ใบตองแห้ง…ออนไลน์: ‘เวศ(ห)วะวิวัฒน์

Fri, 2010-12-24 14:24

โดย ใบตองแห้ง

 

หมอประเวศยื่น 9 ข้อเสนอประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ทำให้นักข่าว คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุทีวี เดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะต้องเวียนหัวตีความขยายประเด็นเฟ้นหาข้อดีมานำเสนอ

แบบว่าหมอประเวศท่านเป็นปราชญ์แห่งยุค เป็นคนดีที่เสียสละมาชั่วชีวิต ฉะนั้นข้อเสนอของท่านต้องไม่ธรรมดา ต้องลึกซึ้ง ถึงแก่น สุดสูงคืนสู่สามัญ ซับซ้อนคืนสู่เรียบง่าย จากเนื้อหามากมายท่านสรุปได้ซะจนไม่เหลืออะไร แต่ใครอย่าบังอาจบอกว่าท่านพูดไม่รู้เรื่องหรือไม่มีอะไรใหม่เชียว เดี๋ยวจะถูกโห่ฮาว่าไร้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เข้าไม่ถึงถ้อยคำของปราชญ์ ฉะนั้น ท่านพูดอะไรก็ต้องยกย่องเข้าไว้ ต้องดีต้องถูกเสมอ อะไรๆ ที่อธิบายขยายความได้ดีก็ช่วยกันเอามาขยายหน่อย

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แปลโจนาธานลิฟวิงสตัน นางนวล เป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในหมู่ปัญญาชนสยาม ก็มีหนังโจนาธานลิฟวิงสตันซีกัลเข้ามาฉาย ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ดูตั้งแต่รอบแรกๆ ยังจำได้ว่าดูที่โรงหนังฮอลลีวู้ด ออกจากโรงมาเดินตาลอย หัวหมุน มึนตึ้บ หนังเอี้ยอะไรไม่รุ มีแต่นกบินไปบินมา เดี๋ยวไอ้โจนาธานก็บินไปทางซ้าย ทางขวา แล้วคนพากย์ก็สาธยาย แต่พอเพื่อนถามว่าหนังดีไหม ก็ต้องวางฟอร์มทรงภูมิพูดให้เคร่งขรึมเข้าไว้ “มันลึกซึ้ง เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก” (ลึกจนกรูไม่รู้เรื่องเลย)

ฉันใดก็ฉันนั้นละครับ กับคนที่แห่แหนยกย่องลัทธิประเวศ แต่ตอนนั้นผมอายุแค่ 18 ไม่ใช่ตอนนี้ที่โตๆ กันแล้ว

9 ข้อของหมอประเวศ พูดอีกก็ถูกอีก ไม่ผิดแน่นอน เพราะกว้างขวางเวิ้งว้างเป็นมหาสมุทร เต็มไปด้วยภาษาสวยๆ “สัมมาชีพ” “ปลดล็อคอำนาจ” “ดรรชนีพัฒนา” “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ฯลฯ แต่ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้

หมอประเวศให้นิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ใครมั่งล่ะ แม่ขโมยนมห้างให้ลูกกิน หรือว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทักษิณก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกันนะ และเขาก็โวยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

เสื้อเหลืองได้รับความเป็นธรรมไหม (ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะเขาโวยว่าช่วยให้มาร์คได้เป็นนายกฯ แล้วกลับเห็นเป็นนั่งร้าน อิอิ) เสื้อแดงได้รับความเป็นธรรมไหม ที่ถูกปราบ ถูกฆ่า และถูกจับกุมคุมขังมาครึ่งปีโดยไม่ได้ประกัน ถูกศาลตัดสินลงโทษอย่างรุนแรง รวบรัด ภายใต้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

ความยุติธรรมภายใต้ ศอฉ. ศตส. และตุลาการภิวัตน์เนี่ยนะ หมอประเวศตั้งความหวังกับกระทรวงยุติธรรมยุคพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เนี่ยนะ

หมอประเวศจะให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มิน่า ละครหลังข่าวเลยให้พระเอกทำการเกษตรอินทรีย์จนไปขัดผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพลที่ทำศูนย์หัตถกรรมไทย (OTOP เป็นพวกผู้ร้ายไปซะแล้ว ละครน้ำเน่าเดี๋ยวนี้ทันยุคทันสมัยนะ พูดถึงชุมชนท้องถิ่น พอเพียง เชิดชูความเป็นไทย รักษาท้องไร่ท้องนาไว้เป็นสมบัติชาติ ฯลฯ แต่พักโฆษณาเครื่องสำอางนาทีละหลายล้าน)

หลายวันก่อนผมบังเอิญเปิดวิทยุเจอรายการ 96.5 สัมภาษณ์อาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เรื่องการเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทย ผมฟังไปก็หัวเราะไป เพราะ อ.ณรงค์ก็ยังเป็น อ.ณรงค์ นักวิชาการแรงงานฝ่ายซ้ายผู้ไม่เคยเปลี่ยน ท่านสาธยายถึงความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมของค่าแรง เมื่อเทียบกับราคาผลผลิต ท่านบอกว่าประชาชนจะต้องลุกขึ้นต่อสู้และวันนั้นใกล้มาถึงแล้ว

ผมหัวร่อท้องแข็งเลยครับ วิทยุ อสมท.ในยุค พ.ร.ก.ฉุกเฉินเปิดโอกาสให้นักวิชาการฝ่ายซ้าย “พล่าม” ได้หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ยังกะหลับฝันไปได้พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเป็นรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ใต้ระบอบอำมาตย์ที่ปราบปรามประชาชนเลือดนอง มันผิดฝาผิดตัวพิลึก อ.ณรงค์อาจจะบอกว่าถ้าท่านไม่มาทำงานให้ระบอบอภิสิทธิ์ ท่านก็คงไม่ได้เผยแพร่ความคิดให้กว้างขวาง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่า อ.ณรงค์พูดให้ใครฟัง เพราะคนชั้นล่างที่ อ.ณรงค์อยากพูดด้วย เขาไม่ฟังท่านแล้ว ส่วนคนชั้นกลางก็ใช่ว่าสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคแปลว่าคนชั้นล่างตีตัวเสมอ คนชั้นกลางเป็นผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ผู้ยาก สนับสนุนประชาสงเคราะห์ ประชาวิวัฒน์ บริจาคผ้าห่ม เสื้อกันหนาวผ่าน จส.100 ….แต่ถ้ามันกล้าหือ ลุกขึ้นสู้ ก็เชียร์ทหารให้ยิงหัวแม่-เลย

ไม่ต่างกันเลยกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ปาฐกถาเรื่องเปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง ท่านบอกว่าต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน การเมืองปัจจุบันกลายเป็นการเมืองแบบหางเครื่อง มวลชนฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ การช่วงชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำนำไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ

พูดอีกก็ถูกอีกนั่นแหละครับ แต่ตัวท่านอยู่ตรงไหนล่ะ พลังพลเมืองที่พร้อมจะเปลี่ยนประเทศนี้เกิดขึ้นแล้ว แม้อาจยังสะเปะสะปะไร้ทิศทาง แต่พวกเขาก็พร้อมจะสู้ถึงที่สุด ทำไมจึงมองพลังประชาชนเป็นแค่ “หางเครื่อง” แล้วตัวเองยอมเป็น “เครื่องมือ” ให้ระบอบอภิสิทธิ์

ท่านหวังว่าระบอบนี้จะยอมปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ อย่างนั้นหรือ อำนาจที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนไปอยู่ในมือชนชั้นนำที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยิ่งรวมศูนย์อำนาจ ใช้อำนาจทหารอำนาจศาล กดหัวชาวบ้าน นี่หรือคือผู้ที่จะปฏิรูป

ผมพยายามเข้าใจในแง่ดีว่า อ.เสกสรรค์ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำกลุ่มนี้ กระทั่งเอาชื่อเสียงเกียรติภูมิที่ได้มาจากการเสียสละต่อสู้เผด็จการของวีรชน 14 ตุลา มาค้ำระบอบของพวกเขา

นี่คงเป็นสิ่งที่เราต่างกัน ผมต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ถ้าทำได้ ก็ให้มันรุนแรงน้อยที่สุด แต่ถ้าสุดวิสัยจะหลีกเลี่ยง ผมก็พร้อมรับความพินาศย่อยยับ มิคสัญญีไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระทั่งพังไปด้วยกันทั้งหมด มากกว่าการปฏิรูปดัดจริตภายใต้อภิสิทธิ์และอำมาตย์

ราชการวิวัฒน์

อะไรคือประชาวิวัฒน์ที่โพนทนากันนักหนา นอกจากน้ำฟรีไฟฟรีรถเมล์ฟรีที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลสมัคร ก็เห็นจะให้เงินกู้นั่นนี่ ช่วยเหลือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฯลฯ (อู้กำเมืองว่าสะป๊ะสะเป้ด) ที่ไม่มีอะไรชัดเจนจับต้องได้และส่งผลต่อประชาชนโดยทั่วถึงเหมือนอย่างกองทุนหมู่บ้านหรือ 30 บาท

อย่างเดียวที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมคือ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ขึ้นเงินเดือน อบต. แล้วตอนนี้ อบจ.กับ สก.สข.ก็จะขอมั่ง

รสนายุให้ฟ้องศาลปกครอง มีคนถามว่าทำไมไม่ฟ้องเอง อ้าว ก็เธอเป็น ส.ว. ได้ขึ้นเงินเดือนกับเขาด้วย ไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลอาจตีความว่าไม่มีอำนาจฟ้อง

แต่รสนาลืมไปว่า ศาลปกครองก็จะได้ขึ้นเงินเดือนพร้อม ส.ส. ส.ว. ด้วย เพราะรัฐขึ้นเงินเดือนให้ประธานรัฐสภาเมื่อไหร่ก็ต้องขึ้นเงินเดือนให้ประธานศาลฎีกาเท่านั้น และประธานศาลต่างๆ ประธานองค์กรอิสระ (ตลอดจนนายทะเบียนพรรคการเมือง) กรรมการ รองประธาน และตำแหน่งรองลงมา สะป๊ะสะเป้ด ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนด้วยกันหมด

ฉะนั้น เราอาจจะตีความได้ว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจรับพิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่ศาลปกครองก็ได้อ้อยเข้าปากด้วยเช่นกัน

ผมกำลังจะบอกว่าในขณะที่สังคมโวยวายคัดค้านการขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ซึ่งจริงๆ แล้วคิดเป็นเม็ดเงินนิดเดียว เม็ดเงินที่สูญเสียไปละลายแม่น้ำมากกว่าก็คือการขึ้นเงินเดือนศาล อัยการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานพิเศษต่างๆ ที่เดิมก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงเหลื่อมล้ำกว่าข้าราชการธรรมดาๆ อยู่แล้ว

ผมไม่คัดค้านเลยกับการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ 5% เพราะข้าราชการหลายหน่วยงานทำงานหนัก อย่างที่ควรขึ้นให้ 10-20% เลยด้วยซ้ำ เช่น แพทย์ พยาบาล ครู ตำรวจ หรือหน่วยบริการประชาชนต่างๆ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบราชการมี 2 ข้อ ข้อหนึ่งคือบางหน่วยทำงานหนัก บางหน่วยไม่มีงานทำและมีคนล้นเกิน ข้อสองคือเงินเดือนข้าราชการทั่วไปต่ำ แต่มีบางหน่วยงานเป็นข้าราชการอภิสิทธิ์ชน เงินเดือนสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการทั่วไปทั้งที่ไม่ได้ทำงานมากกว่ากัน

ข้อแรกอาจยกตัวอย่างได้เช่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เทศบาลนครที่ผมมีภูมิลำเนาอยู่เนี่ย ตอนไปทำบัตรประชาชนแทบจะถูกอุ้มขึ้นบันได เพราะมีเจ้าหน้าที่เกือบสิบ แต่มีคนไปทำบัตร 2-3 คน คิดถึงสมัยมาอยู่กรุงเทพฯใหม่ๆ ปี 2515 น้าชายผมพาไปทำบัตร คนเข้าคิวยังกะรอปอเต็กตึ๊งแจกข้าวสาร น้าผมเป็นข้าราชการ แกรู้ระเบียบดี พับแบงก์ยี่สิบใส่ไปในกองเอกสารด้วย

แต่ กทม.ทุกวันนี้บริการสะดวก รวดเร็ว ด้านหนึ่งต้องยกนิ้วให้ว่าปรับปรุงประสิทธิภาพยอดเยี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่ามีเจ้าหน้าที่เยอะ

นี่คือข้าราชการท้องถิ่นในปัจจุบัน งานเบา เงินดี บรรจุกันเข้าไปเพราะบรรจุง่าย ไม่มีใครตรวจสอบ

ข้าราชการที่ควบข้อหนึ่งข้อสองคือ ศอฉ.เอ๊ย ศตส. ทหารไงครับ ทหารยังอยู่ในระบบเงินเดือนปกติ เทียบเท่าข้าราชการพลเรือน แต่มีบัญชีแยกเป็นของตัวเอง ถ้าเทียบทหารระดับกลางระดับล่างกับข้าราชการระดับกลางระดับล่าง ก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่ต่างกันจริงๆ คือระดับสูง ซึ่งนายทหารระดับพลตรี จะมีอัตราเงินเดือนเทียบเท่าซี 10 ถ้าเป็นพลเรือนก็คืออธิบดี ผู้ว่าฯ พลโทพลเอกเทียบเท่าซี 11 ปลัดกระทรวง ส่วนพลเอกอัตราจอมพลยิ่งไปโน่นเลย หาใครเทียบไม่ได้

คือถ้าพลตรีที่เป็น ผบ.พล ได้เงินเดือนเท่าผู้ว่าฯ มันก็สมควรนะครับ แต่ทุกวันนี้เราเสียข้าวสุกเลี้ยงนายพลเป็นดอกเห็ด ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำ บก.ทบ. ฯลฯ หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงาน มีโต๊ะนั่งมั่งไม่มีโต๊ะนั่งมั่ง มีงานทำมั่งไม่มีงานทำมั่ง ถ้าประเทศไทยลดนายพลลงเหลือเท่าที่จำเป็น อาจจะมีเงินจ้างแพทย์ไปประจำโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีกนับพันคน

ข้าราชการข้อสองก็คือ ตุลาการ อัยการ และองค์กรอิสระ ตุลาการแยกบัญชีเงินเดือนมาตั้งแต่สมัยประมาณ ชันชื่อ อาศัยนักการเมืองเกรงใจ จึงได้เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งสูงลิบ ขนาดผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ยังเงินเดือนสูงกว่าผู้ว่าฯ ต่อมาอัยการก็ขอมั่ง ต่อมามีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็เทียบชั้นว่าประธาน กกต. ประธาน ปปช. เหล่านี้ต้องได้เงินเดือนเทียบเคียงประธานศาลฎีกา ซึ่งไม่ใช่แค่ระดับสูง ข้าราชการ กกต. ปปช.ก็กลายเป็นข้าราชการอภิสิทธิ์ เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการทั่วไป พวกนี้ไม่ต้องมารอเข้า รพ.รัฐแล้วเบิกจ่ายเหมือนข้าราชการธรรมดา แต่ซื้อประกันกับบริษัทเอกชนเลย ฉะนั้น ตอนก่อตั้งหน่วยงานเหล่านี้ใหม่ๆ ก็มีข่าวข้าราชการวิ่งขอโอนย้ายกันขาขวิด

หน่วยงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานด้านกฎหมาย จึงส่งผลกระทบให้รัฐบาลต้องมาปรับค่าวิชาชีพให้นิติกรประจำหน่วยงานราชการทั่วไปด้วย นิติกรกลายเป็นวิชาชีพหายาก ทั้งที่คนจบกฎหมายเกร่อ ประกาศ ก.พ.เมื่อกลางปีที่ผ่านมาขึ้นค่าตอบแทนให้นิติกรซี 3-8 ที่มีราว 5,000 คน ตั้งแต่ 3,000-6,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้ทำงานมากกว่าเพื่อนข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน

นอกจากนี้ยังมีข้าราชการข้อสองครึ่ง ได้แก่องค์การมหาชนหรือหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นทั้งสมัยรัฐบาลชวนและทักษิณ อย่างเช่น 5 ส.ของหมอประเวศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ เชื่อหรือไม่ว่าเปิดดูในวิกิพีเดีย เรามีองค์การมหาชนตั้ง 29 องค์การ

หน่วยงานราชการทั้งหมดนี้ได้ขึ้นเงินเดือน % พร้อมกันหมด โดยรวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งรัฐวิสาหกิจที่ทำงานหนัก (นึกชื่อไม่ออก) ทั้งรัฐวิสาหกิจเสือนอนกิน (อย่าง CAT ที่ได้อานิสงส์จากคำสั่งศาลปกครอง เซ็งลี้ 3G เข้าปากทรูมูฟของนายทุนไทยแท้แต่พูกไม่ชัก)

ถามว่ามันยุติธรรมไหม กับข้าราชการที่ทำงานงกๆ เพราะสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการปรับโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเกลี่ยตำแหน่งลดกำลังพลระดับสูงของบางหน่วยงาน

แล้วถามว่ามันยุติธรรมไหม กับประชาชนตาดำๆ ที่ได้แค่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8-17 บาท กับประชาวิวัฒน์ที่เป็นแค่น้ำจิ้ม

จาก ศอฉ.สู่ ศตส.

คณะรัฐมนตรียกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ยุบ ศอฉ. แล้วตั้ง ศตส. ซึ่งเรียก 19 หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้แจงทันที

จากเดิมที่ ศอฉ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ตอนนี้เราได้ ศตส.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลทั้งประเทศ

ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่เป็นมรดก คมช.ฟื้นอำนาจ กอ.รมน.ให้เป็นรัฐซ้อนรัฐไว้ตั้งแต่แรกแล้ว (ตั้งแต่ปณิธาน วัฒนายากร เข้าไปยกร่าง) “รัฐทหาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน เสมือนที่ทำกันอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติกระทั่งแผนพัฒนา การก่อสร้างโครงการต่างๆ มีกำลังพล มีงบประมาณไม่อั้น ทั้งงบลับงบเปิดเผย

ที่ผ่านมาเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ “รัฐทหาร” พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” ไปกับหมอประเวศ (ฮา) แล้วการตั้ง ศตส.ก็ไม่มีกำหนดยกเลิก มีแต่จะขยายอำนาจแผ่อำนาจให้ครอบคลุมกว้างขวางทั่วถึงทุกปริมณฑล

ถ้าจะยกเลิก ศตส.มีทางเดียวเท่านั้นคือ ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งคงต้องข้ามศพสถาบัน จปร.ไปก่อน

ในสภาพเช่นนี้ กองทัพจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องก่อรัฐประหารขึ้นมามีอำนาจเอง เพราะกุมอำนาจอยู่ภายในเบ็ดเสร็จ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกำลังจะลงไปถึงชุมชนท้องถิ่นของนักเพ้อฝันทั้งหลาย ฝ่ายตรงข้ามต้องหืดขึ้นคอถ้าจะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ กอ.รมน.วางโครงข่ายอย่างหนาแน่น ขณะที่ยังมีอำนาจตุลาการภิวัตน์และองค์กรอิสระไว้ลงดาบพรรคการเมือง

อภิสิทธิ์จึงจะยืนหล่อบนโพเดียมได้ต่อไปในสมัยหน้า เป็นฉากหน้าที่ถูกจริตคนชั้นกลาง ขณะที่ภายในอยู่ได้ด้วยกำปั้นเหล็กของทหาร ควบกับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตุลาการภิวัตน์

ผมเห็นข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วีนแตกใส่นักข่าวแล้วก็ขำ แต่นี่แหละคือทหารแบบที่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางต้องการ คือมีไว้เพื่อแสดงความกร้าวกำราบมวลชนเสื้อแดงและฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย คนชั้นกลางพึงพอใจผลงานของทหาร โดยไม่แยแสว่าจะมีคนตายเท่าไหร่ ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าใครเป็นคนยิง “ต้องยิงหัวมันเสียบ้างจะได้ไม่กล้าหือ” คนชั้นกลางพึงพอใจการจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่ให้ประกัน และตัดสินลงโทษอย่างหนัก ไม่แยแสว่าจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ เคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีมาตรฐานเดียวกันกับเสื้อเหลืองขับรถไล่ชนตำรวจหรือไม่ “มันจะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นแกนนำอีก”

กองทัพวันนี้ได้แปรสภาพเป็น “ทหารรับจ้างของชนชั้นนำและชนชั้นกลาง” อย่างเต็มตัว ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมากองทัพเป็นของคนชั้นล่าง เปล่า เพียงแต่เมื่อก่อน ผู้นำกองทัพยังมีสติปัญญาความสามารถพอจะขึ้นไปเป็นผู้นำประเทศ ขณะที่การให้สัมภาษณ์เมื่อ 2-3 วันก่อน มันบอกว่าผู้นำกองทัพมีสติปัญญาความสามารถแค่ไหน โถ เป็นได้แค่เนียะก็ยังจะเอาตัวไม่รอดเลย

นี่พูดจริงๆ นะครับ เท่าที่ทำข่าวและสัมผัสสัมภาษณ์ทหารมา ผู้นำกองทัพรุ่นเปรม รุ่นบิ๊กจิ๋ว รุ่น จปร.5 จปร.7 ยังเป็นพวกที่มีความคิดกว้างไกล มีประสบการณ์เห็นความขัดแย้งทางการเมือง เข้าใจโลกและสังคมมากกว่ารุ่นหลัง ซึ่งถ้าจะให้ขีดเส้น ผมมองว่ายุติแค่ พล.อ.สุรยุทธ์ ทหารรุ่นหลังจากนั้นไม่เห็นใครมีสติปัญญาความสามารถพอจะเป็นผู้นำประเทศได้ (ขนาด พล.อ.สุรยุทธ์ยังเอาตัวไม่รอด) ดูแต่ละรายก็เห็น ประวิตร บิ๊กบัง อนุพงษ์ ประยุทธ์ อนุพงษ์อาจดูสุขุมกว่า แต่อนุพงษ์ก็รู้ตัวว่าสูงสุดแค่ ผบ.ทบ.จึงขีดเส้นจำกัดบทบาทตัวเอง

ระบอบอภิสิทธิ์จึงมีจุดแข็งที่เชิดนักการเมืองผู้เข้าใจจริตคนชั้นกลางเป็นผู้นำ โดยมีฐานอำนาจจากทหารและตุลาการ ปืนกับกฎหมาย ไว้ปราบปรามฝ่ายที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ (ต่อไปสื่อนอกจากสนใจข่าวแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพว่าใครจะมาเป็นแม่ทัพภาค 1 ผบ.พล.1 ก็ต้องสนใจการแต่งตั้งโยกย้ายในศาลยุติธรรมด้วย เช่น ใครจะมาเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้แม่ทัพภาคเลยทีเดียว)

ระบอบนี้อาจโค่นล้มยาก แต่ก็เปราะบางเพราะขึ้นกับตัวบุคคล สมมติเช่นถ้าอภิสิทธิ์เสื่อม หรืออภิสิทธิ์มีอันเป็นไปอย่างหนึ่งอย่างใด จะหาใครมาถูกจริตแทน

ใบตองแห้ง
24 ธ.ค.53

 

ความจริง และ ศพสุดท้าย ที่ เวิลด์เทรด …..

วันที่ 19 พค. 53 เวลา 14.26

มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ

[ภาพ: 150577_180109942000799_100000053834445_6...1947_n.jpg]

[ภาพ: 150577_180109942000799_100000053834445_6...1947_n.jpg]

[ภาพ: 150577_180109952000798_100000053834445_6...6585_n.jpg]

[ภาพ: 150577_180109955334131_100000053834445_6...4113_n.jpg]

คนที่เดินเข้ามาโดนยิงที่ขา
[ภาพ: 150577_180109958667464_100000053834445_6...1330_n.jpg]

โดนยิงล้ม
[ภาพ: 162632_180113432000450_100000053834445_6...0178_n.jpg]

[ภาพ: 162632_180113435333783_100000053834445_6...8121_n.jpg]

เพื่อนมาช่วยพาออกไป
[ภาพ: 162632_180113438667116_100000053834445_6...4393_n.jpg]

[ภาพ: 162632_180113442000449_100000053834445_6...7602_n.jpg]

[ภาพ: 162632_180113445333782_100000053834445_6...3082_n.jpg]

[ภาพ: 155407_180114548667005_100000053834445_6...9612_n.jpg]

ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่

[ภาพ: 155407_180114552000338_100000053834445_6...8885_n.jpg]

[ภาพ: 155407_180114555333671_100000053834445_6...2151_n.jpg]

เริ่มถูกยิงไล่ออกจากห้าง
[ภาพ: 155407_180114558667004_100000053834445_6...0619_n.jpg]

อยู่ข้างในไม่ได้ ต้องรีบออกมา
[ภาพ: 155407_180114562000337_100000053834445_6...1115_n.jpg]

[ภาพ: 58004_180115472000246_100000053834445_69...2421_n.jpg]

[ภาพ: 58004_180115475333579_100000053834445_69...3807_n.jpg]

โดนลูกซองทั้งนั้น
[ภาพ: 58004_180115478666912_100000053834445_69...0451_n.jpg]

รปภ ห้างต้องลากออกมา
[ภาพ: 58004_180115482000245_100000053834445_69...8569_n.jpg]

หัวกระสุนที่โดนเป็นลูกซองเม็ดเล็ก
[ภาพ: 58004_180115485333578_100000053834445_69...7765_n.jpg]

ลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง
[ภาพ: 150802_180116812000112_100000053834445_6...4825_n.jpg]

[ภาพ: 150802_180116815333445_100000053834445_6...7808_n.jpg]

โดนกันถ้วนหน้า
[ภาพ: 150802_180116818666778_100000053834445_6...0737_n.jpg]

ต้องหามกันออกมา
[ภาพ: 150802_180116822000111_100000053834445_6...7425_n.jpg]

รปภ และ เจ้าของร้านไม่สามารถเข้าไปดูแลร้านตัวเองข้างในได้
[ภาพ: 150802_180116825333444_100000053834445_6...8928_n.jpg]

ใครเข้าไปโดนยิงออกมาหมด
[ภาพ: 150548_180118801999913_100000053834445_6...0855_n.jpg]

 

เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้าง
[ภาพ: 66115_180124835332643_100000053834445_69...5410_n.jpg]

เข้าไม่ได้
[ภาพ: 66115_180124838665976_100000053834445_69...4343_n.jpg]

ต้องเดินทางออกอย่างเดียว
[ภาพ: 66115_180124841999309_100000053834445_69...6600_n.jpg]

ต้องหลบกระสุนอีก
[ภาพ: 66115_180124845332642_100000053834445_69...8256_n.jpg]

มียิงออกมาข้างนอก
[ภาพ: 66115_180124848665975_100000053834445_69...9331_n.jpg]

เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้
[ภาพ: 66768_180126851999108_100000053834445_69...5772_n.jpg]

เจ้าของร้านค้าต่างๆที่โดนยิง
[ภาพ: 66768_180126855332441_100000053834445_69...6877_n.jpg]

[ภาพ: 66768_180126858665774_100000053834445_69...6369_n.jpg]

[ภาพ: 66768_180126861999107_100000053834445_69...7359_n.jpg]

มี ศอฉ.แทรกซึมเข้าปะปนกับพนักงงานห้าง
[ภาพ: 66768_180126865332440_100000053834445_69...9585_n.jpg]

[ภาพ: 65549_180128758665584_100000053834445_69...0305_n.jpg]

[ภาพ: 65549_180128765332250_100000053834445_69...5865_n.jpg]

 

รปภ.ห้างโดนยิงไม่ให้เข้าไปในห้าง
[ภาพ: 65549_180128768665583_100000053834445_69...1224_n.jpg]

อยู่ไม่ได้ต้องออกมา
[ภาพ: 65549_180128771998916_100000053834445_69...5399_n.jpg]

ออกมาก่อนห้างถูกเผา
[ภาพ: 65549_180128775332249_100000053834445_69...1462_n.jpg]

วันที่ 19 พค. 53 เวลา 19.30 น. ห้างถูกเผาไปแล้ว (น่าจะเป็นเวลา 17.30 หรือเปล่า…)
[ภาพ: 150330_180130451998748_100000053834445_6...0006_n.jpg]

ออกจากห้าง..
[ภาพ: 150330_180130455332081_100000053834445_6...1477_n.jpg]

ไม่วายโดนไล่ยิงอีก
[ภาพ: 150330_180130458665414_100000053834445_6...9789_n.jpg]

รปภ ห้างทยอยออกมา
[ภาพ: 150330_180130465332080_100000053834445_6...2057_n.jpg]

[ภาพ: 150330_180130468665413_100000053834445_6...7156_n.jpg]

[ภาพ: 156315_180131868665273_100000053834445_6...2851_n.jpg]

ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด
[ภาพ: 156315_180131871998606_100000053834445_6...8119_n.jpg]

ยังทยอยออกจากพื้นที่ห้าง
[ภาพ: 156315_180131875331939_100000053834445_6...7748_n.jpg]

[ภาพ: 156315_180131881998605_100000053834445_6...5383_n.jpg]

ต้องออกไป
[ภาพ: 156315_180131885331938_100000053834445_6...6250_n.jpg]

มีคนเข้ามาค้นหาสิ่งของมีค่าทั้งๆที่มี ศอฉ.ยึดพื้นที่ไว้หมดแล้ว ใครนะเข้าค้นทรัพย์สิน
[ภาพ: 154768_180133365331790_100000053834445_6...3857_n.jpg]

ศอฉ.นี่เองกำลังตัดกุญแจตามร้านค้าต่างๆทำไม ออกช็อปปิ้งหรือเปล่า
[ภาพ: 154768_180133368665123_100000053834445_6...9971_n.jpg]

ศอฉ.ตัดกุญแจเข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ น่าจะช็อปไปเยอะหรือเปล่า
[ภาพ: 154768_180133371998456_100000053834445_6...7750_n.jpg]

วันที่ 21 พค.53 ตำรวจเข้ามาตรวจสอบพื้นที่
[ภาพ: 154768_180133375331789_100000053834445_6...3876_n.jpg]

มีกลิ่นรุนแรง
[ภาพ: 150273_180135081998285_100000053834445_6...1640_n.jpg]

พบศพสุดท้าย
[ภาพ: 150273_180135085331618_100000053834445_6...6650_n.jpg]

สภาพศพ

ลักษณะตาถลน ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

น้องนักศึกษาจากอ.ราษีไศล จ.ศรีษะเกษ

ของในตัวที่ต้นพบ
[ภาพ: 155411_180136371998156_100000053834445_6...2832_n.jpg]

บัตรประชาชน
[ภาพ: 155411_180136375331489_100000053834445_6...7833_n.jpg]

ก่อนเคลื่อนย้ายศพ

หมายเหตุผู้โพสต์

บอกตรง ๆ ว่าผมก็เป็นคนนึงที่ถูกกล่อมจน “เกือบ” เชื่อว่า เสื้อแดงเผา ตอนนั้นมันจำนนด้วยหลักฐานต่าง ๆ จริง ๆ ครับ
เพราะสื่อต่าง ๆ เสนอข่าวไปในทางเดียวกันหมด รวมทั้งสำนักข่าวต่างประเทศที่ผม cross check ข้อมูลอยู่ตลอดด้วย
ในใจลึก ๆ ก็เผื่อใจไว้และไม่อยากเชื่อหรอกครับ แต่เพราะภาพที่ทางฝั่งเสื้อแดงเอาออกมาโพสซ้ำ ๆ กัน ก็มีแต่ภาพ
ไอ้คนใส่สายรัดข้อมือ ถึอถังน้ำมันเดินออกมาจากห้าง ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นพวกจัดตั้งมาจากฝั่งตรงข้าม แต่แค่ภาพเดียว
หลักฐานมันอ่อนเหลือเกิน ที่เหลือก็เป็นแค่คำบอกเล่า ซึ่งใครจะสร้างเรื่องยังไงขึ้นมาก็ได้

หลายคำถามที่มีอยู่ในใจผมตลอดตั้งแต่วันนั้นก็คือ ในเมื่อฝ่ายทหารเข้ามาควบคุมพื้นที่ได้ตั้งแต่ก่อนตอนเย็นวันนั้นแล้ว
จริงอยู่อาจจะมีคนเสื้อแดงที่โกรธแค้นไม่รู้จะระบายที่ไหน ก็ระบายกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แต่คิดอีกทีใครที่ไหนมันจะเข้ามาเผาได้
ทหารอาวุธครบมือขนาดนั้นคงไม่ปล่อยให้คนเสื้อแดงไม่กี่คนเข้ามาได้ง่ายๆ

อีกอย่าง อาคารใหญ่โตขนาดนั้น ถ้าตั้งใจจะเผาจริง ๆ คงทำได้ไม่ง่าย คงต้องใช้คนและเชื้อไฟจำนวนมาก และตึกห้าง
ใหญ่ขนาดนั้นน่าจะมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ แม้จะไม่มีไฟฟ้า เท่าที่ทราบจากรายงานข่าวไฟใหม้และ
ดับไปหลายครั้งมาก และทุกครั้งที่ดับ มันก็ติดขึ้นมาใหม่ได้เรื่่อย ๆ พนักงานดับเพลิงที่พยายามเข้าไปในพื้นที่ ก็ถูกยิงสะกัด
จาก “กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย”

ห้างขนาดนั้น น่าจะมีกล้องวงจรปิดเป็นร้อย ๆ ตัว ทั้งของห้างเองและของร้านค้าต่าง ๆ .. และในจำนวนนั้น น่าจะมีจำนวน
ไม่น้อยที่ทำงานด้วย batter backup ได้หลายชั่วโมง แต่ไม่มี “คลิปหลุด” ออกมาให้เห็นว่าอะไรเกิดขึ้นแม้แต่คลิปเดียว

ตอนนี้ภาพชัดขึ้นมากครับว่า “ใคร” น่าจะเป็นตัวการในการเผา ภาพชุดนี้เป็นหลักฐานใหม่น่าจะเป็นหลักฐานมัดตัวคงบงการ
เผาห้างได้เป็นอย่างดี ขอบคุณที่เอามาแชร์กันครับ

ผมอยากให้ เจ้าของร้าน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาเล่าเรื่องให้มากกว่านี้หน่อยครับ สังคมจะ
ได้รู้ความจริงกันซะที

น้ำกำลังลด และ ตอกำลังจะผุดออกมาเรื่อย ๆ

 

ใบตองแห้งออนไลน์: เหยี่ยว-พิราบ-สันติ-ฮาร์ดคอร์

Wed, 2010-12-08 23:20

ใบตองแห้ง

 

พลันที่ (ยืมสำนวนพี่เถียน) อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ขึ้นมารักษาการตำแหน่งประธาน นปช. เธอก็ได้รับของขวัญเป็นหม้อก้นดำเต็มหน้าจากบรรดาสื่อเครือข่ายพันธมิตรและ ปชป. ว่า นี่คือฮาร์ดคอร์ตัวจริง ผู้อยู่หลังฉาก อดีตสหายซ้ายจัด “ล้มเจ้า” ฯลฯ

มิพักที่เธอจะประกาศจุดยืนในการเคลื่อนไหวว่า ไม่แตะต้องสถาบัน ไม่ชุมนุมยืดเยื้อสร้างเงื่อนไข และมีเป้าหมายเฉพาะกิจเพื่อให้แกนนำและมวลชนเสื้อแดงได้รับการประกันตัวเท่านั้น

ผมไม่เคยเจออาจารย์ธิดามาเกือบ 30 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็น “สหายปูน” (อยู่เขตผมเธอใช้ชื่อ “หมอป่าน”) ฉะนั้นก็รับประกันไม่ได้หรอกว่าเธอคิดอย่างไร แต่อ่านบทสัมภาษณ์หลายๆ ชิ้น ก็ไม่เห็นว่าเธอจะเป็น “ฮาร์ดคอร์”

แน่นอน ความคิดลึกๆ เป้าหมายจริงๆ เป็นอย่างไร ไม่มีใครพูดเปิดเผยหรอก แต่อย่างน้อย อาจารย์ธิดาก็ผ่านประสบการณ์ต่อสู้ทั้งในเมือง ทั้งในป่า ผ่านมาวันนี้จนอายุ 60

ต่อให้เป็นคนใจร้อนเพียงไร หรือต่อให้ยังคิดว่าจะต้องเอาชนะด้วยความรุนแรง ก็ไม่ใช่พวกมุทะลุหรือหมูไม่กลัวน้ำร้อน คิดแต่จะลุกฮือพาคนไปตายเพื่อ “ปฏิวัติประชาชน” ให้สำเร็จในวันสองวันนี้

นี่ไม่ใช่เข้าข้างกัน เพราะผมมองอย่างนี้กับแกนนำพันธมิตรด้วย พันธมิตรถึงจะบุกทำเนียบยึดสนามบิน เขาก็รู้จัก step ไม่เหมือนพวกมือใหม่หัดขับ ขับได้ซักพักมักคึกคะนอง อย่างพี่กี้ร์ แรมโบ้ หรือพาย่อยยับ ซึ่งไม่เคยขับเคลื่อนม็อบมาก่อน

ถ้าจะห่วงเรื่อง “ฮาร์ดคอร์” ประเด็นสำคัญกว่าตัวผู้นำ คือความคิดและอารมณ์ของมวลชนเสื้อแดง ตลอดจนแกนนำระดับกลางต่างหาก ซึ่งวันนี้คนเหล่านี้กลายเป็น “แกนนอน” ไปแล้ว คืออยู่ในสภาพที่ไม่มีการจัดตั้ง ไม่ขึ้นต่อแกนนำมา 6 เดือน ติดต่อกันเองในแนวนอน “หนูหริ่ง” หรือใครก็ได้ นัดชุมนุมเคลื่อนไหว “เชิงสัญลักษณ์” ที่ไหน คนเหล่านี้ก็ไป ถือป้าย ตะโกน ขีดเขียนถ้อยคำที่ทำให้ต้องมีคำสั่ง ศอฉ. กระนั้น ครั้งล่าสุดที่ราชประสงค์ก็ยังมีคนไปชุมนุมร่วมหมื่นกว่า

มวลชนเสื้อแดงพิสูจน์แล้วว่าเป็นพลังที่ไม่ตายง่ายๆ ยิ่งถูกปราบยิ่งเคียดแค้นยิ่งแสดงพลังตอบโต้ ขณะเดียวกัน มวลชนเสื้อแดงยังก้าวข้ามทักษิณ ก้าวข้ามพรรคเพื่อไทย หลายคนเล่าว่าทักษิณโฟนอินที่อุดรให้ “ปรองดอง” ลืมความเจ็บปวด โดนมวลชนด่าพึมอยู่ด้านล่างเวที เพราะพวกเขา “ไม่ปรองดอง” กับคนที่สั่งฆ่าประชาชน

แต่พูดเช่นนี้ใช่จะมีแต่ด้านดี เพราะขณะที่ก้าวข้ามทักษิณ ก้าวข้าม ส.ส.น้ำเน่าพรรคเพื่อไทย ก็ต้องพูดกันตรงๆว่า กลุ่มคนที่มีอิทธิพลความคิดและอุดมการณ์ต่อมวลชนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยในช่วงที่ไร้แกนนำ ในช่วงถูกปราบปราม กวาดจับ คับแค้นตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา กลับกลายเป็นข้อมูลข่าวสาร บทความ ซีดี ที่เผยแพร่ให้ดาวน์โหลดอัพโหลดกันกว้างขวางอยู่ “ใต้ดิน”

โทษที ที่ต้องบอกตรงๆ ว่า ชาวบ้านเสื้อแดงในภาคเหนือภาคอีสานน่ะ เขาไม่อ่านประชาไทหรือฟ้าเดียวกันหรอกครับ ไหนๆ เว็บก็ถูกบล็อกเหมือนกัน ข้ามไปอ่านข้อเขียนมันส์สะใจที่ส่งตรงมาจาก USA ดีกว่า ไอ้ฝั่งนี้จะบอกให้สันติๆ ยังไง เขาก็ไม่ได้ยินหรอก อารมณ์ความรู้สึกเขาคล้อยตามทางโน้นมากกว่า

พูดง่ายๆ ว่า ในฝ่ายผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยวันนี้ ซึ่งผมนับรวมทั้งฝ่ายสองไม่เอาและเสื้อแดง มีการต่อสู้ 2 แนวทาง ระหว่างแนวทางสันติ ที่ตั้งความหวังว่า สังคมไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ใน “มิติใหม่” โดยไม่นองเลือด โดยบ้านเมืองไม่ฉิบหายวายป่วง กับแนวทาง “ฮาร์ดคอร์” ซึ่ง… ก็ไม่ถึงขนาดนั้นซะทั้งหมดทีเดียว เพราะมีหลายเฉด หลายระดับ แต่น่าวิตกว่าพร้อมจะบานปลายได้

โดยสภาพการณ์ขณะนี้ แนวทางสันติไม่สามารถเข้าถึงมวลชนได้เท่าแนวทางหลัง

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ขอบอกว่า ผมตั้งใจอยากสื่อถึงผู้มีอำนาจ ไม่ว่าอำมาตย์ ทหาร ตุลาการ โดยเฉพาะผู้จงรักภักดีตัวจริง (ไม่ใช่พูดแต่ปาก) ที่มีสติ มีปัญญา

วันก่อนผมคุยกับเพื่อนที่ใกล้ชิดและเข้าใจทหาร เขาบอกว่า ทหารจำนวนไม่น้อยก็เข้าใจสถานการณ์ ไม่ใช่พวกบ้าคลั่งขวาจัด คิดแต่จะไล่จับปราบฆ่าเสื้อแดง เพราะรู้ดีว่ายิ่งทำก็เหมือนยิ่งยุ

ยกตัวอย่าง มวลชนเสื้อแดงมีเป็นร้อยๆ ที่ขีดเขียน ชูป้าย ข้อความ “หมิ่นเหม่” แต่เขาจับแค่ 1-2 ราย เพราะต้องการ “ปราม” ให้เพลาๆ พฤติกรรมลงบ้าง และถ้าไม่จับก็ไม่มีคำตอบให้อีกข้างที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว เขายังตั้งคำถามด้วยว่าแล้วจะให้ทหารวางตัวอย่างไรในสภาพเช่นนี้ ช่วยแนะนำหน่อยสิ

เขายังบอกว่า ทหารจำนวนไม่น้อย หรือแม้แต่อำมาตย์บางราย ก็เข้าใจเช่นกันว่า สังคมไทยจะต้องพัฒนาไปสู่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่มีสมดุลแห่งอำนาจ เปิดกว้างมีสิทธิเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมมากขึ้น แต่ในสภาพปัจจุบันคนเหล่านี้ก็ไม่สามารถจะขยับอะไรได้มากนัก

จนกว่า… จนกว่า… จนกว่าอะไรล่ะ ผมเลยบอกว่า ถ้ารอจนถึงตอนนั้นมันก็นองเลือดพินาศย่อยยับสิครับ

ผมอนุมานว่า นี่คือทหารสายพิราบ ฝ่ายความมั่นคงที่มีสติปัญญา แม้ความคิดจะยังติดกรอบเป็นขวา แต่พวกนี้ก็ไม่ได้โง่ รู้ดีว่าถ้าแข็งขืนครอบอำนาจก็จะมีพลังต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พวกนี้ก็ไม่กล้าปริปากและยังหาทางลงไม่เจอ ได้แต่พยายามประคองสถานการณ์อยู่

สิ่งที่ผมอยากบอกคือ ถ้า “สายพิราบ” ในฝ่ายผู้มีอำนาจ ไม่สามารถส่งสัญญาณหรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าพร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ “สมดุลแห่งอำนาจ” ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็คือ “สายฮาร์ดคอร์” ในเสื้อแดง ก็จะยิ่งมีอิทธิพลทางความคิดและอุดมการณ์ โดยที่ “สายสันติ” พูดไปก็เท่านั้น

ทำอย่างไรที่คุณจะเปิดพื้นที่ให้สายสันติวิธีได้พูดอย่างเต็มปากบ้าง โธ่ ขนาดผมเขียนอยู่นี่ยังต้องระมัดระวังใช้สัญลักษณ์ ขณะที่พวกฮาร์ดคอร์เขาใส่กันเต็มที่ ล่อกันเต็มเหนี่ยว ไฟล์ภาพไฟล์เสียงสะใจ เพราะยังไงๆ ก็เผยแพร่ใต้ดินอยู่แล้ว

ยิ่งกว่านั้น การใช้อำนาจ ไม่ว่าอำนาจ ศอฉ. อำนาจตุลาการ หรือการเลือกปฏิบัติต่างๆ ที่ทำให้มวลชนโกรธแค้น ผมขึ้นแท็กซี่ ผมขึ้นมอไซค์รับจ้าง หยั่งเสียงดู ไม่มีชิ้นดี อีหรอบนี้จะไปพูดสันติวิธีให้เขาเชื่อได้ไง

สัจธรรมคือเมื่อเหยี่ยวผงาด ฮาร์ดคอร์ก็ตีปีก สันติวิธีกับนกพิราบลงหม้อตุ๋น อิหร่านก่อนหน้านี้เริ่มเปลี่ยนแปลงจนพวกมุสลิมสายกลางมีอำนาจ แต่พออเมริกาบุกอิรัก อามาห์ดิเนจาดก็ชนะเลือกตั้งท่วมท้น

ฉันใดฉันนั้นละครับ หลังพฤษภาอำมหิต ฮาร์ดคอร์ก็มีอิทธิพลทางความคิดต่อเสื้อแดง จะปราบ จับ คุมขัง ยิ่งมีแต่แพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง คุณไม่มีทางกวาดจับหรือเข่นฆ่าคนที่ “หมิ่นเหม่” ต่อคำสั่ง ศอฉ.ได้หมดประเทศไทย มีแต่ใช้สติปัญญาคิดว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ภายใต้ความคิดเห็นที่แตกต่าง โดยรักษาสิ่งสำคัญของคุณไว้ได้

คุณจะเป็นฝ่ายเริ่มการเปลี่ยนแปลง กำหนดกรอบการเปลี่ยนแปลง หรือปล่อยให้มันเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ รุนแรง แต่ถึงวันนี้ ที่คิดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว ที่คิดว่าจะให้คนกลับมาศิโรราบสวามิภักดิ์นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว มีแต่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไรโดยไม่ต้องให้ศิโรราบสวามิภักดิ์ แค่ยอมรับการแบ่งแยกกำหนดบทบาทกันก็พอ

บางคนอาจจะคิดเหมือน 6 ตุลา ปราบ ฆ่า ไล่เข้าป่า ให้มันเลือกวิธีรุนแรง ต่อสู้ด้วยอาวุธ ด้วยการจลาจล แล้วสุดท้ายไปไม่รอด ก็ต้องยอมจำนน แล้วค่อยแปลงร่างเป็นพิราบ เล่นบทโปรดสัตว์ แต่โทษที สถานการณ์ไม่เหมือนกันนะครับ พลังต่อต้านมันกว้างใหญ่ไพศาลกว่า 6 ตุลาเป็นร้อยเท่าพันเท่า ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะแพ้ แต่ใครชนะก็ฉิบหายวายป่วง

สถานการณ์จากนี้ไป ยังพอมีเวลาอีกช่วงหนึ่ง ที่จะต้องมีการต่อสู้ทางความคิดกันระหว่างเหยี่ยวกับพิราบ ระหว่างฮาร์ดคอร์กับสันติวิธี ซึ่งในทั้งสองขั้วต่างก็มีปฏิกิริยาส่งผลต่อกัน โดยเราต้องเรียกร้องขั้วที่มีอำนาจเป็นด้านหลัก ถ้าสายพิราบมีพลัง ก็สามารถเปิดพื้นที่ให้สายสันติ แต่ถ้าเป็นตรงข้าม จะเอาใครมานำ นปช.ก็ไม่ต่างกัน จับเข้าคุกรุ่น 2 รุ่น 3 รุ่นไหนก็ไม่จบ

ในฝ่าย นปช.เอง ก็ต้องต่อสู้ทางความคิด หวังว่าอาจารย์ธิดาจะมุ่งไปที่การต่อสู้ทางความคิด ผมเห็นภาพชมรมเรารักเบอเกอร์คิงแล้วอดหัวเราะไม่ได้ น่ารักดี มวลชนก็เป็นอย่างนี้ พวกจารีตนิยมอย่าถือสาหาความนัก คนเราเวลาเริ่มมองโลกในแง่มุมใหม่ก็จะร้อนแรง หลังจากนั้นก็จะเย็นลงและมองกว้างขึ้น แต่ต้องมีคำตอบที่เหมาะสมให้เขา ขณะที่ในฝ่าย นปช.เอง ที่มักพูดว่า “มวลชนไปไกลแล้ว” จริงๆ แล้วก็ไปไกลแค่เรื่องนี้ ส่วนที่ว่าเราจะพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร ประเทศไทยควรจะเดินต่อไปอย่างไร นอกจากความสะใจแล้วก็ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

ขอเรียนย้ำอีกครั้งสำหรับข้อเขียนวันนี้ ว่าผมไม่ได้ห่วง “ใคร” แต่ผมกลัวว่ามันจะไปสู่ทางตันที่มีแต่ความพินาศ

กระนั้น ขณะที่เขียนนี้ ผมก็ยังเชื่อว่า มันจะไปสู่ทางตันที่มีแต่ความพินาศ เพียงแต่อยากทักท้วงอีกซักครั้ง

และขอออกตัวด้วยว่า ผมไม่ได้เป็นสายสันติวิธีเคร่งครัด บางทีก็มีลูกบ้ามีอารมณ์ตามประสามนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ เพียงแต่เวลามีสติยับยั้งตัวเองได้ก็พยายามจะสันติ ส่วนวันหน้าอะไรจะเกิดก็คงต้องเกิด

 

ใบตองแห้ง
8 ธ.ค.53

 

เพ็ญ ภัคตะ: เราควรก้าวไปไกลเกินกว่าหนึ่ง

เพ็ญ ภัคตะ: เราควรก้าวไปไกลเกินกว่าหนึ่ง

Mon, 2010-11-29 14:29

เราควรก้าวไปไกลเกินกว่าหนึ่ง
หากไม่ถูกทมิฬทึ้งดึงกลับศูนย์
เสียเวลากอบซากศพบนกองกูณฑ์
แทนที่จักเพิ่มพูนพลังไท

เราเคยนับหลักสิบถึงร้อยแสน
กลับถูกแผนอุบาทว์ฉุดสะดุดไหว
จากเมืองแมนแดนสยามศิวิไล
ถอยหลังเริ่มต้นใหม่ไกลความจริง

มีรัฐถ่อยเถื่อนสถุลสมุนชาติ
ใครฉลาดถูกฟาดคว่ำริยำยิ่ง
เอากฎหมายสามานย์มาอ้างอิง
ปรุงแต่งสิ่งโสมมอัประมาณ

มีนายกอัปยศรันทดเทวษ
เมืองอาเพศเหตุภัยจัญไรผลาญ
มือเปื้อนเลือดเด่นลอยคอยประจาน
ได้นายกเผด็จการต้องจารจำ

คณะราษฎร์เคยทวงทักท้วงสิทธิ์
ถูกเบือนบิดอ้างระบอบครอบอุปถัมภ์
เป็นประชาธิปไตยใต้เงาดำ
แปดสิบปียังก้าวย่ำมิยาตรา

ทำท่าจักก้าวเดินถูกดึงกลับ
กี่ครั้งนับเมื่อไหร่ถึงทางข้างหน้า
อ้างว่าไทยยังไม่พร้อมน้อมพึ่งพา
ปวงเทวาปารมีวิษณุวงศ์

เราแอบเดินใต้ดินไม่ยินเสียง
ร่วมร้อยเรียงตะเกียงใจไม่พลัดหลง
ระวีแสงแดงวับนับล้านวง
กระหวัดธงกระเหวี่ยงทาส กระวาดไทย

 

เพ็ญ ภัคตะ: ตอบคำถามให้ความชั่ว

Tue, 2010-11-09 11:47

(๑. คำถามของความชั่ว)

มาจากไหนกันเล่าผู้เฒ่าเอ๋ย             เป็นครั้งแรกที่เคยเข้าเมืองหลวง
คนบ้านนอกคอกตื้อสะดือกลวง       ไยมาทวงสิทธิิเสรีธรรม

เป็นผู้ก่อการร้ายมิใช่หรือ                  แถมยังถืออาวุธเตรียมกระหน่ำ
พวกบั้งไฟหลาวแหลนไม้ไผ่ลำ         มายี่ย่ำย่านไฮโซให้มัวซัว

นึกอย่างไรถึงจ้องอยากล้มเจ้า         พวกหูเบางี่เง่าถูกเป่าหัว
ไม่เคารพสถาบันชอบพันพัว             คอมมิวนิสต์คิดชั่วไม่ภักดี

รับเงินจากทักษิณมากี่ร้อย               ขนชาวดอยต่างด้าวมาถึงนี่
ทิ้งไร่นาสาโททำไมมี                         รีบกลับไปเดี๋ยวนี้ฤดูนา

ฟังปราศรัยรู้เรื่องหรือนั่งหลับ         จ้องขยับเท้าตบเหมือนผีบ้า
หลงคารมณัฐวุฒิสุดระอา               พวกแม่ยกยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุ

ยุบสภาเพื่อใครไม่รู้ชัด                    ยอมเบียดเสียดเยียดยัดใต้เต๊นท์ผุ
แผนโรดแมพรับไหมเลิกมุละทุ       กลับสาธุแกนนำให้บงการ

เขาจะยิงกันแล้วยังนั่งอยู่              ทำไม่รู้ไม่ชี้พลีสังขาร
คนอะไรดื้อดันอันธพาล                หรือแกถูกจ้างวานให้มาตาย

 

(๒) ตอบคำถามให้ความชั่ว

มาจากบ้านภูดอยแดนอีสาน         ถิ่นกันดารปักษ์ใต้จรดเหนือ
คนบ้านนอกคอกดินเคยกินเกลือ   รวมตัวเมื่อชาติไถ่ถามความเท่าเทียม

ถูกประณามทรามโฉดชนชั้นชั่ว      หลงหน้ามืดตามัวเขาวัวเสี้ยม
เถอะจึงจนแต่หัวใจจักไม่เจียม       ยิ่งกว่าไฟไหม้เกรียมเพราะโศกกรำ

ใครกันแน่จอมโจรชอบโหนเจ้า      หัวถูกเป่าให้แบ่งคนชนสูง-ต่ำ
เคยเคารพสถาบันพลันฟ้าดำ        ถูกปรักปรำคอมมิวนิสต์จิตยินดี

ไม่รู้จักทักษิณรับสินบาท                 นับแบ็งค์ขาดโบกรถไฟโหนชั้นสี่
ลัวะกะเหรี่ยงม้งขมุเงาะกุลี            ก็คนดีคนหนึ่งยอมทิ้งนา

ไม่เคยฟังปราศรัยในชีวิต             หูถูกปิดการเมืองเรื่องซ้ายขวา
พลันลิ้มฤทธิ์พิษภัยในสภา          ก่อนนี้เข้าคูหาคิดว่าพอ

ยอมอั้นฉี่อั้นอึแม้อึดอัด               อัตคัตลุกนั่งอยากฟังต่อ
รักโรงเรียนผ่านฟ้าน้ำตาคลอ     ชีวิตเรานี่หนอขอเรียนรู้

ห่ากระสุนไอ้โม่งกระหน่ำร่าง      ตีนตบคว้างข้างข้าวกล่องยังกองอยู่
เฮือกสุดท้ายประจักษ์ใจใครฆ่ากู  วิญญาณเศร้าเฝ้าเพ่่งดู..ศัตรูเดียว

 

‘แม่น้องเกด’จี้ธาริตเผยผลชันสูตรเท่าที่ได้–เตรียมรับขวัญเสื้อแดงคนแรกออกคุก

Tue, 2010-11-09 01:58

8 พ.ย.53 เวลาประมาณ 13.00 น. นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนารามวันที่ 19 พ.ค.53 เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อติดตามขอทราบผลชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง และประท้วงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอที่แจ้งว่ามีการขยายเวลาการแถลงผลการชันสูตรไปโดยไม่มีกำหนด

นางพะเยาว์ กล่าวว่ารู้สึกผิดหวังที่ดีเอสไอขยายเวลาการแถลงผลชันสูตรออกไปไม่มีกำหนด เนื่องจากเชื่อว่าได้หลักฐานไปเป็นจำนวนมากแล้ว อีกทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอยังเรียกพยานมาสอบสวนแล้วหลายคน เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างกระตือรือร้น เหลือแต่ผู้ใหญ่ที่จะไม่ยอมแถลงข่าวให้ประชาชนและญาติผู้เสียชีวิตได้ทราบ แม้ยังไม่ทราบผลทั้งหมดก็น่าจะแถลงความคืบหน้าว่าทำไปถึงไหนตามที่เคยให้สัญญาว่าจะแล้วเสร็จภายใน 45 วัน

“เอาสากกับครกมา แปลว่าหมายได้ว่า ดีเอสไอเป็นครก เครื่องมีครบหมดแล้ว ลูกน้องทำให้ เราเอาสากมาให้เพื่อบอกว่าคุณโขลกสักที่เถอะ จะได้ตักออกมาให้รู้ว่าตรงไหนเป็นยังไง กระสุนจากหน่วยไหน รสชาติเป็นยังไงจะได้รู้บ้าง คุณไม่ให้เขาออกเขาจะกล้าไหม ลูกน้องคุณเขาก็เก็บหลักฐานไว้หมดแล้ว ฝากให้ธาริตว่าโขลกซักที” แม่กมนเกดกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีบทบาทของ คอป. นางพะเยาว์กล่าวว่า วันนี้ไปเยี่ยม คอป. ไม่ทัน ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจว่าเขาตั้งคณะนี้มาทำไม แต่ในเมื่อตั้งแล้วก็น่าจะมีผลงานให้ประชาชนรู้บ้าง ที่ผ่านมาไม่เคยรู้ข่าวเขาเลย หน้าตากรรมการเป็นยังไงไม่เคยรู้จัก

“โทรศัพท์ซักกริ๊งจดหมายซักฉบับยังไม่เคยมีมาเลย แต่พอไปถึงต่างจังหวัด คนต่างจังหวัดกลับเคยได้รับจดหมายจากเขาโดยจ่าหน้าซองถึงคนตาย ตกลงเรียกคนตายไปสอบปากคำหรือ กรรมการก็คงอายุมากแล้ว คงหลงๆ ลืมๆ เขาบอกจะติดต่อไปอย่างนั้นอย่างนี้ เวลา 3 ปีที่รัฐบาลกำหนดให้กลุ่มที่ตั้งขึ้นมามันมากเกินไป ผ่านมาแล้วหลายเดือนยังไม่มีผลงานอะไรเลย” นางพะเยาว์กล่าว

ด้านเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอยืนยันกับนางพะเยาว์ว่า การสอบมีความคืบหน้าแน่นอน หากต้องการทราบข้อมูลอะไรสามารถโทรถามได้ ขณะนี้ก็ใกล้จะได้เวลาแถลงข่าวแล้ว เพราะสื่อมวลชนก็ติดตามอยู่โดยตลอด

นัดรับขวัญเสื้อแดงคนแรกพ้นคุก
เวลา 17.00 น. ที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่ กลุ่มคนเสื้อแดงร่วม 200 คน นำโดยนายนที สรวารี แกนนำกลุ่มอาทิตย์ซาบซึ้ง และแนวร่วมกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้นัดรวมตัวทำกิจกรรม วางกุหลาบแดงเพื่อสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งอ่านบทกวี และผูกผ้าแดงโดยรอบพระบรมราชานุสาวรีย์ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำราจ บก.น.8 และสน.บุปผารามกว่า 100 นาย ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักพอสมควรมีการนำเสื้อ และวีซีดีเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมมาวางขายด้วย นอกจากนี้ยังมีการแจกใบปลิว และประกาศเชิญชวนคนเสื้อเดงไปรวมตัวกันที่เรือนจำคลองเปรม ในวันที่ 11 พ.ย. เวลา 10.00 น. เพื่อร่วมกันต้อนรับ นายวิษณุ กมลแมน หรือ เล้ง อายุ 19 ปี ผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ซอยรางน้ำ ได้รับการปล่อยตัว หลังถูกขังครบกำหนด 6 เดือน ทั้งนี้ นายวิษณุถือเป็นคนเสื้อแดงคนแรกที่ถูกปล่อยตัว

นายนทีกล่าวว่า การจัดกิจกรรมของคนเสื้อแดงในฝั่งธนฯ ถือเป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม ประกอบกับวันที่ 7 พ.ย.ถือเป็นวันดี ครบรอบ 413 ปีที่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงกอบกู้เอกราช เราจึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น ซึ่งต่อไปจะจัดกิจกรรมในลักษณะเช่นนี้ทุกวันอาทิตย์ เพื่อแสดงตัวตน และพูดคุยปรับทุกข์ระหว่างคนเสื้อแดงด้วยกันหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม

รายงาน : พ.ร.ก.ฉุกเฉินกับคนงานล้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่กำลังจะกลับบ้าน

Fri, 2010-11-05 01:51

“เขาไปทำงานล้างบ่อน้ำเสียให้ กทม. แล้วก็กำลังจะเดินกลับที่พักตรงนั้น ตรงสามเหลี่ยมดินแดง ที่เขาเผายางกัน ตอนนั้นรถเข้าบ้านไม่ได้ก็ต้องเดินกลับบ้าน แล้วเอกสิทธิ์เขาก็วิ่งไปโบกรถ ช่วยเสื้อแดงที่ยืนคนเดียวโบกรถ น้องก็เรียกว่า พี่เอกอย่าเข้าไปมันอันตราย อันนี้ก็ไม่ฟังเสียง ก็ยังวิ่งไปช่วยเขาโบกพักนึง ปรากฏว่ามีรถมอเตอร์ไซด์วินล็อกคอเขาไว้ไปให้ทหาร” คำบอกเล่าของนางถาวร กันสังข์ อายุ 38 ปี แม่ของลูกชายวัย 19 ปี “เอกสิทธิ์ แม่นงาม” ผู้ต้องขังคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เดือนพฤษภา 2553 เวลาประมาณ 4 ทุ่ม เป็นหนึ่งในหลายๆ กรณีที่ทหารทยอมจับกุมประชาชนตั้งแต่ช่วงก่อนสลายการชุมนุมซึ่งรัฐบาลพยายามร้องขอให้ประชาชนกลับบ้านท่ามกลางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

แม้เราจะไม่รู้รายละเอียดของคดีที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจากตัวเลขกลมๆ จากปากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) บ่งชี้ว่ามีตัวอย่างหลายกรณีที่ผู้ถูกจับกุมเป็นคนชั้นล่างซึ่งไม่มีศักยภาพในการประกันตัวหรือต่อสู้คดี แม้พรรคเพื่อไทยจะพยายามให้ความช่วยเหลือด้านทนายความแต่ก็ไม่ทั่วถึง แม้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังและรับทราบความต้องการการช่วยเหลือด้านคดีความแล้ว แต่ก็ไม่เกิดการช่วยเหลือเยียวยาแต่อย่างใด ทำให้หลายคนซึ่งถูกบังคับให้รับสารภาพบ้าง รับสารภาพเองบ้าง ถูกตัดสินคดีอย่างรวดเร็ว และคดีหมดอายุความในการอุทธรณ์โดยไม่มีโอกาสต่อสู้คดี

แม่ของเอกสิทธิ์เล่าว่า หลังจากรู้ว่าลูกชายโดนทหารจับในคืนนั้น เธอก็ชะล่าใจคิดว่าไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง คงเป็นความเข้าใจผิดและประเดี๋ยวก็คงได้รับการปล่อยตัว เธอและครอบครัวซึ่งเป็นลูกจ้างบริษัททำบ่อบำบัดน้ำเสียจึงยังคงก้มหน้าก้มตาทำมาหากินรายวันต่อไปเรื่อยๆ

“พอผ่านไปเกือบอาทิตย์เขาก็ยังไม่ติดต่อมาเลยออกตามหาเขา ก็ไม่เจอ ก็ให้เพื่อนที่ทำงานล้างบ่อตรง สน.ดินแดง ช่วยไปถามสน.ดินแดงให้หน่อยว่าเอาเอกสิทธิ์ไปไว้ไหน เข้าไป ตำรวจก็บอกส่งไปที่ ตชด. เราไปตามที่นั่น แต่เขาบอกว่าไม่มีรายชื่อ เราก็นั่งร้องไห้อยู่ ตายแล้ว ลูกตายแน่ๆ ตามหาก็ไม่เจอ โทรไปหาตามศาลก็หาไม่เจอ ไม่รู้จักใครเลย ไม่มีใครเข้ามาช่วย แล้วก็มีคนบอกให้ไปแจ้งพรรคเพื่อไทย ได้ประมาณเดือนมั้ง ส.ส.เพื่อไทยก็โทรมาบอกว่าเอกสิทธิ์โดนจับไว้ที่คลองเปรม” น้ำเสียงของเธอยังสั่นเครือเมื่อเล่าย้อนอดีต

เมื่อครั้งที่เธอเข้าเยี่ยมลูกในครั้งแรก เธอเล่าว่าได้สอบถามลูกว่าโดนจับเรื่องอะไร และได้คำตอบจากลูกชายว่าทหารบังคับให้เขารับสารภาพในข้อหาขัดขวางการจราจร

“เขาบอกว่าทหารบังคับหนูให้รับสารภาพ ถ้าไม่รับเขาจะยิงหนูทิ้ง ไม่ให้พ่อแม่มึงเห็นหน้า เขาว่าอย่างนี้ ก็ต้องรับ ก็รับว่าขัดขวางจราจร”

“เขาเล่าด้วยว่า ทหารเขาเอาปืนตีหน้าหนู ไปดูหน้าเขาก็บวมเขียวอยู่ตอนนั้น ถามว่าโดนจับตอนแรกอยู่ไหน ก็บอกไปอยู่ที่ราบ 1”

ในเอกสารคำฟ้องของอัยการระบุว่า “เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2553 เวลากลางวัน จำเลยนี้กับพวกได้บังอาจยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย โดยจำเลยกับพวกดังกล่าวได้บังอาจร่วมกันนำยางรถยนต์มาวางไว้บนพื้นถนนฝั่งขาเข้าตรงกัน สำนักงาน ป.ป.ส. ถนนดินแดง แขวงดินแดง กรุงเทพมหานคร จากนั้นได้มีการจุดไฟเผายางรถยนต์เพื่อป้องกันมิให้ทหารเข้าไปยังบริเวณดังกล่าว และได้ขว้างปาสิ่งของใส่ทหาร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย”

“เขาจะไปเกี่ยวได้ยังไง เพิ่งเลิกจากงานเดินมากันหลายคน น้องชายเขาก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ในตัวเขามีแต่โทรศัพท์ เพิ่งซื้อใหม่เลย ทหารน่าจะเอาไว้ เพราะเขาไม่มีโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้เลยหลังถูกจับ บัตร นปช.อะไรก็ไม่มี” แม่เอกสิทธิ์กล่าว

วันที่ 17 พ.ค. ศาลแขวงดุสิต พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เนื่องจากขณะนี้บริเวณที่เกิดเหตุในคดีนี้เกิดเหตุจลาจลขึ้น มีความวุ่นวายและมีเหตุร้ายไม่สงบสุข จากการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับคดีนี้อยู่เนืองๆ จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนัก คงจำคุกจำเลย 1 ปี

เอกสิทธิ์ เรียนยังไม่ทันจบ ป.6 เพราะหัวทึบเกินกว่าจะเรียนต่อไหว เขียนหนังสือไม่คล่องนักแต่ก็พยายามไหว้วานเพื่อนผู้ต้องขังอื่นๆ เขียนจดหมายกลับมาหามารดาเป็นระยะพร้อมตัดพ้อว่าครอบครัวไม่ค่อยเดินทางมาเยี่ยมเขาซึ่งป่วยเป็นไมเกรนที่เรือนจำเลย

“ประกันตัวเขาขอ 4 หมื่น แต่ไม่มีเงิน ไม่รู้จะเอาจากไหน ถ้ากู้บริษัทก็เป็นหนี้หัวโตอีก ของเก่ายังใช้ไม่หมด เลยบอกว่าคงต้องติดนะลูก ปีนึง ขอให้เขาอดทน แม่ไม่อายใครด้วยเพราะลูกไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ลักขโมยใคร …. คิดว่าวันที่ 5 ธันวานี่น่าจะลดโทษให้ อยากให้ลูกออกไวๆ” แม่ของเอกสิทธิ์พูดถึงข้อจำกัดและความคาดหวังของเธอ

นอกเหนือจากความลำบากของตัวเอกสิทธิ์เองแล้ว ครอบครัวของเขาก็ยากลำบากด้วยเช่นกัน เพราะทุกคนในครอบครัวทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัททำบ่อบำบัดน้ำเสีย ได้เงินเดือนคนละไม่มาก แน่นอน ลูกหัวทึบคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ

“ตอนนี้ศาลสั่งจำคุก 1 ปี มันก็นานนะ ไม่ได้หากิน เขาช่วยแม่ได้เยอะเลย สมองเขาไม่ค่อยดีนัก แต่เขาช่วยครอบครัวเยอะ อยู่กรุงเทพ บริษัทก็เช่าห้องให้อยู่ เขาทำอยู่โรงงานเดียวกับแม่ ทำงานเกี่ยวกับเหล็ก เป็นลูกน้องฝ่ายประกอบ ได้เงินเดือน 5,000 กว่าบาท ของแม่ได้ 6,000 กว่าบาท เขาบอกว่าถ้าจะเบิกก็เขียนใบเบิกได้เลยนะ นี่เขาก็ช่วยผ่อนตู้เย็น ส่งรถมอเตอร์ไซด์ ช่วยทางบ้านเดือนละประมาณ 4,000 บาท เขาไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แม่พูดอะไรก็จะเชื่อ”

หาก “การเอาใจช่วยคนเสื้อแดง” เป็นอาชญากรรมอย่างหนึ่ง โทษทัณฑ์นี้ก็อาจเป็นสิ่งเหมาะสม เพราะแม่ของเอกสิทธิ์ก็ยอมรับว่าเธอและลูกชายมักติดตามข่าวและเอาใจช่วยคนเสื้อแดงหน้าจอทีวีหลังเลิกงานล้างบ่อบำบัดน้ำเสียแล้วเสมอ

“แม่ก็เป็นเสื้อแดงเหมือนกัน แต่ไม่ได้ไปไหน ไม่ได้ไปชุมนุม เอาใจช่วยเขาทางโทรทัศน์ เราต้องทำมาหากิน ลูกก็เรียนอยู่….แต่เอกสิทธิ์เขาเป็นคนเฉยๆ ไม่ค่อยพูด ไม่ได้สนใจการเมืองอะไรเป็นพิเศษ เคยดูโทรทัศน์ดูข่าวด้วยกันแล้วเขาบอกว่า แม่ๆ สงสารเสื้อแดงนะ ก่อนโดนจับเขายังโทรมาบอกแม่ก่อนแล้วว่าเดี๋ยวจะเข้าไปช่วยเสื้อแดงที่โบกรถอยู่คนเดียว ห้ามก็ไม่ฟัง” แม่เอกสิทธิ์กล่าว

เอกสิทธิ์เป็นเพียงกรณีหนึ่งเท่านั้นที่ได้รับโทษทัณฑ์แบบที่ชวนกังขาตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงปรัชญาพื้นฐานของนิติรัฐ