใกล้จะถึง 3 เดือนก็คงมีมือมืดเอาอาร์พีจีไปยิงถังน้ำมันเปล่าที่ไหนสักแห่ง  ทำให้ต้องต่ออายุไปจนถึงต้นปีหน้า จากนั้นอภิสิทธิ์ก็โชว์ฟอร์มสง่างาม ยุบสภาเลือกตั้งใหม่พอดี

ที่น่าสมเพชคือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการ “กระชับพื้นที่” 9 อรหันต์ของ อ.คณิต ณ นคร ซึ่งถ้าพอจะมีเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือหลงเหลืออยู่บ้าง ก็หมดกันทันทีในมติ ครม.ที่คลอดรายชื่อออกมาพร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

9 อรหันต์จะเหลือความเป็นอิสระเป็นกลางในการทำงานได้อย่างไร ในเมื่อมีอาสากู้ภัยออกมาให้ข่าวว่า ทหารยิง 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกไปรายงานตัว ไม่ไปมีโทษจำคุก โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวขังลืมคนเสื้อแดง ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกไปรายงานตัว ไม่ไปมีโทษจำคุก

ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คุณไม่มีสิทธิกล่าวหาว่า “ทหารฆ่าประชาชน” ไม่มีสิทธิตำหนิติติงว่า ศอฉ.กระทำเกินกว่าเหตุ แล้วใครจะกล้าไปให้การกับ 9 อรหันต์ ให้การวันนี้ พรุ่งนี้ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียก

แล้วมันจะเป็นการสอบสวนที่อิสระและเป็นกลางได้อย่างไร

การสอบสวนที่เป็นอิสระและเป็นกลางยังไม่ใช่เพียงแค่เรียกคน เข้าไปให้ปากคำ แต่ต้องเปิดให้เผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวางจากทั้งสองฝ่ายต่อสาธารณะ ผ่านสื่อต่างๆที่มีเสรี ตั้งแต่สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนอินเตอร์เน็ต เพื่อเอาข้อเท็จจริงมาหักล้างกันอย่างมีเหตุมีผล แต่นี่นอกจากปิดสื่อแล้วยังปิดปาก ห้ามให้ข้อมูลในทางลบต่อพระเอกสีขี้ม้า ฉะนั้นจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปหาพระแสงของ้าวอันใด

ที่บอกว่าอาจจะพอมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง ก็เพราะผมเชื่อว่าบางคน เช่น ไพโรจน์ พลเพชร ยังมีความเป็นธรรมและเป็นกลาง

แต่ที่ไหนได้ ไพโรจน์ออกมาปฏิเสธแล้วว่าเขาไม่รับ มีการทาบทามจริงแต่ไม่รับ กลับเอาชื่อไปใส่เฉยเลย

ความน่าเชื่อถือก็กลายเป็นติดลบ เพราะคนอื่นก็งั้นๆ สมชาย หอมลออ จะเป็นอะไรแน่ระหว่างพันธมิตรฯ กับนักสิทธิมนุษยชน ควรบอกสังคมให้แน่ชัด ตัวแทนสื่ออย่างคุณมานิจ สุขสมจิตร ไม่รู้จักเป็นส่วนตัว ได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านเป็นคนดี แต่โทษที ผมเห็นรัฐบาลไหนตั้งกรรมการอะไรที่เอาตัวแทนสื่อเข้าไป ก็มานิจ สุขสมจิตร แทบทุกที ไม่เคยเห็นจะมีบทบาทโดดเด่นหรือแสดงความคิดเห็นอะไร นอกจากเขาว่าไงก็ว่าตามกัน  (อ้าว ไปโผล่ในกรรมการสมัชชาปฏิรูปอีกแล้ว)

มติ ครม.ที่คลอดออกมา 2 เรื่องพร้อมกัน (ไม่นับเรื่องเอาสิงโตไปตั้งหน้าแบงก์ชาติเพื่อปรับฮวงจุ้ย-ฮา) จึงขัดกันอย่างอัปยศ คือตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่อ้างว่าอิสระและเป็นกลาง กับยืดอายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลด้านตรงข้าม

นั่นแสดงว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีเจตจำนง 2 ประการเท่านั้นคือ หนึ่ง ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และสอง ปิดกั้นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยสันติและเปิดเผยของฝ่ายเสื้อแดง แต่ใช้ข้ออ้าง “ใต้ดิน” หรือวินาศกรรมมาเป็นเครื่องมือ ทั้งที่ความจริงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันการก่อวินาศกรรม ดูภาคใต้ก็ยังตูมๆ ทุกวัน

แต่ต่างกันนิดนึงที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ทหารตำรวจกรุงเทพฯ ได้เบี้ยเลี้ยง เงินเพิ่ม สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น นับอายุราชการทวีคูณ โดยไม่ต้องลงไปเสี่ยงตายเหมือน “จ่าเพียร” ที่ 3 จังหวัดใต้

ต้องชื่นชมหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีบทบาทอย่างไร แต่การคัดค้าน พรก.ฉุกเฉินก็ถือว่าได้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิฯ อย่างตรงไปตรงมา

ถามว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งผลร้ายต่อการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยหรือไม่ ย่อมส่งผลแน่นอนเพราะมันปิดกั้นสื่อและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ก็มีด้านดีเหมือนกันคือทำให้จตุพรไม่สามารถรวบรวมมวลชนมาแพ้ครั้งที่สาม (ไม่ฮา) ช่วงเวลา 3 เดือนหรืออาจจะ 6 เดือนต่อไปนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงต้องท่องคำว่า “อดทน” รอให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งผล “ย้อนศร” อย่างที่มีหลายคนทักไว้ ไม่ต้องกลัว “แมลงสาบธิปไตย” ฆ่าตัวตายทุกยุคทุกสมัย ยิ่งเหิมเกริมยิ่งได้ใจยิ่งพังเร็ว

ดูง่ายๆ ก็อย่างที่ออกมาให้ข่าวมั่วว่ามีการฝึกอาวุธที่สวนผึ้ง ปักธงชัย แล้วโดน กอ.รมน.ตบปาก โห มันคงนึกว่าสวนผึ้งยังเป็นป่าสมัยก๊อดอาร์มี เดี๋ยวนี้ลองไปดูสิครับ รีสอร์ทราคาแพงระยับ ปักธงชัย วังน้ำเขียว ก็คนกรุงไปกว้านซื้อที่เพียบ

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันควร จะทำให้ “แมลงสาบธิปไตย” เสียหายในทางสากล ภาพลบในสายตาต่างประเทศ แต่ในประเทศพวกเขาจะยังได้คะแนนนิยมจากคนกรุงคนชั้นกลางที่หลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง ใช้อำนาจเผด็จการพลเรือนกดหัวคนชั้นกลางเสรีนิยมและมวลชนเสื้อแดง โดยอ้างว่านี่คือความปรองดอง ประโคมสร้างภาพความสงบเพื่อปั่นตัวเลขทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่เราจะต้องต่อสู้คือทำให้เห็นว่ามัน “ไม่สงบ” และไม่มีทางสงบ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรมและความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เพียงแต่แนวทางการต่อสู้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือการก่อวินาศกรรม พวกที่ทำอย่างนั้นอาจมี แต่ไม่ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คือใครเขาจะทำเราห้ามไม่ได้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว (นี่หว่า) แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราก็มีหน้าที่พูด 2 อย่างคือหนึ่ง ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเราไม่สนับสนุน แต่สอง ก็เพราะคุณทำให้เขาคับแค้น ได้รับความอยุติธรรม ถูกกดดันจนต้องไปหาวิธีทำระเบิดในอินเตอร์เน็ต

การทำให้เห็นว่า “ไม่สงบ” สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี สมมติเช่นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ (แบบโหวตให้ V11-ฮา) หรือการแข็งขืนอำนาจรัฐในรูปแบบที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องใช้หัวคิด ลูกเล่น เช่นวันสองวันนี้ผมขึ้นรถตู้ เจอสติกเกอร์สีแดงตรงประตู “ไม่ต้อนรับเผด็จการ ประชาธิปไตยเชิญครับ” เข้าท่าดี ใครจะทำไม ไม่ผิดกฎหมาย (นี่หว่า) ใครไม่พอใจก็เป็นพวกเผด็จการ ถ้าเอาไปต่อยอด สมมติเช่นทำสติกเกอร์ “เรารักประชาธิปไตย” สีแดงแจ๋ แจกกันให้ทั่ว ใครจะห้ามได้ เป็นถ้อยคำที่ถูกต้องที่สุด มีตรงไหนผิดสักนิด

หรือไม่ก็อาจจะนัดกัน ใส่เสื้อแดงวันอาทิตย์ ผิดกฎหมายตรงไหน ใส่เสื้อแดงไปเดินเที่ยวราชประสงค์ เอ้า ใครจะทำไม ทำบุญ 100 วัน 19 พ.ค.ก็จัดให้ยิ่งใหญ่ทุกจังหวัด เฮ้ย ทำบุญให้คนตาย ศอฉ.มึงห้ามได้หรือ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรจะใช้ช่วงเวลานี้ให้มวลชน พัฒนาความคิดทางการเมือง อย่างลึกซึ้งและมีเหตุผล อย่างน้อยก็สร้างความผูกพันภราดรภาพซึ่งกันและกัน เพราะต้องยอมรับว่ามวลชนเสื้อแดงที่ปลุกขึ้นมาด้วยพีเพิลแชนเนลและวิทยุ ชุมชน มีแต่อารมณ์ร้อนแรงแต่ในเชิงความคิดอุดมการณ์ยังผิวเผิน เพื่อนที่เป็นเสื้อแดงยังบอกว่าเวลาที่มาม็อบ แต่ละเต้นท์ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความเอื้อเฟื้อ สร้างความผูกพัน หรือทำงานความคิดกัน แกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่มีเป้าหมายของตน มีนักคิดนักวิชาการน้อย เวลาพูดถึงประชาธิปไตยสมบูรณ์ จริงๆ แล้วคืออะไรก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจถ่องแท้ ผมถึงเรียกร้องว่าจะต้องกำหนดเป็นข้อๆ คล้ายนโยบายเฉพาะหน้า ว่าอะไรคือเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

และที่สำคัญอีกอย่าง ทำอย่างไรจะให้ช่วง 3-6 เดือนนี้ ลดบทบาทการนำของทักษิณ สรุปบทเรียนความผิดพลาดที่เกิดจากการยอมให้ทักษิณนำแต่ผู้เดียว แล้วไล่ทักษิณไปอยู่หางแถวหรือไปไกลๆ ยิ่งดี

Who’s Who ในคณะปฏิรูป

และแล้วก็ไม่ผิดคาด พี่เปี๊ยกฉายเงาอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปจริงๆ เพราะส่งพี่แอ๊ว รัชนี ธงไชย มาแทน (ไม่อยากใช้ศัพท์แบบที่ใช้กับนักการเมือง ฮิฮิ)

ส่วนที่ผิดคาดคือ ไม่คาดว่า อ.นิธิยอมรับเป็นกรรมการปฏิรูปกับเขาด้วย ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร จะรอฟัง แต่ไม่เป็นไร ต้องเคารพการตัดสินใจ ท่านอาจเห็นเป็นช่องทางเสนอความคิดเห็น ซึ่งก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าท่านจะทำอะไรได้หรือไม่ แต่ถ้าหวังจะให้ท่านเป็นตัวเชื่อมดึงนักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่าย ประชาธิปไตยไปมีส่วนร่วม ขอบอกว่าไม่มีทาง

ส่วนที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือ อานันท์ ปันยารชุน สามารถไปอัญเชิญ อ.เสกสรรค์มาร่วมด้วย (โดยอ้างว่าเคยถูกกล่าวหาเป็นซ้ายเหมือนกัน) ซึ่งผมเห็นเป็นเรื่องดี เพราะที่ผ่านมา ศิลปินแห่งชาติหมาดๆ ท่านนี้ไม่เคยให้ความเห็นต่อวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากจะแสดงปาฐกถาธรรมชั้นสูง ซึ่งพวกสมองทึบอย่างผมฟังแล้วม่ายเข้าจายตุ้ม คือไม่รู้ว่าพี่เสกแกจะบอกอะไรกันแน่

อย่างน้อยคราวนี้แกจะได้พูดอะไรชัดๆ ซะที

องค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งสองชุดส่วนใหญ่มาจาก NGO หรือนักวิชาการ NGO ซึ่งก็คือคนดีๆ นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว แต่ปัญหาคือเราต้องแยกแยะการทำงานของ NGO ว่า การลงไปทำงานให้ชาวบ้านกล้าต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม คัดค้านการตัดสินใจของรัฐและทุนโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้าน คือการกระตุ้นให้ชาวบ้านตื่นตัวใช้สิทธิประชาธิปไตยที่ต้องยกย่องและสนับ สนุน แต่ขณะเดียวกัน NGO ส่วนหนึ่งก็ถลำเข้าไปเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมหัวชนฝา กระทั่งต่อต้านความคิดเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ Neo-conservative แบบชาตินิยม ไทยนิยม วัฒนธรรมนิยม รื้อฟื้นของเก่า จนกระทั่งไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทักษิณ ซึ่งก็ต้องโทษทักษิณด้วยว่าเข้าไปปิดพื้นที่ทางการเมืองของ NGO จนเขาต้องต่อต้าน แต่ในการต่อต้านมันก็มีปัญหาเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศ พูดง่ายๆว่า ทักษิณต้องการดึงชนบทเข้าสู่ระบบตลาดโลกาภิวัตน์ นั่นคือการทำให้ “หายจน” ขณะที่ NGO ยังเพ้อฝันจะให้ชาวบ้านอยู่อย่างสุขสงบ พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ก้มหน้าก้มตาทำการเกษตรแบบพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งทุนนิยม

ผมไม่ได้คิดว่าทักษิณถูกหมด แต่ขณะเดียวกันถ้าเอา NGO มากำหนดทิศทางของประเทศ ก็ท่าจะผิดเพี้ยนไปสุดกู่

องค์ประกอบของคณะกรรมการ โซนแรกคือพวกที่มาตามตำแหน่ง ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเอาตามตำแหน่ง เพราะไม่ใช่ตั้ง สสร.หรือสภาสนามม้า แล้วตำแหน่งที่เอามาก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ เช่นทำไมเอาปลัดยุติธรรม ไม่เอาปลัดกระทรวงอื่น ทำไมเอาอดีตเลขา สกอ. ทำไมเอาอดีตเลขา สพฐ.

แต่คนที่มาตามตำแหน่งก็มีอะไรซ่อนอยู่ อย่างเช่นเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อ้าว หมอชูชัย ศุภวงศ์ สายตรงหมอประเวศ (นี่หว่า) ผมน่ะได้ยินข่าวมา 2 อาทิตย์แล้วว่าเขาจะเอาหมอชูชัยไปร่วมด้วย แต่ไม่เข้าใจว่าจะไปแบบไหน จะลาออกจาก กสม.เลยหรือ เพิ่งรู้ว่าไปแบบนี้เอง

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขา สพฐ. ถ้าดูเผินๆไม่มีอะไร แต่ต้องย้อนดูประวัติ คุณหญิงคือบุตรสาวของท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของกรณ์ จาติกวณิช เปล่า ไม่ได้จะบอกว่ามาสาย ปชป. แต่ท่านผู้หญิงสุมาลีคือประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) คนแรก ระหว่างปี 2529-2532

ฉะนั้น คุณหญิงกษมาอาจจะเรียกว่ามาสาย NGO ก็ได้

ในชุดแรก 27 คน ที่เป็นสายตรง “ลัทธิประเวศ” ได้แก่ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, หมอวิชัย โชควิวัฒน์ และหมอชูชัย

สารี อ๋องสมหวัง แม้ระยะหลังความเห็นต่างกันบ้างแต่ก็อยู่สายหมอประเวศมาตั้งแต่ 20 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก (สมัยยังเป็นสาว)

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข อดีตประธาน กป.อพช. ไม่ใช่ศิษย์ก้นกุฎีหมอประเวศ เพราะทำงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สืบทอดมาจากอาจารย์ป๋วย ปัจจุบันเป็น NGO รุ่นใหญ่ของวงการเป็นรองแค่รุ่นหมอประเวศ, ไพบูลย์, ส.ศิวรักษ์

ในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาเรวดีไม่ใส่เสื้อสีชัดเจน แต่สามีคือ ทวีเกียรติ ประเสริฐเจริญสุข รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ซึ่งแค่เห็นชื่อ ม.ก็คงไม่ต้องบอกต่อว่าสีอะไร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เธียรธรรม เธียรสิริไชย ไม่ทราบว่าต้องการแยกบทบาทกันหรือเปล่า อดีตเป็นคนเดือนตุลา เข้าป่า 3 จังหวัด แล้วลงมาทำงาน NGO แถวนครสวรรค์อยู่พักหนึ่ง (สืบไปสืบมาเป็นเพื่อนของเพื่อนซี้ผม) บทบาทเร็วๆ นี้ก็คือไปอภิปรายสนับสนุนตุลาการภิวัตน์คดียึดทรัพย์ และร่วมกับพรรคการเมืองใหม่กล่าวหาเพื่อนพ้องในอดีตว่าจะรับใช้ทักษิณทำ “สงครามประชาชน”

พี่สน รูปสูง นี่ก็ออกจากป่า ก่อนเข้าป่าแกเป็นครู ถือเป็นบุคคลปรัมปราของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในอีสาน จะสมัชชาคนจนสมัชชารายย่อยสมัชชาอะไรก็แล้วแต่ พี่สนมีเอี่ยวทั้งนั้น เป็นคนทำงานเพื่อชุมชนอย่างจริงจัง แต่กลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านไปเมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกัน

ช่วงเหลือง-แดง พี่สนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกอาการ แต่ลูกชายคือ ประกาศิต รูปสูง เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน แกนนำพันธมิตร จ.ขอนแก่น เคยไปตั้งเวทีประจัญกับเสื้อแดงอุดร ขวัญชัย ไพรพนา มาแล้ว

ปรีดา คงแป้น อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เธอเป็นผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท เคยอยู่ พอช.สามีคือสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ชำนาญการประจำสำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ พอช. สมัยก่อนเคยทำงานสำนักข่าว INN อยู่ในกลุ่มของสนธิญาณ หนูแก้ว, สมชาย แสวงการ

มีข่าวว่าปรีดาเพิ่งได้โครงการอะไรซักอย่างจาก สสส. (แด่น้องผู้หิวโหยอะไรเทือกนี้แหละ) วงเงินร่วม 10 ล้านบาท ลองไปถามดูเผื่อ สสส.เขาจะเปิดเผยข้อมูล

ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์  นักวิชาการอิสระ เป็นคนเชียงใหม่ เป็น NGO สายวัฒนธรรม คือพวกฟื้นฟูของเก่าดั้งเดิม เช่น ผ้าทอพื้นเมือง มีชื่อเสียงเมื่อเขียนหนังสือพุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ เป็นผู้อำนวยการการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ทำโครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

โดยได้ทุนสนับสนุนจาก สสส. ไป “จินตนาการ” อีกเช่นกัน แต่วงเงินเท่าไหร่ไม่ทราบ ต้องให้ สสส.เปิดเผยเอง

เตือนใจ ดีเทศน์ “ครูแดง” คงไม่ต้องพูดถึง บทบาทชัดเจนอยู่แล้วสมัย พธม.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเหลืองอ๋อย เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าพี่เนาว์แกเข้ามาในฐานะอะไร ถ้าบอกว่าครูแดงเป็นตัวแทนชาวเขา พี่เนาว์ก็ไม่ใช่ตัวแทนศิลปิน ถ้าจะพูดถึงความคิดอ่านทางการเมืองการพัฒนาอย่างเป็นระบบ พี่เนาว์ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์ศิลปิน สันนิษฐานได้อย่างเดียวว่าเอาแกมาเขียนกลอนขายฝัน

ปรีดา เตียสุวรรณ ครบเครื่องเหลืองจ๋าอีกเช่นกัน ใครบอกว่าผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองใหม่ พูดให้ถูกต้องบอกว่า “พ่อยก” ของยะใส พ่อทูนหัวของ ครป.มานมนานนักหนาแล้ว ไม่มีแพรนด้าจิวเวลรี ครป.ก็ไม่รอดชีวิตมาจนถึงยุคไล่ทักษิณ

แพรนด้าจิวเวลรีเพิ่งได้อานิสงส์จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ยก เว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ จาก 7% เหลือ 1% บริษัทแถลงว่าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1-3% ช่วยให้ความสามารถการทำกำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ที่ 35-38% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32%

ก็สมควรสนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ เป็นคนที่น่านับถือทางส่วนตัว แต่ทางความคิดไม่รู้จะเอาไงแน่ สมัยที่ใครๆ เขาเลิกเป็นซ้ายกันแล้ว แกก็ยังซ้ายจ๋าอยู่ แต่เอ้า พอทักษิณตั้งรัฐบาลไทยรักไทย แกก็โดดเข้าไปร่วม พอผิดหวัง (ที่ผมสงสัยมากคือแกไปตั้งความหวังอะไรกับทักษิณ) ก็สวิงมาไล่ทักษิณ ปกป้อง พธม.

ก็ประหลาดดีที่ อ.ณรงค์อยู่ในกรรมการทั้งสองชุด จะเอาความคิดส่วนไหนของแกไปใช้

คนอื่นๆ ในชุดนี้ก็มาจากตัวแทนโน่นนี่ แต่ที่ตลกคือไปเอานายกเทศมนตรีพิษณุโลกมาด้วย เปรมฤดี ชามพูนท เมียสุชน ชามพูนท ส.ส.พรรคเพื่อไทย ฮิฮิ จะบอกว่าเอาสีแดงด้วยหรือเปล่า แต่เข้าใจว่าคงได้รับเลือกในฐานะผู้บริหารเทศบาลดีเด่น

ชุดของอานันท์ นอกจากจะมี อ.นิธิ อ.เสกสรรค์ ยังมีพระไพศาล ที่ถือว่าจุดยืนมั่นคง ถึงเป็นพระท่านก็ไม่ใช่พวกสันติวิธีหน่อมแน้ม แล้วก็มีแม่สมปอง เวียงจันทร์ มี อ.บัณฑร อ่อนดำ นักวิชาการ NGO เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการผู้ต่อสู้เรื่อง พรบ.ป่าชุมชนมายาวนาน

ชัยอนันต์ สมุทรวณิช อาจพูดได้ว่าเป็นเสื้อเหลืองสายสนธิคนเดียว ที่ติดโผเข้ามา เพราะคนอื่นๆ เป็นเหลืองสาย NGO นอกกระนี้ก็มี อ.อคิน อ.ศรีศักดิ์ ร่วมกันเป็นตัวแทน Neo-cons ตามที่เก็งกันไว้

สมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการ พอช. นี่ก็ลัทธิประเวศ แต่กินเกาเหลากับไพบูลย์-พลเดช เพราะตอนสรรหาผู้อำนวยการ พอช.คนใหม่ ไพบูลย์-พลเดช ดันเอนก นาคะบุตร อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีพัฒนาสังคม “พี่เขียว” สมสุขดันคนใน เลยโดนใครไม่ทราบอ้างตัวเป็น “แหล่งข่าว” อาศัยความคุ้นเคยสื่อมวลชน ให้ข่าวถล่มทางหน้าหนังสือพิมพ์เป็นชุด ว่าสืบทอดอำนาจเผด็จการ (ฮา) แต่ผลสุดท้าย คนในได้ เอนกปิ๋ว มิน่า ถึงต้องจับ “พี่เขียว” แยกมาชุดนี้

คีย์สำคัญอีกส่วนที่ต้องรอดูคือ สำนักงานปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะตั้งอยู่ใน สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่หมออำพล จินดาวัฒนะ สายตรงหมอประเวศอีกนั่นแหละ เป็นเลขาธิการ มีข่าวว่าจะดึง ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน สสส. มาช่วยงาน แต่ตัวหัวหน้าสำนักงานอานันท์จะดึงคนมาจากปูนซีเมนต์ไทย

แฝดกับใคร

เพื่อนพ้องใน NGO อธิบายว่า ต้องเห็นใจมวลชนที่เขาต่อสู้มานาน เจรจากันไม่รู้กี่รอบ จั๊กกะแหล่นๆ จะบรรลุผลอยู่แล้ว อีกนิดเดียวเอง

ฉะนั้นการเข้ามาร่วมมือปฏิรูปประเทศไทย ก็แปลว่าเราจะได้ พรบ.ป่าชุมชน ชาวปากมูลได้เปิดเขื่อน กลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ บ้านกรูด บ่อนอก บางสะพาน มาบตาพุด จะได้ปลอดมลพิษ ชาวเขาจะได้สัญชาติ สมัชชาโน่นนี่จะได้ตามร้องขอ ฯลฯ

เพื่อแลกกับการค้ำจุน “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” ให้ครองอำนาจต่อไป

ถามว่านี่หรือคือจุดยืนของ NGO เอาแค่เรื่องเฉพาะ เอาแค่การแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ทิ้งหลักการทำงานเพื่อให้ประชาชนตื่นตัวมีจิตสำนึกประชาธิปไตย หันมาสนับสนุนรัฐราชการ ขุนนางอำมาตย์ ที่มองประชาชนเป็นผู้ถูกปกครอง

ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของหมอประเวศ พูดง่ายๆ คือพยายามเสนอสิ่งดีๆ ให้ผู้มีอำนาจรับไปทำ โดยไม่สนใจว่าอำนาจนั้นมีความเป็นธรรมและชอบธรรมหรือไม่ ไม่ใส่ใจแม้จะเป็นการค้ำจุนอำนาจที่ไม่ชอบธรรม คิดเพียงว่าเมื่อทำแล้ว ประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของหมอประเวศ ต้องรอให้เกิดวิกฤต แล้วจึงจะฉวยโอกาส เกิดความรุนแรง มีคนตายมากมาย เกิด Chaos แล้วจึงเข้ามา “ชุบมือเปิบ” บนกองเลือด (อานันท์ใช้คำว่า “โอกาสทอง”) วางมาดเป็นผู้สูงส่ง เสนอแนวทางบรรเทาปัญหาสังคมที่ทำให้อำนาจอันไม่ชอบธรรมดำรงอยู่ต่อไปได้ ให้ประชาชนได้อะไรติดไม้ติดมือสักอย่างสองอย่างแต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง อำนาจโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง

อานันท์บอกว่ากรรมการสองชุดนี้จะเป็นเหมือนแฝดสยาม “อิน-จัน” ผมอยากบอกว่า กรรมการปฏิรูปฯ จะเป็นเหมือนแฝดสยามกับ “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” มากกว่า เคยดูหนังไหมครับ ที่แฝดคนหนึ่งตายไปแล้วตามกลับมาหลอกหลอน แฝดสยาม อิน-จัน พอคนหนึ่งตายอีกคนก็ตายตามกัน คุณเอาตัวเองไปผูกไว้กับสิ่งที่ใกล้ตาย ไม่ตายตามก็จะโดนหลอกหลอนไปชั่วชีวิต

ใบตองสีส้ม

10 ก.ค.53

เผด็จการ ดีเอสไอ แจ้งข้อหา “ก่อการร้าย” คนติดตาม เสธ.แดง คุมตัวเรือนจำพิเศษฯ

Thu, 2010-07-08 17:29

เมื่อวันที่ 6 ก.ค.53 ที่ศาลอาญา รัชดา เวลาประมาณ 10.30 น. นายยงยุทธ ท้วมมี ผู้ติดตาม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง พร้อมทนายความจากศูนย์รับเรื่องร้องเรียนด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน (ศรส.) เดินทางมาตามนัดหมายของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  ที่ยื่นคำร้องของควบคุมตัวนายยงยุทธต่อศาล หลังจากดีเอสไอเดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บก.ตชด.) ภาค1 จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่  5 ก.ค. เวลา 20.00 น.

ทั้งนี้ นายยงยุทธ หรือ บัง อายุ 55 ปี ถูกจับกุมมาควบคุมตัวที่ บก.ตชด. เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างหมายจับที่ ฉฉ 114/2553 ศาลอาญา  ลงวันที่  21  พฤษภาคม 2553  โดยเมื่อครบกำหนดคุมตัว 7 วันในวันที่ 5 ก.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขยายเวลาการควบคุมตัว แต่ทนายของนายยงยุทธได้คัดค้านคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า นายยงยุทธเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา และการควบคุมตัวที่ บก.ตชด.เจ้าหน้าที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือฐานความผิดในการดำเนินคดีอาญาเป็นแต่เพียงการซักถามด้วยคำถามซ้ำๆ เหมือนกันทุกวัน จากนั้นศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องการขยายเวลาควบคุมตัว อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นายยงยุทธจะได้รับการปล่อยตัวในเวลาเที่ยงคืนวันที่ 5 ก.ค. ในเวลา 20.00 น.ของคืนเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากดีเอสไอได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาก่อการร้ายแก่นายยงยุทธ และนัดหมายให้นายยงยุทธมารายงานตัวยังศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากดีเอสไอเดินเรื่องขอควบคุมตัวต่อไม่ทัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายยงยุทธได้เดินทางมายังศาลและถูกควบคุมตัวในห้องขังใต้ถุนศาลอาญา ระหว่างที่ดีเอสไอยื่นคำร้องขอควบคุมตัวนายยงยุทธด้วยข้อหาก่อการร้ายโดยระบุว่านายยงยุทธร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ในฐานะการ์ดของเสธ.แดง มีการแย่งอาวุธปืนจากทหารจึงน่าเชื่อว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ ขณะที่ทนายของนายยงยุทธได้ร้องคัดค้านและขอให้ศาลไต่สวน ซึ่งศาลได้ไต่สวนในช่วงบ่ายวันเดียวกัน
ตามคำให้การของนายยงยุทธ ระบุว่า ตนเองร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปก.ตั้งแต่ปี 51-52 โดยไปฟังปราศรัยเกือบทุกวัน และเมื่อมีการชุมนุมใหญ่ของ นปช.ในปี 53 ก็ไปชุมนุมด้วย โดยหลังจากมีการสลายการชุมนุม  ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ  และถูกจับกุมในวันที่ 29 มิ.ย. อย่างไรก็ตาม ยืินยันว่า ไม่เคยเป็นการ์ด นปช. และไม่เคยแย่งอาวุธปืนจากทหาร เขาระบุว่า เขาถูกคุมตัวจนครบกำหนด 7 วัน ต่อมา ศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัว โดยตนเองได้เบิกความต่อศาลว่าเป็นเพียงผู้ชุมนุม และยังมีภาระหนักต้องเลี้ยงดูภรรยาและหลานรวมแล้ว 15 ชีวิต ขณะที่ภรรยาขาไม่ดี เดินไม่ค่อยได้ เมื่อได้รับการปล่อยตัวจาก บก.ตชด. ตอนเที่ยงคืนนั้นได้นั่งแท็กซี่กลับบ้าน รู้สึกดีใจมาก โทรบอกภรรยาว่าจะได้กลับบ้าน ดีใจจนร้องไห้ เมื่อดีเอสไอมาแจ้งข้อกล่าวหาก็ยินยอมมาศาลเพราะคิดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่คิดหลบหนี หากถูกดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายก็จะขอสู้คดี
อย่างไรก็ตาม ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวนายยงยุทธได้ตามที่ดีเอสไอร้องขอ โดยได้นำตัวนายยงยุทธไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ด้านนายชาตรี ท้วมมี บุตรชายนายยงยุทธ กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงพ่อมาก เนื่องจากอายุมากแล้วและไม่เคยมีชีวิตยากลำบากในเรือนจำ โดยปกติตนเองกับพ่ออยู่แยกกันเพราะพ่อมีครอบครัวใหม่ไปนานแล้ว ในอดีตพ่อทำงานเป็นลูกจ้างในโรงงานกระเบื้องเคลือบ ไม่เคยเป็นทหาร หรือเชี่ยวชาญการสู้รบใดๆ เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ปัจจุบันก็มีอาชีพรับจ้างก่อสร้างเป็นรายวัน เมื่อมีคนมาจ้างก็ไปทำงาน ขณะที่ภรรยาใหม่ของพ่อเปิดร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้านกับหลานอีกนับสิบคน

ชาตรีกล่าวต่อว่า พ่อไปฟังปราศรัยที่สนามหลวงนานแล้วเพราะว่างงาน และชื่นชอบเสธ.แดงเป็นพิเศษ จากนั้นพ่อได้ขอติดตาม เสธ.แดง เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด ซึ่งตนเองก็เป็นห่วงเพราะพ่อสุขภาพไม่ดีนักแต่ไม่สามารถห้ามได้
ด้านนางบุญหลง สุวรรณกลาง ชาวบ้านที่ร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์และมาให้กำลังใจนายยงยุทธที่ศาล กล่าวว่า รู้จักกับนายยงยุทธในที่ชุมนุม

“เจอกันโดยบังเอิญ ตอนนั้นรัฐบาลเพิ่งขอพื้นที่คืน โมโหมาก ก็โวยวายด่ารัฐบาลลั่นเลย เขาเป็นคนบอกว่าให้ใจเย็นๆ ซื้อน้ำมาให้กิน” บุญหลงกล่าว

นางบุญหลงกล่าวอีกว่า จากนั้นก็เห็นนายยงยุทธบ่อยๆ โดยเขาจะคอยเดินตาม เสธ.แดง เมื่อเสธ.แดงโดนยิง นายยงยุทธก็ยังมานั่งชุมนุมกับชาวบ้านกลุ่มตน ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นนายยงยุทธจับอาวุธ มีแต่นั่งฟังการปราศรัยด้วยกัน หากจะเห็นเขาอยู่ในกลุ่มการ์ด เขาก็มักจะทำหน้าที่ต้อนรับผู้คนใหม่ๆ ที่มาร่วมชุมนุม และคอยบอกคนอื่นๆ ว่าให้สุภาพกับผู้ชุมนุมในการตรวจกระเป๋า
นางบุญหลงกล่าวอีกว่า ตนเองพลัดหลงกับนายยงยุทธในวันที่ 19 พ.ค. โดยนายยงยุทธได้เข้าไปหลบในวัดปทุมฯ จากนั้นวันที่ 20 พ.ค.ทราบว่านายยงยุทธถูกตำรวจควบคุมตัวไปสอบปากคำที่ สน.ปทุมวัน เป็นการซักถามธรรมดาและถ่ายรูปเก็บประวัติก่อนจะปล่อยตัว

ก่อนหน้านี้นายยงยุทธ เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นผู้ติดตาม เสธ.แดง มามากว่า 3 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นเข้าร่วมการชุมนุมที่สนามหลวงตั้งแต่ยังเป็น นปก. จากนั้นได้สมัครเข้าเป็นนักรบพระเจ้าตากรุ่นแรก ทำการฝึกกับเสธ.แดง 39 วันที่สนามหลวง และเริ่มติดตามเสธ.แดงนับแต่นั้น คอยติดตามไปทุกที่ ในช่วงชุมนุมก็ติดตามเสธ.แดง ซึ่งคอยตระเวนเยี่ยมตามด่านต่างๆ ของคนเสื้อแดงโดยตลอด แต่นายยงยุทธไม่ได้เข้าร่วมเป็นการ์ด นปช.แต่อย่างใด
ยงยุทธกล่าวต่อว่า เขาอยู่กับ เสธ.แดง ตลอดแม้แต่วันที่โดนยิง โดยเขานำตัวเสธ.แดงส่งโรงพยาบาลอย่างทุลักทุเล หลังจากลาเสธ.แดงแล้วก็ตัดสินใจเข้ามาร่วมชุมนุมอีกในฐานะผู้ชุมนุมปกติ จนกระทั่งวันที่ 19 พ.ค.ที่มีการสลายการชุมนุมก็ได้หลบเข้าไปอยู่ในวัดปทุมฯ ด้วยเพราะเกิดเหตุการณ์รุนแรงออกจากพื้นที่ไม่ได้ จนกระทั่งตำรวจมารับตัวไปที่ สน.ปทุมวัน มีการสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์โดยทั่วไปและถ่ายรูป หลังจากนั้น 2 วัน จึงมีหมายจับไปติดที่บ้าน แต่เขาไม่อยู่บ้าน จากนั้นวันที่ 29 มิ.ย.ได้เดินทางไปพรรคเพื่อไทยและได้ค่ารถ 200 บาท ขากลับถูกจับบริเวณสี่แยกไฟแดงหัวลำโพง โดยตำรวจนอกเครื่องแบบ4-5 นาย ก่อนจะถูกนำตัวมาไว้ยัง บก.ตชด.