นักปรัชญาชายขอบ: ตาสว่างและเดินทางต่อ

Wed, 2010-09-22 17:49

นักปรัชญาชายขอบ

ผมรู้สึกชื่นชมไอเดีย “เขียนจดหมายถึงฟ้า” กับ “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน” มาก ในขณะที่ขำเกือบตกเก้าอี้เมื่อเห็นท่าน “อภิสิทธัตถะ”เทศนาอัปปมาทกถา (ถ้อยแถลงว่าด้วยความไม่ประมาท) ทางทีวีว่า ให้ระมัดระวัง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์”

แสดงว่า ในสายตาของเขาไม่ว่าคนเสื้อแดงจะขยับทำอะไร ก็ต้องรุนแรงเสมอ ไม่รุนแรงทางกายภาพก็ต้องรุนแรงเชิงสัญลักษณ์ แต่โทษทีครับ สติปัญญาระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากอ๊อกฟอร์ดคิดไม่ออกเลยหรือไงว่า เป็นนายกฯ แล้วออกมาปรามประชาชนโดยอ้าง “ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์” ในสถานการณ์ที่ประชาธิปไตยถูกใช้สัญลักษณ์กดทับไว้เช่นทุกวันนี้ มันเป็น “ทัศนะอำมหิต” ต่อการใช้เสรีภาพทางการเมืองของประชาชนที่จะบอกเล่าความจริงและทวงคืนประชาธิปไตยมากเกินไป!

นึกถึงประโยคสรุปในหนังสือ “สายธารประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย” ของ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ที่ว่า “ถึงเวลาที่ต้องให้การศึกษาแก่ชนชั้นนำให้เข้าใจและรู้คุณค่าประชาธิปไตย” มันเป็นข้อสรุปที่สวนทางกับทัศนะของชนชั้นนำที่พูดซ้ำๆ ซากๆ ว่า ประชาชนโง่ ไม่รู้ประชาธิปไตย จะต้องให้การศึกษาแก่ประชาชนให้เข้าใจประชาธิปไตย แต่ตามข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ “อุปสรรค” ที่เด่นชัดของพัฒนาการประชาธิปไตยก็คือ “ชนชั้นนำ”

จดหมายถึงฟ้า มันจึงมีความหมายสำคัญว่า ประชาชน เช่น คนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง กรรมกร ชาวนา แม่ค้าขายส้มตำ ลูกชิ้น ฯลฯ เขาตาสว่างแล้ว เขาเกิดปัญญารู้แจ้ง (Enlightenment) แล้วว่าประชาธิปไตยคืออะไร และเขาต้องการสอนบรรดาชนชั้นนำ โดยเฉพาะ “คนอย่างอภิสิทธัตถะ” ซึ่งถูกยกให้มีอภิสิทธิ์ทางศีลธรรมให้รู้ว่าคุณไม่สามารถต้านกระแสประชาธิปไตยได้ คนที่ต้านกระแสประชาธิปไตยคือคนที่ต้านกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก

พูดอย่างถึงที่สุด ต้านกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย คือ ต้านกระแสเรียกร้องความเป็นคน ซึ่ง “ความเป็นคน” นั้นโดยพื้นฐาน หรือโดย essence เลย คือ freedom หรือเสรีภาพ รูปแบบการปกครองของรัฐที่จำกัดเสรีภาพก็เท่ากับจำกัดความเป็นคน อย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่นี่ไง เพราะเราถูกจำกัดความเป็นคนจนเคยชิน เราจึงไม่รู้ว่าความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์คืออะไร เราจึงเรียกร้องอำนาจพิเศษ อำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ การใช้ พรก.ฉุกเฉิน ฯลฯ มาจำกัดความเป็นคนของตัวเองและเพื่อนมนุษย์ ไม่ให้เขา (และเรา) สามรถใช้เสรีภาพตามที่ควรจะเป็น

โดยเฉพาะพวกใช้เจ้าเป็นอาวุธเพื่อทำลายคนที่เห็นต่าง หรือศัตรูทางการเมืองของตนเอง ยิ่งชัดเจนว่าคุณกำลังทำลายความเป็นคนของตนเองและเพื่อนมนุษย์อย่างโง่เขลาและเลือดเย็น เพราะโดย “อาวุธ” ที่คุณใช้กับคนอื่น เขาก็จะใช้อาวุธเดียวกันกับคุณ สังคมเราจึงพยายามจำกัด หรือริบสิทธิในการใช้เสรีภาพของกันและกันไปด้วยการใช้อาวุธเช่นนี้

แต่ไม่มีใครสามารถห้ามคนไม่ให้มีเสรีภาพได้ คุณอาจจำกัดการใช้เสรีภาพของคนได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่คุณไม่อาจเอาเสรีภาพออกไปจากความเป็นคนได้ ถ้าประชาชนตระหนักถึงคุณค่าความเป็นคนที่ต้องมีเสรีภาพ อำนาจที่จำกัดเสรีภาพย่อมถูกท้าทาย และไม่อาจคงอยู่ต่อไปได้!

คนเสื้อแดงเขาเรียกร้องเสรีภาพที่จะเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ก็คือโดยพื้นฐานที่สุดคนต้องมีเสรีภาพที่จะพูด จะคิด แสดงออกซึ่งความคิดเห็นได้ โดยเฉพาะการพูดความจริง การเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง คนมันต้องมี “อิสระทางศีลธรรม” หรือมีอิสระในการวินิจฉัยถูกผิดในเรื่องคุณค่าเชิงบรรทัดฐานหลักๆ ของสังคม ไม่ใช่ต้องคอยแต่เชื่อฟังและทำตาม ถ้าคนชั้นนำคิดผิด ทำผิดในทางศีลธรรม ประชาชนที่มีความเป็น “คน” จะต้องตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ เรียกร้องให้เขารับผิดชอบในทางศีลธรรม และทางกฎหมายได้ ถ้าเสรีภาพดังกล่าวนี้มีไม่ได้ ถูกกดทับหรือถูกจำกัดก็หมายความว่าความเป็นคนของประชาชนถูกกำกัด

คุณอยากมีชีวิตอยู่ในประเทศที่ความเป็นคนของคุณถูกจำกัดหรือครับ คุณไม่อยากให้ศักยภาพที่จะเป็นคนอย่างเต็มที่ของคุณได้แสดงตัวออกมาหรือครับ ศักยภาพความเป็นคนมันเป็น “สภาพแฝง” (potentiality) มันจะแสดงออกมาหรือกลายเป็น “สภาพจริง”(actuality) ได้ ก็ต่อเมื่อเรามีเสรีภาพ เราไม่ถูกจำกัดหรือถูกกดทับเสรีภาพเอาไว้ด้วยเหตุผลเรื่องความไม่เท่าเทียมของมนุษย์

แน่นอนว่า ในสังคมประชาธิปไตย การใช้เสรีภาพอาจถูกจำกัดหากมันไปละเมิดความเท่าเทียมในความเป็นคน เช่น เราไม่มีเสรีภาพที่จะประณามคนอื่นด้วยเหตุผลว่า เรามีสถานะความเป็นคนสูงส่งกว่าคนอื่น แต่การจำกัดเสรีภาพเช่นนี้ย่อมเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผล เพราะเป็นการปกป้องความเท่าเทียมของคนซึ่งเป็นรากฐานในการปกป้องเสรีภาพที่เท่าเทียม

มันต่างกับการอ้างว่า “ทุกคนมีเสรีภาพได้เต็มที่นะตราบเท่าที่ไม่ไปพูดความจริงเกี่ยวกับคนที่มีความเป็นคนเหนือกว่าทุกคน” เพราะข้ออ้างเช่นนี้มันหมายความว่า มนุษย์จำเป็นต้องมีเสรีภาพไม่เท่ากัน (ระว่างทุกคนกับคนที่เหนือกว่าทุกคน) และจำเป็นต้องถูกจำกัดเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวกับการกระทำของคนที่เหนือกว่าทุกคน ซึ่งเป็นไปได้ว่าการกระทำนั้นอาจส่งผลด้านลบต่อทุกคน และหรือกล่าวอย่างรวบยอด ทุกคนย่อมไม่มีอิสระทางศีลธรรมหากคนที่เหนือกว่าทุกคนเป็นผู้กำหนดถูก-ผิด ในเรื่องศีลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานทางเศรษฐกิจ การเมือง การมีชีวิตที่ดี ฯลฯ แทนประชาชน และประชาชนก็ไม่สามารถตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ได้

ฉะนั้น จดหมายถึงฟ้า/ตาสว่างทั้งแผ่นดิน จึงเป็นก้าวย่างทางประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่มีความหมายสำคัญยิ่ง ก้าวต่อไปก็คือเราต้องทวงเสรีภาพเพื่อให้ทุกคนภายใต้ผืนฟ้า (จริงๆ) นี้ มีความเป็นคนที่เท่าเทียม!

ใบตองแห้ง…ออนไลน์: อุดมการณ์กับยุทธศาสตร์

Tue, 2010-09-21 15:35

ใบตองแห้ง

และแล้ว “วันแดงเดือด” ก็ผ่านไปอย่างสงบ มีแค่แฟนหงส์แดงดีใจเก้อ กระโดดโลดเต้นจนผับถล่มทับพิธีกรสาวหัวแตกคอเคล็ด

มวลชนเสื้อแดงออกมาแสดงพลังต่อต้านอำนาจรัฐประหารอย่างสันติ มีพลัง พร้อมเพรียง และมากมายกว่าที่ถูกปรามาสไว้ว่าจะมีแค่หลักพัน โดยเฉพาะที่ “ราชประสงค์” ซึ่งแม้แต่ฝ่ายผู้จัดเองก็คงไม่คาดคิดว่าจะมีคนมาขนาดนี้

สื่อที่เตรียมจะเย้ยหยันปรามาสยังต้องกลับไปเปลี่ยนพาดหัวข่าวใหม่ เช่นหันไปเย้ยว่า “พับเพียบชุมนุม” คงขัดใจที่ม็อบไม่ “ถ่อย” อย่างตัวเองเตรียมประณามไว้

การรวมพลังครั้งนี้แสดงจุดยืนของมวลชนเสื้อแดงที่พร้อมต่อสู้ถึงที่สุด แม้อยู่ในบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวย กระแสต่ำ อำนาจจารีตนิยมครอบงำแทบทุกปริมณฑล ข้อกล่าวหาร้ายแรงว่อนสะพัด

การรวมพลังครั้งนี้แสดงจุดยืนของมวลชนเสื้อแดงที่พร้อมต่อสู้อย่างเป็น ตัวของตัวเอง ไม่แยแสว่าจะมีการ “ปรองดอง” กันอย่างไร ทักษิณจะถอยหนีไปไหน หรือพรรคเพื่อไทยจะเละตุ้มเป๊ะอย่างไร

มวลชนเสื้อแดงออกมาโดยไม่ต้องมีศูนย์การนำที่ชัดเจน ไม่ต้องมีแกนนำ นปช. ไม่ต้องมีทักษิณ จตุพรโผล่ไปร่วมที่เชียงใหม่ แต่ก็เป็นแค่หนึ่งในผู้คนหลากหลาย คนที่จุดประกายการนัดหมาย อย่าง บก.ลายจุด หรือสมยศ พฤกษาเกษมสุข คือคนที่ไม่ยอมขึ้นเวทีราชประสงค์ร่วมกับแกนนำ นปช.ตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา

แน่นอนเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า มวลชนบางส่วนอาจเสียขวัญกำลังใจ ทดท้อ แนวร่วมหนีหาย ภายหลังการประโคมข้อหาก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ผิดพลาดของแกนนำ แต่ในสภาพที่ “กระแสต่ำ” เช่นนี้ ต่ำจนเกือบถึงขีดสุด และฝ่ายตรงข้ามก็กำลังอยู่ในกระแสสูงจนถึงขีดสุด การที่ยังมีมวลชนเหนียวแน่น “ของจริง” เป็นหมื่นๆ คนกล้าออกมาแสดงพลัง รวมทั้งการที่มีนักกิจกรรม นักวิชาการ นิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหลากหลาย ก็แสดงว่าพลังประชาธิปไตยยังมีรากฐานที่เข้มแข็ง และพร้อมจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ที่เหลือตอนนี้ก็เพียงแต่ต้องปรับทัพจัดขบวนใหม่ ทั้งในแง่ของการนำและความคิด

อุดมการณ์สูงสุด

หลายวันก่อนผมมีโอกาสรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนพ้อง เขาพูดได้ถูกต้องและถูกใจว่า ขบวนคนเสื้อแดงยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่จะเอาชนะ แม้แต่ภาพของ “ชัยชนะ” ก็ยังไม่ชัดเจนว่าคืออะไร

การกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีจะต้องมาจากอุดมการณ์ของการต่อสู้ ว่าอะไรคืออุดมการณ์อันสูงสุด สมมติเช่นคุณจะปฏิวัติสังคมนิยม ยึดกิจการทุนนิยมเป็นของรัฐ จะโค่นล้มนั่นโค่นล้มนี่ คุณก็จะมีศัตรูเยอะ มีแรงต้านเยอะ ฉะนั้น คุณก็ต้องต่อสู้เอาชนะด้วยกำลังอาวุธ เพราะถ้าไม่ยึดอำนาจรัฐเด็ดขาด คุณก็ไม่สามารถทำตามอุดมการณ์ของคุณได้

และหลังจากยึดอำนาจรัฐแล้ว คุณก็ต้องใช้อำนาจเผด็จการหรือกึ่งเผด็จการ เพื่อกำราบปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการปฏิวัติสังคมนิยม แต่การปฏิวัติประชาธิปไตยในยุคเริ่มแรกก็เช่นกัน

การปฏิวัติฝรั่งเศส ตามมาด้วยการนองเลือด วุ่นวาย สับสน คดเคี้ยวยาวนาน ไม่ใช่ว่าทลายคุกบาสตีลล์แล้วฟ้าสีทองผ่องอำไพ การปฏิวัติประชาธิปไตยในอังกฤษ โค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ก็เปลี่ยนไปสู่ยุคเผด็จการโดยโอลิเวอร์ ครอมเวล หลังจากครอมเวลตาย จึงเกิดการประนีประนอมสร้างสมดุลแห่งอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์กับระบอบ รัฐสภาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่แตกต่างจากเรา)

หรือแม้แต่การปฏิวัติ 2475 ความจำเป็นที่ต้องสู้รบกับ “อำนาจเก่า” โดยเฉพาะกบฎบวรเดชในปี 2476 ทำให้ต้องสร้าง “กองกำลังพิทักษ์สาธารณรัฐ” จนใหญ่โตเข้มแข็ง แล้วก็กลับมากลืนกินตัวเองกลายเป็นเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย กระทั่งถูก “อำนาจเก่า” กลับมาครอบงำภายหลังการรัฐประหาร 2 ครั้งคือ 2490 และ 2500

บทเรียนเหล่านี้บอกอะไร บอกว่าถ้าคุณจะปฏิวัติประชาธิปไตยด้วยความรุนแรง ด้วยกำลังอาวุธ คุณก็จะกลายเป็นเผด็จการ ไม่ได้บรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริง

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้โทษบรรพชนฝ่ายประชาธิปไตยในอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือคณะราษฎร แต่การปฏิวัติเหล่านั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความจำเป็นที่ระบอบเก่าเสื่อมโทรม ล้าหลัง ไร้ประสิทธิภาพ ใกล้จะนำประเทศไปสู่หายนะ หรือกดขี่ประชาชนอย่างร้ายแรง (เช่นในฝรั่งเศส) จนเกิดการลุกฮือ ขณะที่ในยุคสมัยของเราเป็นยุคที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยมาระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เราไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้ถึงขั้นปฏิวัติโค่นล้มระบอบที่เป็นอยู่ แต่เราต้องการ “ปฏิรูประบอบ” เพื่อไปสู่การเคารพกติกา ยึดหลักนิติรัฐ ขจัดการแทรกแซงโดยอำนาจแฝง กองทัพ ตุลาการ และเพิ่มพื้นที่ให้อำนาจประชาชน ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล ปฏิรูปรัฐราชการ และปฏิรูปองค์กรสถาบันสำคัญทั้งหมด ไม่ให้เข้ามาก้ำเกินล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของประชาชน

พูดให้ถึงที่สุด อุดมการณ์อันสูงสุดของเรา ไม่ได้มีอะไรวิเศษเลิศเลอไปกว่าความเป็น “ประชาธิปไตยปกติ” ดังที่เขาใช้กันอยู่ทั่วโลก เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนทุกองค์กรสถาบันอยู่ร่วมกันได้ อย่างสงบ สันติ มีสิทธิเสียง และแสดงความเห็นต่างได้อย่างเท่าเทียม ต่างคนต่างมีอำนาจ ไม่จำเป็นต้องไปโค่นล้มทำลายใคร แต่ต้องมี “สมดุลแห่งอำนาจ” ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบ ต้องตรวจสอบได้ วิพากษ์วิจารณ์ได้ ตามกติกาประชาธิปไตย มิใช่ใช้อำนาจแฝงแทรกแซงการเมืองการปกครองแล้วลอยตัว

อุดมการณ์อันสูงสุดของเรา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยึดอำนาจแล้วจับสนธิ ลิ้ม มาแขวนคอใต้ต้นมะขาม จับบิ๊กบัง เปรม สุรยุทธ์ อนุพงษ์ ประยุทธ์ ฯลฯ ยัดคุก แล้วไล่อภิสิทธิ์ไปอยู่นิวคาสเซิล เพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องการความเป็นนิติรัฐ ความยุติธรรม ไม่สองมาตรฐาน รวมทั้งต้องการไปสู่ความสงบ สันติ อยู่ร่วมกัน แน่นอนที่วันหนึ่งเราจะต้องเรียกร้องให้มีการชำระสะสางผู้กระทำความผิด ตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยา มาจนถึงพฤษภาอำมหิต แต่ถ้าเราดูตัวอย่างเกาหลีใต้ คนเกาหลีไม่เคยลืมเหตุการณ์นองเลือดที่กวางจู 16 ปีผ่านไป พวกเขาจับชุนดูฮวาน โรห์แตวู ขึ้นศาล พิพากษาประหารชีวิตและจำคุก หลังจากนั้นจึงนิรโทษกรรม นี่คือการ “ปรองดอง” ที่แท้จริง โดยไม่ลูบหน้าปะจมูก คนผิดต้องรับโทษ แต่นิรโทษได้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนทั้งสองฝ่ายในสังคม

อุดมการณ์อันสูงสุดของเรา จึงน่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของคนส่วนใหญ่ในสังคม แม้แต่นายทุนใหญ่เล็กหรือคนชั้นกลางที่อยู่ในวิถีชีวิตทุนนิยม ถ้าไม่ใช่เพราะการบิดเบือนปลูกฝังความคิดเกลียดชังนักการเมืองจนพาลเกลียด “ประชาธิปไตยตะวันตก” และหันไปพึ่งอำนาจนอกระบบที่เชื่อว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”

นั่นคืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อขั้วอำนาจจารีตนิยมได้หน้ากากหล่อๆ ถูกจริตคนชั้นกลางผู้นิยมความฉาบฉวยอย่างอภิสิทธิ์บนโพเดียม

ตรงไหนคือชัยชนะ
จะเห็นได้ว่าเป้าหมายทางอุดมการณ์ของเรา ที่ต้องการสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ มีความเป็นธรรม ยุติธรรม เปิดพื้นที่ให้ต่อสู้ความคิดกันอย่างสันติ ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงกับการใช้ความรุนแรงหรือใช้กำลังอาวุธ ซึงมีแต่จะถูกต่อต้านในสังคมปัจจุบันที่ “รักสงบ” ไม่ว่าจะรักสงบแบบประชาธิปไตย หรือรักสงบแบบสามานย์ (เอาอะไรก็ได้ขอให้สงบ ไม่ยุติธรรมไม่เป็นธรรมก็ขอให้สงบ แบบ “จ่าแฉ่ง” หรือซูม ไทยรัฐ) แต่เราก็ไม่จำเป็นจะต้องปะทะเป็นศัตรูกับ “กระแสรักสงบ” ที่ชนชั้นนำเอามาบังหน้า

“ชัยชนะ” ของเราอยู่ตรงไหน ในทางอุดมการณ์คือสังคมประชาธิปไตยเต็มใบ อาจไม่จำเป็นต้องได้มาด้วยการยึดอำนาจ (และยิ่งไม่ใช่การที่ทักษิณกลับมายึดอำนาจ) แต่อาจได้มาด้วยการกดดัน ต่อสู้ เจรจา ต่อสู้ ปรองดอง-ทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ และต่อสู้อีก เป็นลำดับขั้น ด้วยสันติวิธีสลับกับการแสดงพลังหรือการต่อสู้เรียกร้องประเด็นต่างๆ สมมติเช่นในทางยุทธวิธีขั้นนื้คือเรียกร้องให้ยกเลิก พรก.ฉุกเฉินและปล่อยตัวมวลชนที่ถูกจับกุมแบบเหวี่ยงแห (ไม่ใช่นิรโทษกรรมซึ่งจะนิรโทษคนสั่งฆ่าประชาชนด้วย)

การต่อสู้แบบนี้ต้องแน่วแน่ มั่นคง ถึงที่สุด แต่ไม่จำเป็นต้องรุนแรง

จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของเสื้อแดงภายใต้การนำของ นปช.และทักษิณที่ผ่านมา สวนทางกันสิ้นเชิง เพราะมุ่งไปสู่เป้าหมายอย่างเดียวคือเอาคนมาชุมนุมมากๆ หวังจะให้เกิดการลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผลและกลับกลายเป็นพ่ายแพ้ทางการเมือง

ที่พูดเช่นนี้มิใช่จะบอกว่าการลุกฮือระเบิดอารมณ์โกรธแค้นชิงชังของมวลชนเสื้อแดงเป็นสิ่งผิด แต่ความคิดชี้นำผิด ยุทธศาสตร์ผิด

ที่ไหนมีแรงกดย่อมมีแรงต้าน การใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ความยุติธรรมสองมาตรฐาน การปล้นอำนาจอธิปไตย รวมถึงการบิดเบือนอย่างเลวร้ายหน้าไม่อายของสื่อกระแสหลักและนักวิชาการ ย่อมทำให้มวลชนผู้รักประชาธิปไตยโกรธแค้น มีอารมณ์รุนแรง ต้องการแสดงออก ซึ่งถ้าไม่แสดงออกบ้าง เอาแต่นั่งพับเพียบ มันก็คงไม่ใช่การต่อสู้

เพียงแต่ประเด็นสำคัญที่ยังแก้ไม่ตกคือจะจัดความสัมพันธ์อย่างไรให้ เหมาะสม ระหว่างยุทธศาสตร์การต่อสู้-เพื่อเอาชนะโดยสันติ กับการแสดงออกทางอารมณ์ ที่เป็นธรรมชาติของการต่อสู้ และเป็นขั้นตอนหนึ่งทางยุทธวิธี

เราต้องจัดความสัมพันธ์นี้ให้ได้และให้สอดคล้อง แสดงพลังเพื่อฟ้องให้สังคมได้รับรู้ว่าเราไม่ยอมรับความอยุติธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ข้ามเส้นที่ว่าเราจะเอาชนะโดยสันติ

ที่พูดเช่นนี้ผมไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ว่าวันหนึ่งอาจเกิดการลุกฮือ หรือวันหนึ่งจะถึงจุดเปลี่ยนแบบแตกหัก แต่ต้องยืนยันว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก หรือจงใจให้เกิด หากจะเกิดมันก็เป็นเพราะชนชั้นนำแข็งขืนไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงโดย “ปฏิรูป” และใช้กำลังรุนแรงต่อต้านความพยายามเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ

แต่ยุทธศาสตร์หลักของขบวนประชาธิปไตย จะต้องตั้งมั่นไปที่การปฏิรูป ซึ่งเมื่อแปรเป็นยุทธวิธี ก็ต้องสร้างรูปแบบการต่อสู้ที่หลากหลาย การจัดตั้งมวลชนเครือข่ายในปริมณฑลต่างๆ ไม่ใช่คิดแต่จะปลุกความโกรธแค้นให้คนมาชุมนุม เอาชนะทีเดียวเบ็ดเสร็จ เหมือนเสื้อแดงที่ผ่านมา

เช่น ขบวนประชาธิปไตยจะต้อง “ขอคืนพื้นที่” ในปริมณฑลต่างๆ ตั้งแต่พื้นที่ของภาคประชาชน นักวิชาการ นักกิจกรรม ต่อสู้ทำลายล้างพวกเสื้อเหลืองและลัทธิประเวศ ให้คนพวกนี้ “ไม่มีแผ่นดินอยู่” ในเชิงหลักการ

เช่น มวลชนเสื้อแดงจะต้องจัดตั้งกันเป็นเครือข่าย ต่อสู้ในระบบพรรคการเมือง ซึ่งหมายความว่าคุณอาจจะสนับสนุน ส.ส.เพื่อไทยแต่อย่าไว้วางใจจนผูกติดและต้องมีข้อแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ต่อสู้ “ขอคืนพื้นที่” ในการเมืองท้องถิ่น ยึดเก้าอี้ อบจ. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แบบรู้กันว่านี่เราเสื้อแดง แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศต่อสาธารณะ แล้วก็ทำงานให้ดี ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน (ถ้า อบต.เป็นเสื้อเหลือง หาเรื่องไล่แม่มเลย-ฮา)

หรือไม่ก็จัดตั้งกลุ่ม องค์กร ประเภทกลุ่มอนุรักษ์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มไม่สูบบุหรี่ หลอกของบ สสส.มาเคลื่อนไหวอย่างที่พวกเสื้อเหลืองเขาทำกัน

ทั้งหมดนี้อยู่ที่การคิดดัดแปลงให้เข้ากับสภาพ ใช้เทคนิค ใช้แทกติก และบางทีก็ตุกติกได้ไม่ต้องเถนตรงนัก สมมติเช่นคุณอยากเอาชนะ อบต.แต่คะแนนไม่พอ ก็ขนเสื้อแดงย้ายทะเบียนบ้าน ไม่ผิดกติกา (วิธีนี้พวกผมทำมาแล้ว สมัยปี 17 ฝ่ายก้าวหน้าในธรรมศาสตร์อยากยึดชุมนุมดนตรีไทย ก็ขนพรรคพวกไปสมัครเป็นสมาชิก พอถึงวันเลือกตั้งกรรมการ ไอ้พวกเพลงตับเต่าหงายท้องไปเลย นี่คือจุดกำเนิดของวง “ต้นกล้า”)

สู้กับการแยกสลาย
อุปสรรคสำคัญที่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเผชิญในระยะต่อไปคือ ความพยายามแยกสลายและทำให้กระแสการต่อสู้โทรมลงจนต้องยอมจำนน เหลือแต่มวลชนที่ผิดหวังคับแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้

ที่ชัดเจนคือหนึ่ง กระแสข่าวหลายกระแสตรงกันว่ามีการเจรจากับทักษิณ โดยไม่มีใครรู้ว่าเขาเจรจากันอย่างไรในรายละเอียด เพื่อให้ทักษิณถอย ซึ่งดูจากท่าทีที่ออกมา ดูท่าว่าทักษิณจะถอยจริง แถมยังมีข่าว “ปรองดอง” ไปถึงพวกทหารแตงโม ตท.10

ข้อนี้มีด้านดีมากกว่า เพราะทักษิณไม่ถอยขบวนประชาธิปไตยก็ต้องไล่ทักษิณไปอยู่ท้ายแถวอยู่แล้ว ทักษิณนำการต่อสู้แล้วแพ้ทุกที และมวลชนส่วนที่มีคุณภาพก็ “ก้าวข้าม” ทักษิณแล้ว เพียงแต่มวลชนด้านกว้างอาจรู้สึกสูญเสียผู้นำที่เขายึดเหนี่ยว ซึ่งต้องทำงานความคิดกันพอสมควร

ที่อาจมีผลกระทบอีกด้านคือ พรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่ชัดเจนว่าการเจรจา “ปรองดอง” ต้องการบีบให้พรรคเพื่อไทยถอยไปแค่ไหน แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยจะทิ้งมวลชนเสื้อแดงที่เป็นฐานเสียงและอำนาจต่อรองของตน ก็คงโง่บัดซบ (ไม่แน่เหมือนกัน โง่บัดซบขนาดแห่เข้ามาเป็นกรรมการบริหารพรรคทั้งที่มาตรา 237 ยังอยู่) แต่เอาเหอะ ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็หวังพึ่งไม่ได้อยู่แล้ว

สอง ที่สำคัญกว่าคือความพยายามลดทอนกระแสการต่อสู้ เช่น ข้อเสนอนิรโทษกรรมของเนวิน ซึ่งอย่าคิดว่า ปชป.ไม่เอาด้วย อาจจะปากว่าตาขยิบ สังเกตไหมว่าเสธ.หนั่นไปเยี่ยมณัฐวุฒิทำไม

ผมคิดว่าเราไม่ควรปฏิเสธการนิรโทษกรรมทั้งหมด เรายอมรับได้กับการนิรโทษกรรมมวลชน หรือพูดให้ถูก ต้องปล่อยตัว เพราะมีการจับเหวี่ยงแห คนที่อยู่ในเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัด ถูกยัดข้อหาวางเพลิง-ก่อการร้ายหมด ถูกจับกุมคุมขังภายใต้ พรก.ฉุกเฉิน และไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม (พูดก็พูดเหอะ พรรคเพื่อไทยและทักษิณทอดทิ้งมวลชนด้วย ไม่มีการจัดทนายความต่อสู้คดีให้อย่างทั่วถึง เท่าที่ได้ฟังมา มวลชนที่เชียงใหม่โดนคดีฆ่าพ่อแกนนำเสื้อเหลือง ต้องสู้คดีโดยใช้ทนายความอาสาของศาล ที่ได้ค่ากับข้าวจากศาลวันละ 500 บาท เขาผิดจริงหรือเปล่าเป็นอีกเรื่อง แต่เขาไม่มีโอกาสต่อสู้อย่างถึงที่สุด)

สิ่งที่เรายอมรับไม่ได้คือการนิรโทษกรรมเจ้าพนักงานทั้งผู้สั่งการและ ผู้รับคำสั่ง (สไนเปอร์) เรื่องนี้ต้องถีบก้นพันธมิตรออกมาค้าน เพราะพัชรวาทต้องได้นิรโทษกรรมด้วย (อย่าให้น้องโบว์ตายฟรีรีรีรี…)

บทเรียนในประวัติศาสตร์ว่าด้วยการครองอำนาจของชนชั้นนำ คือพวกเขาจะปลุกกระแสสุดขั้วสุดโต่งขึ้นทำลายล้างฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งแต่ทำลาย อ.ปรีดี มาจนกรณี 6 ตุลา 2519 หลังจากนั้นก็บีบบังคับให้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อสู้ด้วยความรุนแรงแล้วถูก ปราบปราม เช่น อ.ปรีดีกลับมาก่อกบฎวังหลวง นักศึกษาเข้าป่าจับปืน ขณะที่พวกเขาหันไปฉวยกระแส “ไทยนี้รักสงบ” ซึ่งเป็นจุดอ่อนของสังคมไทยที่พร้อมสยบยอมต่ออำนาจระบอบอุปถัมภ์ ประโคมโหมเรื่องสันติ ให้อภัย รักกันไว้เถิด โดยใช้ดารานักร้องทุกค่าย ไปจนถึง ว.วชิรเมธี (ดีที่ไม่ทันใช้สำนักสวนสันติธรรมด้วย)

นี่คือด้านที่น่ากลัวของ “ไม้นวม” ที่จะต้องต่อสู้อย่างรัดกุมและแยกแยะ ขบวนประชาธิปไตยจะต้องไม่ปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมทั้งหมด แต่ไม่ยอมจำนน เราสามารถยอมรับได้กับการปรองดองทางยุทธวิธี หรือแม้แต่ทางยุทธศาสตร์ เพื่อเปิดพื้นที่ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เคลื่อนไหวต่อสู้ได้มากขึ้น แต่ต้องยืนหยัด

อย่างไรก็ดี สิ่งแตกต่างคือ พลังประชาธิปไตยวันนี้เป็นพลังที่กำลังเติบโต ขณะที่พลังจารีตนิยมอยู่ในช่วงเปล่งแสงครั้งสุดท้าย เราไม่ได้อยู่ในยุค 66/23 ที่คอมมิวนิสต์สากลล่มสลาย เราเป็นเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมนิยม 66/23 คือการทำสัญญาสงบศึกกับผู้แพ้ แต่วันนี้ขบวนประชาธิปไตยไม่ได้แพ้ มีแต่จะเติบโตขึ้น

ใบตองแห้ง
21 ก.ย.53

ปิยบุตร แสงกนกกุล: “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภาอำมหิต อนาคตสังคมไทย”

Mon, 2010-09-20 03:35

ปิยบุตร แสงกนกกุล

หมายเหตุ

1 บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อประกอบการอภิปรายในหัวข้อ “4 ปี รัฐประหาร 4 เดือน พฤษภาอำมหิต อนาคตสังคมไทย” ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 19 กันยายน 2553

2 ประชาไทคงตัวสะกดและถ้อยคำตามต้นฉบับเดิม เพื่อรักษาอรรถรสในการอ่าน

000

พลเมืองหญิง พลเมืองชายที่เคารพ

คณะนิติราษฎร์ – นิติศาสตร์เพื่อราษฎร สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน สื่อมวลชน ตำรวจสันติบาลและเจ้าหน้าที่จาก ศอฉ. ทุกท่าน

ผมขอแบ่งหัวข้ออภิปรายเป็น 3 หัวข้อ

หัวข้อแรก ความสำเร็จของรัฐประหาร รัฐประหารดำรงและสำเร็จได้อย่างไร

หัวข้อสอง ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยายน

หัวข้อสาม รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ พฤษภาอำมหิต 2553

1. ความสำเร็จของรัฐประหาร

รัฐประหารโดยตัวของมันเองอาจไม่มีน้ำยาอะไร แต่รัฐประหารจะสำเร็จและดำรงอยู่ต่อไปได้จำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุนการลงมือกระทำรัฐประหาร มีกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร

ปัจจัยเหล่านั้นได้แก่

หนึ่ง แรงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองของประเทศนั้นๆ ที่ประชาชนอาจเชื่อว่ารัฐประหารเป็นวิธีสุดท้ายในการแก้ปัญหาทางการเมือง หรือเป็น The last word of politic แรงสนับสนุนอาจเกิดจากการโหมกระพือของปัญญาชนและสื่อสารมวลชนมาก่อนหน้านั้น เพื่อเร่งเร้าให้สถานการณ์สุกงอมพอจนทำให้คณะรัฐประหารมั่นใจว่ารัฐประหารแล้วจะไม่มีประชาชนต่อต้านมาก

สอง การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐบาลเผด็จการทหารเพื่อปราบปรามการต่อต้านรัฐประหาร เช่น จับกุมคุมขัง นำทหารออกมาควบคุมสถานการณ์จำนวนมาก ปราบปราม ลอบฆ่า อุ้มหาย ปิดกั้นสื่อ ห้ามชุมนุม

สาม การใช้กระบวนการทางกฎหมาย เช่น ตรารัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร คำพิพากษาของศาลรับรองรัฐประหาร

สี่ ประเทศมหาอำนาจให้การสนับสนุนรัฐประหาร เช่น รัฐประหารในอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลายประเทศ ที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างลับๆ

ห้า บุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์รับรองรัฐประหาร เป็นต้น

แปลความในทางกลับกัน ถ้าปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐประหารย่อมไม่สำเร็จเด็ดขาด หากรัฐประหารปราศจากคนไปมอบดอกไม้ ปราศจากสื่อสารมวลชนร่วมเชียร์ ปราศจากมาตรการรุนแรงของเผด็จการในการปราบปราม หรือ หากมีผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งตัดสินว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลบล้างรัฐประหารและผลพวงลูกหลานของรัฐประหาร หากบุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์แสดงต่อสาธารณะว่าตนไม่สนับสนุนรัฐประหาร รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ และกลายเป็นความพยายามรัฐประหาร หรือกบฏเท่านั้น

จะขอยกตัวอย่างบางกรณี

ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส 8 มกราคม 1961 นายพลเดอโกลล์จัดให้มีการออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการปกครองตนเองของแอลจีเรีย ผลปรากฏว่าเสียงข้างมากเห็นด้วย นโยบายแอลจีเรียของนายพลเดอโกลล์นี้สร้างความไม่พอใจต่อคณะนายทหารที่ประจำการในแอลจีเรีย พวกเขามองว่าทำแบบนี้เท่ากับปล่อยให้ทหารจำนวนมากตายฟรี ทหารอุตส่าห์เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแอลจีเรียไว้ แต่ในท้ายที่สุดรัฐบาลกลับพยายามปลดปล่อยแอลจีเรีย คณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง จึงพยายามก่อการรัฐประหาร โดยเชิญ นายพลราอูล ซาล็อง ที่เกษียณอายุไปแล้วเป็นผู้นำ คณะนายทหารกลุ่มนี้บุกเข้ายึดเมือง Algerเมืองหลวงของแอลจีเรียเมื่อวันที่ 21 เมษายน 1961 และเตรียมยกพลเข้าฝรั่งเศส วันถัดมาตำรวจจับกุมนายพล Jaques Faure และพวกได้ เพราะกำลังตระเตรียมการรัฐประหารในปารีส

23 เมษายน 1961 นายพลเดอโกลล์แถลงการณ์สาธารณะ เรียกร้องให้ทหารแอลจีเรีย ประชาชนชาวฝรั่งเศสและแอลจีเรียร่วมมือกันต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ เจ้าหน้าที่และทหารไม่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของคณะทหาร เรียกร้องให้ประชาชนใช้ทุกวิธีการในการต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ และประกาศใช้อำนาจตามมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญ รวมอำนาจเข้าสู่ตนเองแต่ผู้เดียว

จากนั้น Michel Debré นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแถลงซ้ำ เรียกร้องให้ประชาชนเดินทางโดยเท้าหรือรถยนต์ไปที่สนามบิน รวมตัวกันให้คณะทหารเหล่านั้นเห็นว่าเป็นข้อผิดพลาดมหันต์ของพวกเขาที่คิดทำการเช่นนี้

ความพยายามรัฐประหารครั้งนั้นไม่สำเร็จ นายทหารถูกตัดสินให้จำคุก

ในราชอาณาจักรสเปน เหตุการณ์ความพยายามรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1981 โดยคณะนายทหารกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปยังรัฐสภา ขณะที่คณะรัฐมนตรีกำลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ดังที่ผมเคยเขียนเล่าเรื่องนี้ให้ฟังไปแล้ว และเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ภายหลัง 19 กันยายนไม่นานว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่สำเร็จ เพราะ กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงอาศัยในฐานะเป็น “กษัตริย์” ผู้มีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ และทรงเป็นจอมทัพสเปน อ่านแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์และวิทยุไม่รับรองความพยายามรัฐประหารครั้งนั้น (ดู http://www.onopen.com/2006/01/1186)

ผมขออนุญาตเปิดคลิปพระสุรเสียงของพระองค์ให้ชมให้ฟังกัน ….

http://www.youtube.com/watch?v=LVK-_bYWGNc

พระองค์ตรัสว่า…

“La Corona, símbolo de la permanencia y unidad de la Patria, no puede t0lerar en f0rma alguna acciones o actitudes que pretendan interrumpir p0r la fuerza el proceso democrático que la Constitución votada 0r el pueblo español determinó en su día a través de referéndum.”

ผมลองแปลเป็นไทยได้ว่า

“ราชบัลลังก์ สัญลักษณ์แห่งความสถาพรและความเป็นเอกภาพของชาติ ไม่สามารถอดทนอดกลั้นต่อการกระทำในรูปแบบใดหรือความพยายามในการใช้กำลังใด เพื่อต้องการหยุดกระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญซึ่งราษฎรสเปนได้ให้ความเห็นชอบผ่านการลงประชามติ”

ฆวน คาร์ลอสที่ 1

พระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสเปน

1 นาฬิกา 14 นาที วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 1981

สังเกตได้ว่าพระองค์ทรงใส่ชุดทหารเต็มยศ เพื่อส่งสัญลักษณ์ไปถึงทหารด้วยว่า พระองค์เป็นจอมทัพ ภายหลังการแทรกแซงการเมืองครั้งประวัติศาสตร์ รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ ทหารผู้ก่อการก็กลายเป็นกบฏ รับโทษจำคุกไป 30 ปี ส่วนพระองค์ก็ได้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ผ่านบททดสอบของชาวสเปนและประชาคมโลกว่าพระองค์อยู่ฝ่ายประชาธิปไตย รวมทั้งปลดปล่อยประเทศสเปนและตัวพระองค์เองด้วยให้ออกจากมรดกตกทอดของนายพลฟรังโก้อย่างเด็ดขาด

โดยธรรมชาติ กษัตริย์เป็นสิ่งแปลกปลอมในระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อรัฐเสรีประชาธิปไตยใดเห็นพ้องต้องกันว่าควรเก็บรักษาสถาบันกษัตริย์ไว้เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น รักษาประเพณีของตน เป็นศูนย์รวมใจของชาติ รัฐนั้นก็จะสร้างวิธีการหลอมรวมเอา “สถาบันกษัตริย์” เข้ากับ“ประชาธิปไตย” โดยยกให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐและไม่มีอำนาจทางการเมืองใดๆ จึงกล่าวได้ว่า ในระบอบประชาธิปไตย เป็น “ประชาธิปไตย” ต่างหากที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข มิใช่กษัตริย์เป็นประมุขและมี “ประชาธิปไตย” เป็นส่วนเสริม

รัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเคารพรัฐธรรมนูญของกษัตริย์ การสาบานตนก่อนรับตำแหน่งว่าจะเคารพรัฐธรรมนูญ และบทบาทในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เช่น สเปน ในมาตรา 61 “กษัตริย์ต้องปรากฏตนต่อหน้ารัฐสภาเพื่อสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เคารพสิทธิของพลเมืองและประชาคมปกครองตนเอง”

เบลเยียม ในมาตรา 91 วรรคสอง “กษัตริย์จะขึ้นครองราชย์ได้ภายหลังสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้ารัฐสภา คำสาบานมีดังนี้ “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของราษฎรชาวเบลเยียม รักษาเอกราชของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน”

เดนมาร์ก ในมาตรา 8 “ก่อนเข้าสู่อำนาจ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะรัฐมนตรีว่าจะไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศนั้น 2 ฉบับ ฉบับหนึ่ง ส่งมอบให้กับรัฐสภา (Folketing แปลตรงตัวได้ว่า “สภาของประชาชน”) เพื่อเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของรัฐสภา อีกฉบับ เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของราชอาณาจักร…”

เนเธอร์แลนด์ ในมาตรา 32 “โดยเร็วที่สุด ภายหลังเริ่มใช้อำนาจ กษัตริย์ต้องสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อที่ประชุมรัฐสภาอันเปิดเผยซึ่งจัดขึ้นในสถานที่ประชุมเดียวเท่านั้น คือ อัมสเตอร์ดัม พระองค์ต้องสาบานและสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเหมือนพลเมือง หากกษัตริย์ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ผลที่ตามมาคืออะไร ในทางตำราเห็นกันว่า หลักการที่ว่า “กษัตริย์ไม่ต้องรับผิด” หรือ “กษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้” หรือ “หลักการห้ามฟ้องร้องต่อกษัตริย์” นั้น คุ้มครองกษัตริย์ในสถานะเป็น “กษัตริย์”และ สถานะความเป็นกษัตริย์นี้จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อกษัตริย์ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ หากกษัตริย์ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ละเมิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่รัฐธรรมนูญมอบให้นั้นย่อมหมดไป

หลวงประเจิดอักษรลักษณ์ นักกฎหมายสาย “รัฐธรรมนูญนิยม” ผู้สนับสนุนอุดมการณ์แบบคณะราษฎร อธิบายไว้ในคำสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อ พ.ศ. 2477 ไว้ว่า

“ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า คดีอาชญาซึ่งกษัตริย์ทำผิดจะต้องถูกฟ้องร้องต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้นไม่ฉะเพาะแต่ความผิดที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญาเท่านั้น ยังหมายความเลยไปถึงความผิดซึ่งกษัตริย์กระทำการบกพร่องอย่างสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน ตัวอย่างเช่น ละเมิดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกระทำผิดต่อสัญญาทางพระราชไมตรีอันเป็นเหตุจะนำมาซึ่งความเสียหายแก่ประเทศบ้านเมือง นี่เป็นความเห็น คือว่า ในคดีอาชญาไม่หมดความฉะเพาะแต่ความผิดซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายอาชญา ร.ศ. 127 แต่กินความเลยไปถึงการกระทำของกษัตริย์ซึ่งเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามมาตราใดมาตราหนึ่ง หรือว่ากระทำการผิดสัญญาทางพระราชไมตรี ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่ประเทศบ้านเมือง ในกรณีเหล่านี้กษัตริย์ควรจะต้องรับผิดชอบและถูกฟ้องร้องตามมาตรา 6″
หลวงประเจิดอักษรลักษณ์, กฎหมายรัฐธรรมนูญ คำสอนภาค 1 ชั้นปริญญาตรี, 2477, หน้า 75.

2. ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยายน

เอกลักษณ์ร่วมกันของรัฐประหาร คือ กระทำการโดยคณะบุคคล มีคนร่วมมือกันไม่กี่คนและยึดอำนาจโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ณ เวลานั้น

อย่างไรก็ตาม รัฐประหารแต่ละรัฐประหารล้วนแล้วแต่มีลักษณะเฉพาะ รัฐประหารอาจเป็นรัฐประหารก้าวหน้าเพื่อสร้างประชาธิปไตย เช่น รัฐประหารโดยคณะนายทหารหนุ่มในโปรตุเกส ปี 1974 เพื่อปูทางเข้าสู่ประชาธิปไตยหรือที่รู้จักกันนาม “ปฏิวัติคาร์เนชั่น” หรือรัฐประหารของพระยาพหลฯเมื่อปี 2476 เพื่อเอาระบบรัฐธรรมนูญกลับมา หรือรัฐประหารในอียิปต์เมื่อ 23 กรกฎาคม 1952 โดนคณะนายทหารในชื่อ “The Free Officers Movement” นำโดยนายพล Muhammad Naguib เพื่อโค่นกษัตริย์Farouk I และในท้ายที่สุดก็กลายเป็นการยกเลิกโมนาร์ขี้และสถาปนาให้อียิปต์เป็นสาธารณรัฐ เป็นต้น

รัฐประหารอาจเป็นรัฐประหารผ่านสภาผู้แทนราษฎรโดยการตระเตรียมวางแผนล่วงหน้า เช่น รัฐประหาร 18 Brumaire an VIII เพื่อสถาปนาเผด็จการโดยนโปเลียน อันเป็นการปิดฉากปฏิวัติ 1789 เป็นต้น

รัฐประหารอาจเป็นรัฐประหารโดยอาศัยประชามติแบบ plébiscite เข้าสนับสนุนการรัฐประหารเช่น การ plébiscite หลุยส์ นโปเลียน ให้เป็นจักรพรรดิตลอดชีพ

รัฐประหารอาจเป็นรัฐประหารโดยคณะนายทหารเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญและกลายเป็นเผด็จการทหาร ดังที่เกิดขึ้นในหลายประเทศในแอฟริกา ปากีสถาน ฟิจิ และราชอาณาจักรไทย

วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกทางกฎหมายเรื่อง ศึกษารัฐประหารในความเป็นจริงและในกฎหมาย ของ Brichet ในปี 1935 เสนอว่ารัฐประหารมีหลายรูปหลายลักษณ์ อาจแบ่งได้โดยใช้เกณฑ์ต่างกันไป ได้แก่ การเคลื่อนไหวและแรงจูงใจ แบ่งเป็น รัฐประหารสังคม (ชี้นำโดยปัจจัยของผลประโยชน์ทางชนชั้น) กับรัฐประหารการเมือง, เป้าหมาย แบ่งเป็นรัฐประหารตั้งรับกับรัฐประหารเชิงรุก, การอำนวยการ แบ่งเป็นรัฐประหารเดี่ยวกับรัฐประหารกลุ่ม, วิธีการ แบ่งเป็นรัฐประหารโดยทหาร โดยพลเรือน หรือผสม, เทคนิค แบ่งเป็น รัฐประหารที่เข้ายึดที่ทำการสำคัญของศัตรูเพื่อเปลี่ยนขั้วทางการเมือง เช่น วัง รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล กับรัฐประหารที่เข้ายึดสถานที่สำคัญอันเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมในสังคม เช่น ที่ทำการไปรษณีย์ สถานีรถไฟ โรงงาน สถานีโทรทัศน์และวิทยุ

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็เช่นกัน มีลักษณะเฉพาะของมันอยู่ ซึ่งผมขอสรุปเป็น 3 ข้อ

1. รัฐประหารที่พรากความเป็นพลเมือง (ซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว) ให้หายไป

ตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองประการหนึ่ง คือ ความเสมอภาคทางการเมือง

ความเสมอภาคทางการเมือง แสดงออกให้เห็นได้จาก “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” พลเมืองทุกคน ไม่ว่าชาติกำเนิดใด ศาสนาใด ความเชื่อใด ฐานะเศรษฐกิจอย่างใด เมื่อเดินไปหน้าคูหา ก็มี 1 เสียงเท่ากัน

ผมพูดเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า ผู้แทนและรัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้โดยอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แน่นอน นิติรัฐ-ประชาธิปไตย จำเป็นต้องเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เคารพเสียงข้างน้อย มีองค์กรตุลาการคอยตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่ต้องไม่ลืมวา การเลือกตั้งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของประชาธิปไตย

ผมตามอ่านงานของ Pierre Rosanvallon มาพอสมควร เล่มหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ Le sacre du citoyen (การเถลิงขึ้นของพลเมือง) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สิทธิการเลือกตั้งแบบทั่วไป-เท่าเทียมในฝรั่งเศสผมอ่านแล้วมีข้อสังเกตว่า เรื่องสิทธิเลือกตั้งเป็นของมีค่าของตะวันตกจริงๆ “สิทธิเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม” เป็นสัญลักษณ์ – ภาพแทนของการสถาปนาความศักดิ์สิทธิ์ของ “พลเมือง” เป็นเครื่องหมายของ การบอกว่าคุณกับฉันเท่ากัน เราเท่ากัน เราเป็นคนเหมือนกัน เมื่อเกิดมาเราก็เท่ากันแล้ว โดยไม่พิจารณาถึงชาติกำเนิด ยศถาบรรดาศักดิ์ สถานะทางเศรษฐกิจ การศึกษา เขาต่อสู้กันยาวนาน กว่าจะได้ ก็ผ่านบทเรียนเยอะ มีนองเลือด มีความรุนแรง เมื่อได้มาด้วยความยากลำบาก จึงศักดิ์สิทธิ์และมีค่ามาก

แน่ล่ะ เมื่อฝังรากลึกแล้ว กลไกประชาธิปไตยแบบผู้แทนก็มีปัญหาในตัวมันเอง เมื่อนั้นก็ค่อยๆพัฒนากลไกตรวจสอบต่างๆตามมา แต่อย่างไรเสีย สิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม และองค์กรผู้ใช้อำนาจสาธารณะทั้งหลายล้วนต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชน ก็เป็นหลักการพื้นฐานอันดับ 1 ตรงกันข้ามกับบ้านเรา ได้มาง่าย ง่ายเกินไปจริงๆ ปฏิวัติ 24 มิ.ย.2475 ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ก็เขียนใส่ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นการดี แต่เมื่อได้มาง่าย มันก็ดูเหมือนไม่มีค่า ประกอบกับโดนขบวนการสถาปนาอุดมการณ์ “ราชา-ชาตินิยม” บดขยี้ ด้วยการสร้างวาทกรรม “นักการเมืองเป็นคนชั่วร้าย” “ชาวบ้านโง่เขลาโดนซื้อ” สิทธิการเลือกตั้งแบบทั่วไปเท่าเทียม จึงเป็นเหมือนของไร้ราคา มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ใครมาพรากเอาไป ก็รู้สึกเฉยๆ

ผมเห็นว่าความเสมอภาคทางการเมืองมาก่อนความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ

ผมเชื่อของผมเองว่า “ความเสมอภาคทางการเมือง” เป็นบ่อเกิดของสังคมเสรีประชาธิปไตย
หากปราศจากสิ่งนี้ เราไม่อาจอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ประชาธิปไตย อาจไม่ใช่ระบอบการเมือง ไม่ใช่รูปแบบของรัฐบาล แต่มันเป็นรูปแบบของการรักษา “สนาม” ที่เปิดให้ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกรสนิยม ได้ถกเถียงกัน
และ “ความเสมอภาคทางการเมือง” ก็เป็นเครื่องมือในการรักษา “สนาม” นี้ ให้เกิดการถกเถียงอย่าง “ฟรี” และ “แฟร์” เมื่อนั้น ใครจะผลักดันรสนิยมทางการเมืองของตนก็ย่อมได้ทั้งนั้น จะขวาหรือซ้าย จะอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้า จะเสรีนิยมทางเศรษฐกิจหรือสังคมนิยม จะเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ย่อมสามารถถกเถียง-รณรงค์ได้อย่างเสรี

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการเหยียบย่ำสิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม ขบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการประกาศซ้ำว่า ที่แห่งนี้ ไม่อนุญาตให้มี “ความเสมอภาคทางการเมือง”

รัฐประหาร 19 กันยา ได้พรากเอาความเป็นพลเมืองไป ลดสถานะพลเมืองให้กลายเป็นไพร่ กระบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหาร ก็ยังคงดำเนินการต่อไปเพื่อตอกย้ำความเป็นไพร่ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

2. รัฐประหารเพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ให้มั่นคงสถาพรตลอดกาล

ในตำราต่างประเทศ มีคำศัพท์อยู่คำหนึ่ง คือ “Restaurati0n” คำนี้หมายความว่า การยึดอำนาจเพื่อฟื้นฟูกลับไปสู่ระบบเก่า ในฝรั่งเศสมักนำคำนี้ไปใช้กับเหตุการณ์ยึดอำนาจและกลับไปฟื้นฟูระบอบเก่าหรือโมนาร์ขี้

การรัฐประหาร 19 กันยา อาจเรียกว่า “Restaurati0n” ได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก เพราะ ก่อนหน้า 19 กันยา ประเทศไทยก็อยู่ในระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” เพียงแต่ว่าอาจเข้มข้นไม่มากเท่าปัจจุบัน และเมื่อกลุ่มบุคคลชนชั้นนำจารีตประเพณีเริ่มเห็นว่าระบอบของพวกเขาถูกท้าทาย ถูกสั่นคลอน โดยรัฐบาลในขณะนั้น (ซึ่งรัฐบาลอาจไม่ได้คิด แต่พวกเขาคิดไปเองและไม่พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง) และเพื่อมิให้ระบอบของพวกเขาถูกกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในระยะยาว ก็จึงเกิดรัฐประหารขึ้น เป็นรัฐประหารเพื่อสร้างความมั่นใจว่า ระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” จะมั่นคงสถาพรตลอดกาล

ชื่อของคณะรัฐประหารก็บอกไว้ชัดเจนว่า “คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

บุคคลที่ครองอำนาจ หรือดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์แบบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” แนวทางของรัฐบาลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยา ก็เป็นไปในทางฟื้นฟู “พระราชอำนาจ” เทิดพระเกียรติ และใช้กฎหมาย 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จัดการคน ดังเราจะเห็นได้จากจำนวนคดี มีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการปิดกั้นสื่อจำนวนมาก ทั้งใช้อำนาจรัฐ และการเซนเซอร์ตนเองของสื่อ เดี๋ยวอาจารย์สาวตรีจะได้พูดในประเด็นเหล่านี้ต่อไป

3. รัฐประหารของนักกฎหมาย

“กฎหมาย” มีความสำคัญกับรัฐประหารในสามแง่มุม หนึ่ง เป็นกลไกรับรองความชอบธรรมและสนับสนุนรัฐประหาร สอง เป็นกลไกปราบปรามศัตรูของคณะรัฐประหารและพวกและปราบปรามอุดมการณ์ตรงข้ามกับรัฐประหาร สาม เป็นกลไกรักษาและเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐประหาร ซึ่งอุดมการณ์ของรัฐประหาร 19 กันยา คือ ประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

คณะรัฐประหารประกอบด้วยทหารไม่กี่นาย ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีความสามารถเสกสรรปั้นแต่งกฎหมายเพื่อรับรองและรับใช้รัฐประหารได้ เช่นนี้แล้ว นักกฎหมายจึงจำเป็นต่อรัฐประหาร 19 กันยา

นักกฎหมายเข้าไปมีบทบาทกับรัฐประหาร 19 กันยา ตั้งแต่การแนะนำเทคนิคทางกฎหมายให้แก่คณะรัฐประหารถึงการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง เก็บฉบับใดไว้บ้าง การยกเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดบ้าง เก็บองค์กรใดไว้บ้าง และควรสร้างองค์กรทางกฎหมายใหม่ใดขึ้นมาบ้างเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู

จากนั้น นักกฎหมายก็ต้องเข้าไปรับใช้คณะรัฐบาลชุดใหม่ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น

และเพื่อให้รัฐประหาร 19 กันยา สำเร็จเด็ดขาด ก็จำเป็นต้องสร้างกลไกขึ้นมาจัดการกับการตอบโต้รัฐประหารและศัตรูของคณะรัฐประหารและพวก กลไกที่ว่าต้องเป็นกลไกทางกฎหมาย เพราะ สามารถเอาไปอ้างความชอบธรรมได้ว่า กระทำการตามกฎหมาย ตามหลักนิติรัฐ เราจึงเห็นนักกฎหมายไปช่วยออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญ 2550 เราจึงเห็นนักกฎหมายเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรต่างๆเต็มไปหมด

พวกนักกฎหมายมีความสามารถเอกอุ สามารถเขียนกฎหมายรองรับรัฐประหาร ปิดรูโหว่ อุดรูนั้น ปิดรูนี้ ไหนจะวางกลไกทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู เช่น เขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ให้มีโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และให้มีผลย้อนหลังไปถึงคดีก่อนหน้า หรือ เขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ลากเอาความผิดของกรรมการบริหารมาเป็นเหตุให้ยุบพรรค หรือเขียนรัฐธรรมนูญรับรองรัฐประหารและลูกหลาน ไปทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้ไม่เป็นคุณต่อพรรคการเมืองขั้วศัตรู

บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร หรือถูกกลไกของรัฐประหารเล่นงาน ก็อาจร้องขอความเป็นธรรมเอากับศาล ให้ศาลช่วยตรวจสอบรัฐประหาร ดังนั้น ศาล (ซึ่งก็คือผู้ปฏิบัติทางกฎหมาย แต่การกระทำของศาลมีอานุภาพมหาศาลกว่าการกระทำของผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายอื่นๆ) จึงต้องเข้ามารับรองรัฐประหารผ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้รัฐประหาร “สมบูรณ์” ในนามของนิติรัฐ ดังปรากฏให้เห็นจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2551

รัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่อง ยังอาศัยนักกฎหมายตามไล่บี้ ไล่ทุบ ปราบปราม ศัตรู ดังปรากฏให้เห็นในปรากฏการณ์ที่เขาเรียกกันว่า “ตุลาการภิวัตน์” ซึ่งผมได้อภิปรายและเขียนไว้ในหลายที่ จึงขออนุญาตไม่กล่าวในที่นี้

3. รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับ พฤษภาอำมหิต 2553

รัฐประหาร 19 กันยายน บอกอะไรกับเรา?

รัฐประหาร 19 กันยายน บอกเราว่า ชนชั้นนำจารีตประเพณีไม่อนุญาตให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ รัฐบาลไหนขึ้นมาทำตัวหน่อมแน้ม สุภาพ เรียบร้อย บริหารไปวันๆเหมือนงานรูทีน ก็ได้รับการอนุญาตให้อยู่ในตำแหน่งได้ รัฐบาลไหนที่ขึ้นมาดำเนินนโยบายมากมาย สร้างฐานมวลชน แย่งชิงฐานลูกค้าจากชนชั้นนำประเพณี ได้รับความนิยมเท่ากันหรือสูงกว่าชนชั้นนำประเพณี รัฐบาลนั้นต้องมีอันไป

กล่าวให้ถึงที่สุด ต้นตอความขัดแย้งของสังคมไทย คือ ชนชั้นนำจารีตประเพณีนอกระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากวัตรปฏิบัติประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของรัฐไทย ปะทะกับ นักการเมืองในระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียง และทำให้พลเมืองเกิดรู้สึกว่าคะแนนเสียงมีค่า

ปะทะกันจนชนชั้นนำจารีตประเพณีรู้สึกว่าตนถูกคุกคามอย่างหนัก หากปล่อยไว้ต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของตน เพื่อรักษาสถานะเดิมของตน จึงต้องจัดการ วิธีการจัดการ ก็คือ รัฐประหาร 19 กันยา

เราไม่อาจแยกรัฐประหาร 19 กันยายน กับ เหตุการณ์พฤษภาอำมหิตออกจากกันได้ ผมได้ยินความเห็นหลายคน รวมทั้งอาจารย์ในคณะผมบางคน พูดทำนองว่า “พูดกันแต่เรื่อง 19 กันยา ไม่เบื่อกันหรือไร ผ่านมาตั้งนานแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่าว่าจะจัดการสังคมอย่างไร” หรือผู้นำความคิดรุ่นใหม่บางคนก็แอ๊บเนียนว่า “ตนเองไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ไม่ควรหมกมุ่นกับรัฐประหาร รัฐประหารเป็นเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นแล้วในอดีต ถ้าอ้างว่าทุกอย่างสืบมาไม่ถูกต้อง ก็เลยไม่สนใจจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น แบบนี้ก็ไม่ถูก”

ผมเห็นว่า วันนี้ เราไม่พูดถึง 19 กันยา ไม่ได้เลย เพราะ 19 กันยา เป็นจุดกำเนิดของเหตุการณ์ปัจจุบัน ณ เวลานี้ เรายังคงอยู่ในรัฐประหาร 19 กันยาอยู่ เป้าประสงค์ของรัฐประหารยังคงอยู่ครบถ้วน และจำเป็นต้องพูดต่อไป พูดมันทุกโอกาส เพราะ ถ้าไม่พูด เดี๋ยวก็ลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไอ้พวกที่สนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานคณะรัฐประหารและพวกทั้งทางตรงและทางลับ แต่จนวันนี้มาทำเนียนว่าไม่เห็นด้วย ต้องช่วยกัน และไม่อยากพูดถึงแล้ว ผ่านไปแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่า

หากถามผมว่าเบื่อไหม ขอตอบว่าเบื่อมากที่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่ก็ต้องถามกลับไปยังพวกเขาเหล่านั้นว่า แล้วพวกคุณไม่เบื่อบ้างหรือที่ไปรับรองรัฐประหาร ไปสนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานรัฐประหาร หรือขลุกอยู่กับกระบวนการรัฐประหารและพวกแล้วมันอิ่มอำนาจ อิ่มท้อง อิ่มใจที่ศัตรูได้พ้นจากอำนาจ

เมื่อรัฐประหาร 19 กันยา ไม่ต้องการให้ “คะแนนเสียง” ของพลเมืองมีความหมาย พวกเขาจึงจัดการไล่รัฐบาลที่พลเมืองเลือกมาออกไป และเมื่อรัฐบาลขั้วเดียวกันกลับมาได้อีกเพราะพลเมืองยังเลือกกลับเข้ามาอีก ลูกหลานของรัฐประหารก็ต้องหาหนทางกำจัดรัฐบาลนั้นออกไปอีก

แน่ล่ะ สีแดง ก็ไม่ได้เป็นสีแดงเหมือนกันทั้งหมด มันยังมีเฉดสี มีระดับ มีความแตกต่าง-หลากหลายภายในสีแดงนั้นเอง แต่อย่างน้อย จุดยืนร่วมกันที่เราพอสังเคราะห์ออกมาได้ คือ “ความเสมอภาคทางการเมือง” เมื่อการมาของ “สีแดง” เป็นไปเพื่อสิ่งนี้ เมื่อจำนวนของ “สีแดง” มากขึ้นเรื่อยๆ ย่อมสะเทือนไปถึงบรรดาผู้ไม่ปรารถนาให้สังคมไทยมี “ความเสมอภาคทางการเมือง” เพราะ หากทุกคนเสมอกันหมด หากไพร่เกิดจิตสำนึกทางการเมือง มาร้องขอเป็นพลเมืองกันทั้งแผ่นดินล่ะก็ สถานะของบรรดาชนชั้นนำจารีตประเพณีย่อมสะเทือน

เช่นนี้ ใบอนุญาตให้ฆ่าจึงเกิดขึ้น

10 เมษา ก็แล้ว ยังเอาไม่อยู่

จึงต้องเกิด 19 พฤษภาอีกสักหน

เพื่อประกาศให้รู้ว่า พวกเอ็ง คนเสื้อแดง มิได้เป็นพลเมือง ให้เป็นไพร่ดีๆก็ไม่เอา คิดกำเริบเสิบสาน เมื่อหือกับข้ามากนัก ไพร่ข้าก็ไม่ให้เป็น เอ็งเป็นแค่ Homo sacer ใครก็ฆ่าเอ็งได้ ฆ่าแล้วไม่มีความผิด

การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปเป็นเรื่องไร้สาระ บุคคลที่เข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูป แม้จะอ้างเหตุผลใดๆก็ตาม ล้วนแล้วแต่ไม่มี ethics ทางการเมือง หากเชื่อว่าโลกนี้มี “ดี” มี “เลว” จริง มีมาตรฐานที่พอจะวัดได้ว่าใคร “ดี” ใคร “เลว” ผมเห็นว่า บุคคลที่เข้าไปร่วมกับสารพัดกรรมการที่อภิสิทธิ์ตั้งขึ้นนั้น“เลว” คนตายต่อหน้าต่อหน้า ตายกันเกือบร้อย ตายกันกลางเมืองหลวง ตายด้วยการซุ่มส่องสไนเปอร์ กลับมองไม่เห็น หรือแกล้งมองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ไม่คิดคำนึง

ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนห่าเหวอะไรอีก ทำไมต้องมี fact finding ตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ก็ในเมื่อเห็นกันคาตา รูปก็มี คลิปวิดีโอก็มี รายงานข่าวก็มี พยานบุคคลก็มี เห็นกันเต็มสองตาว่า มีคนตาย มีคนตายจากการถูกทหารยิง

สิ่งที่ต้องทำ ต้องตรวจสอบ จึงเหลือเพียงประการเดียว ใครสั่ง ใครกดปุ่ม ใครออกใบอนุญาตให้ฆ่า

…………..

ผมขอปิดอภิปรายด้วยเรื่องสั้น Die Bäume หรือ “ต้นไม้” ของ Franz Kafka สำนวนแปลโดยอาจารย์ถนอมนวล โอเจริญ ว่า

“พวกเราเปรียบเสมือนขอนไม้บนหิมะ ดูเหมือนขอนไม้เหล่านี้วางเรียงกันเป็นธรรมดา ถ้าใช้แรงผลักเพียงนิดเดียว ก็คงขยับเขยื้อนมันได้ แต่มิใช่เช่นนั้นดอก ไม่มีใครขยับเขยื้อนมันได้ เพราะขอนไม้เหล่านั้นติดแน่นอยู่กับพื้น แต่ดูสิ นี่เป็นเพียงดูเหมือนว่าเท่านั้น”

ใครเป็น “พวกเรา”

ใครเป็น “ขอนไม้”

และ ตกลงแล้วขอนไม้เขยื้อนได้หรือไม่

ทุกท่านมีเสรีภาพในการพินิจพิเคราะห์ด้วยปัญญาแห่งตน

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ประมวลภาพ 4 ปี รัฐประหาร

ช่วงเช้ากิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์-จุฬา ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย

สามอำมหิตเงียบที่มัจจุราชถามหา

และในช่วงบ่ายสามโมงเย็นที่แยกราชประสงค์ก็ได้มีการจัดงาน 4 ปี รัฐประหาร 4 เดือนสังหารประชาชน โดยมีสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นแกนนำ โดยมีกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ตั้งแต่ผูกผ้าแดง จุดเทียนแดง ปล่อยลูกโป่ง เป็นต้น

ตลอดช่วงบ่ายคนเสื้อแดงได้ทยอยกันมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผู้มาร่วมงานเต็มพื้นที่ถนนราชประสงค์ โดยรถสามารถวิ่งได้หนึ่งช่องทางเดิน

ชมภาพเพิ่มเติมได้ที่ไทยรัฐออนไลน์

http://www.thairath.co.th/content/pol/112434

http://www.thairath.co.th/content/region/112441

คลิปวีดีโอ “แต่งผีไปหฃอกทหาร”

“อย่าลืม…ผี” การแสดงศิลปะ ในกิจกรรม “แต่งผีไปหลอนทหารที่ BTS” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.53 ที่ผ่านมา เพื่อรำลึกเหตุการณ์ล้อมปราบผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมอาวุธสงครามและรถถังในเดือนเมษา-พฤษภาคม 53 โหมโรงก่อนกิจกรรมในวันที่ 19 กันยายน “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์”

เรื่องเล่าจากเรือนจำคลองเปรม – บันทึก 2 วันของการเข้าเยี่ยม “นักโทษการเมือง” [ตอนที่ 1]

Thu, 2010-09-16 01:00

สัณหณัฐ นกเล็ก
สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

เรื่องเล่าต่อจากนี้ เป็นบันทึก 2 วันในการเยี่ยมนักโทษการเมืองซึ่งไม่ค่อยจะราบรื่นเท่าไร เพราะมีปัญหาในการเยี่ยม เนื่องจากกฎระเบียบบางประการของเรือนจำ และความคิดทางการเมืองที่แตกต่างของเจ้าหน้าที่เรือนจำเอง

…………………………

วันแรกของการเข้าเยี่ยมนักโทษการเมือง คือวันที่ 6 กันยายน 2553 ผมนัดพบกับทนายอานนท์ นำภา จากศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.) ในตอนเช้าราว 9 โมงครึ่ง ที่ “เรือนจำคลองเปรมฯ”

ความจริงวันนี้เป็นวันแรกที่ผมนัดกับทนายอานนท์ เพื่อเข้าไปเยี่ยมนักโทษการเมือง 2 คน ที่โดนคดีละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พอถึงเรือนจำผมก็ได้เจอกับทนายอานนท์และคณะ รวมกับล่ามแปลภาษามือแล้ว เรามีทั้งหมด 7 คน

ผมไปในฐานะตัวแทนจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่กำลังมีโครงการช่วยเหลือนักโทษการเมืองที่เป็นนักศึกษา ตอนนี้เมื่ออยู่กันพร้อมหน้า ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะได้เยี่ยมนักโทษการเมืองอย่างที่ตั้งความประสงค์ไว้ แต่เมื่อเดินถึงห้องสำหรับให้ทนายยื่นเรื่องเข้าเยี่ยมนักโทษก็พบปัญหา คือหลังจากทนายอานนท์ยื่นเอกสารที่ได้เตรียมมาเรียบร้อยแล้ว ผู้ดูแลตอบปฏิเสธแล้วแจ้งว่า

“คุณต้องไปขออนุญาตจากผู้อำนวยการก่อน ว่าจะเอาล่ามเข้ามาในนี้”

หลังจากนั้นเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบ พวกเราจึงไปติดต่อขอเข้าพบกับผู้อำนวยการเรือนจำ เมื่อพบ ทนายอานนท์ได้แจ้งต่อผู้อำนวยการเรือนจำว่า

“เจ้าหน้าที่ตรงห้องที่ให้ทนายเยี่ยมนักโทษ บอกให้ผมมาขออนุญาตท่านเพื่อเยี่ยมนักโทษการเมือง 2 คน มีหนึ่งคนในนี้เป็นใบ้ จำเป็นต้องใช้ภาษามือ เลยจะขออนุญาตนำล่ามเข้าไปด้วย”

“ใครเป็นล่ามบ้าง?” ผู้อำนวยการฯ ถาม

ทนายอานนท์ชี้ไปที่ล่ามสองคน “สองคนนี้ครับ สองคนนี้เป็นทนาย”

ผู้อำนวยการถามต่ออีกด้วยการชี้มาที่ผม แล้วถามคนนั้นเป็นใคร

“เสมียนทำหน้าที่บันทึกครับ”

ผู้อำนวยการพยักหน้าและบอกกับพวกเราว่า “ออกไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะแจ้งให้ทราบ เข้ามาอีกที”

…………………………

เราได้แต่รอข้างนอกสักประมาณ 30 นาทีได้ ระหว่างนี้ก็ได้พบปะพูดคุยกับคนที่มาเยี่ยมแกนนำเสื้อแดง จากนั้นจึงมีเจ้าหน้าที่มาเรียกให้เข้าไปพบผู้อำนวยการ ตอนนี้ผมก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนลุ้นหวยว่าจะได้เข้าไปเยี่ยมหรือไม่ แต่คำตอบก็คือ “เราอนุญาตให้ล่ามเข้าไปได้คนเดียว อีกคนหนึ่งต้องรอข้างนอก ส่วนเสมียนก็ต้องรอข้างนอกเช่นกัน เพราะทนายเข้าไปตั้ง 3 คนแล้ว”

“เราจำเป็นจะต้องเอาล่ามเข้าไป 2 คน เพราะอีกคนเป็นใบ้เหมือนกัน บางคำเขาจะเข้าใจมากกว่าอีกคนที่พูดได้ ซึ่งเข้าใจภาษาใบ้ดี แต่ไม่สามารถสื่อสารบางคำได้” (คือเราไม่สามารถขาดได้ทั้ง 2 คน) “นอกจากนี้การมีนักโทษ 2 คน จึงทำให้ต้องนำเสมียนเข้าไปจดบันทึกด้วย” ทนายอานนท์ตอบผู้อำนวยการฯ

คำตอบที่เราได้จากผู้อำนวยการฯ ก็คือ “ไม่ได้ เดี๋ยวมีการส่งเสียงดังแล้วจะไปรบกวนคนอื่น เข้าไปเยอะอย่างนี้คนอื่นเขามาขอบ้างอย่างนี้มันไม่ได้”

สรุปก็คือผมไม่สามารถเข้าไปเยี่ยมนักโทษการเมืองพร้อมกับทีมของ ศปช. ได้ จึงออกมาเดินข้างนอกด้วยความผิดหวัง ระหว่างนั้นก็พบกับกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งกำลังจะเข้าไปเยี่ยมแกนนำ ผมคิดว่า ไหนๆ ก็มาแล้วอย่าให้เสียเที่ยวเลย ก็เลยขอไปเยี่ยมแกนนำด้วยอีกหนึ่งคน ซึ่งการเยี่ยมแกนนำไม่ค่อยลำบากเท่าไร ปรากฎว่านักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำดูจะลำบากกว่านักโทษทั่วไประดับเดียวกันเสียอีก เมื่อไปถึงห้องสำหรับขออนุญาตเข้าเยี่ยม เราก็ต้องกรอกรายละเอียดในเอกสารเพื่อยื่นคำร้อง จากนั้นเขาจะให้บัตรเยี่ยม นปช. มา รอสักพักตามเวลาเยี่ยมที่กำหนดไว้

…………………………

พอถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่เรียกเข้าไปเยี่ยม ผมก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกของการเยี่ยมนักโทษการเมืองในชีวิตนี้ เมื่อเข้าไปถึงได้เห็นรอยยิ้มของแกนนำ และของคนเสื้อแดงที่โต้ตอบกัน นับว่าเป็นภาพที่สวยงามอันหนึ่ง เวลาที่เราเห็นคนเหล่านี้มีความสุข แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในสถานที่ซึ่งน่าจะทุกข์ที่สุดแห่งหนึ่งก็ตาม

นักโทษการเมืองคนแรกที่ผมเข้าเยี่ยมเป็นการ์ด นปช. ชื่อ อำนาจ อินตโชติ อายุ 54 ปี เป็นข้าราชการทหาร และคนที่แนะนำให้ผมรู้จักคุณอำนาจ คือ ดร.ประแสง มงคลศิริ หลังจากแนะนำตัวเอง แล้วก็ยิ้มตอบคุณอำนาจไป เขาก็เริ่มเกริ่นก่อนเลยว่า “ติดคุกมันไม่สบายหรอก โดนยัดข้อหาก่อการร้ายให้หมดทุกอย่าง เสียงานเสียทุกอย่าง ความเป็นอยู่ก็ต้องเป็นแบบนักโทษ กฎหมายอะไร ใช้หมายเรียก ศอฉ. มาก่อน จากนั้นก็ออกหมายจับข้อหาผู้ก่อการร้ายให้ทีหลัง ผมรักชาติ ฝากบอกถึงทุกคนที่เป็นแนวร่วมประชาธิปไตย ต้องช่วยกันต่อสู้ ถ้าเผด็จการครองเมืองจะเป็นเรื่องใหญ่ ผมเรียกร้องประชาธิปไตยกลับโดนข้อหาก่อการร้าย เมียผมก็มาเยี่ยมบ่อยไม่ได้ เพราะวันธรรมดาต้องทำงานวันหยุด เขาก็ไม่ให้เยี่ยม ลูกผมเองอยู่ปีสี่ ต้องหาเงินส่งลูกเรียน และไม่นานผมก็จะถูกปลดแล้วด้วย เสียหายหมดทุกอย่างทั้งครอบครัว ถามว่ามันคุ้มไหม ถ้าได้ประชาธิปไตยมันก็คุ้ม”

ต่อมา ดร.ประแสงก็แนะนำให้ผมคุยกับ หมอเหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. อีกหนึ่งคน  พอ ดร. ประแสงแนะนำว่าผมเป็นตัวแทนมาจาก สนนท. สีหน้าหมอเหวงก็ยิ้มแย้มขึ้นมาก และคำแรกที่เขาพูดขึ้นก็คือ “ดีมาก ดีมาก คุณต้องให้นักศึกษาออกมาเยอะๆ นะคุณ คุณเป็นเยาวชน เป็นอนาคตของชาติ เรียกร้องประชาธิปไตย คุณต้องต่อสู้แบบสันติวิธีนะ ถ้าแบบอื่นเราแพ้เลย ดีมาก ดีมาก”

ผมถามหมอเหวงต่อว่า ความเป็นอยู่ในนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาก็ตอบกลับมาว่า

“สบายดี ข้างในเจ้าหน้าที่ดี พวกเราเองก็ผูกมิตรกับเพื่อนนักโทษด้วยกันได้ดี” หมอเหวงพูดต่ออีกว่า “เราไม่ควรทำลายอิสรภาพ ถ้าคุณได้ดูข่าวเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม DSI เป็นคนบอกเองว่า ไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนทำ และจะมากล่าวหาว่าเราเป็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ต่อจากนั้นหมอเหวงก็ได้ร้องเพลงที่เขาแต่งไว้ ให้ผมฟัง 2 เพลง เพลงที่แต่งสมบูรณ์แล้วชื่อ “สู้ต่อไป” ซึ่งหมอเหวงบอกว่าเป็นเพลงมาร์ช หลังจากนั้นเวลาใกล้หมดแล้ว ผมก็เลยลุกออกมา เพื่อให้ อ.ธิดา เข้าไปคุยกับหมอเหวงต่อเพื่อร่ำลา หลังจากนั้นภาพอันน่าประทับใจอีกภาพหนึ่งก็เกิดขึ้น นั่นคือการรโบกมือลาด้วยความยิ้มแย้ม ระหว่างมวลชน และแกนนำของพวกเขา

[ตอนต่อไป จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับนักโทษการเมืองอีกสองคน ที่ได้กล่าวไว้ในตอนแรก]

“รำลึก 5 เดือน 10 เมษา” ญาติถามหาผู้รับผิดชอบ

Sat, 2010-09-11 00:44

10 ก.ย.53 เวลา 17.00 น. ญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนินเมื่อวันที่ 10 เม.ย. เดินทางมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เพื่อรำลึกถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 50 คน

นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ สูญเสียบุตรชายคือ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในตอนค่ำของวันที่ 10 เม.ย.ที่แยกคอกวัว ให้สัมภาษณ์ว่า การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เพื่อรำลึกถึงลูกชาย โดยทุกๆ วันที่ 10 ความรู้สึกสูญเสียยังสะท้อนอยู่ในหัวอกของตนซึ่งเป็นแม่ นางสุวิมลกล่าวว่า อยากให้รัฐบาลรู้ว่าตนต้องการทราบว่าใครเป็นคนยิงลูกชายของตน และมั่นใจว่าทหารเป็นผู้ยิง

น.ส.ธัญกมล คำน้อย ซึ่งสูญเสียน้องชายคือ นายเกรียงไกร คำน้อย ให้สัมภาษณ์ว่า น้องชายของตนถูกยิงเข้าที่ท้องในช่วงกลางวันที่บริเวณสะพานมัฆวานและเสียชีวิต การมาร่วมกิจกรรมในวันนี้จึงมาเพื่อตอกย้ำไม่ให้รัฐบาลลืมว่า รัฐบาลเป็นผู้สั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม และสั่งให้ทหารยิงประชาชน

นายสำราญ วางาม บิดาของนายสวาท วางาม ให้สัมภาษณ์ว่า ลูกชายของตนถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตในตอนค่ำของวันที่ 10 เม.ย. ในวันนี้จึงเดินทางมาเพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนที่เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย.และเพื่อรำลึกถึงลูกชายที่เสียไป นายสำราญกล่าวว่า ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวคำขอโทษต่อผู้เสียชีวิตและบรรดาญาติ

นางสุนันทา ปรีชาเวช สูญเสียน้องชายคือ นายทศชัย เมฆงามฟ้า ซึ่งถูกยิงที่ปอดทะลุหัวใจและเสียชีวิตบริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา ให้สัมภาษณ์ว่า ตนต้องการทราบว่ารัฐบาลจะทำอะไรให้กับญาติผู้เสียชีวิตบ้าง เนื่องจากตนได้พยายามติดตามการดำเนินคดี แต่ไม่พบว่ามีความคืบหน้าแต่อย่างใด นางสุนันทากล่าวว่า ยังมีศพที่ยังไม่เผาและเป็นหลักฐานอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลหันมาสนใจ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยแสดงความรับผิดชอบหรือกล่าวคำขอโทษต่อการสูญเสียชีวิต 91 ศพ จึงอยากถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาล

กิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 17.30 น. โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ จากกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวกับผู้ร่วมกิจกรรมว่า การรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เม.ย. เป็นกิจกรรมของผู้ที่มีความทรงจำและผูกพันกับเหตุการณ์ในวันนั้น และเพื่อให้เรื่องราวเหล่านี้ถูกจดจำและบอกเล่าต่อโดยไม่ถูกหลงลืม นายสมบัติจึงขอให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ออกมาเล่าเรื่องราวทีละคน

หลังจากกิจกรรมเล่าเรื่องแล้ว ญาติผู้เสียชีวิตและผู้ร่วมกิจกรรมได้นำเทียนสีแดงและดอกกุหลาบแดงไปวางหน้าภาพถ่ายของผู้เสียชีวิต ในระหว่างนั้นมีการร้องเพลง “นักสู้ธุลีดิน” และกิจกรรมจบลงในเวลาประมาณ 19.00 น.

ใบตองแห้งออนไลน์ : อวสาน ‘การเมืองใหม่’ ทราบแล้วเปลี่ยน!

Tue, 2010-08-31 13:49

ใบตองแห้ง
31 ส.ค.53

กราบขออภัยพี่น้องเอ๊ย ใบตองแห้งไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ก.พรรค กมม.ดังที่ “เสี้ยมเขา” (ไม่ใช่เสี้ยมเรา) ไว้ เพราะที่อยู่ตามทะเบียนบ้านต้องเหาะข้ามกรุงไปเกือบถึงแยกราชประสงค์ แล้ววันอาทิตย์ก็เป็นวันครอบครัวที่มีภาระกับบุตรภรรยา ผมเลยกลายเป็นเสียงข้างมาก 61% ที่นอนหลับทับสิทธิ

โธ่ ก็ไม่คาดคิดนี่ครับว่า ไม่ได้ไปลงแค่คนเดียวจะแพ้ทั้งยวง หลังปิดหีบยังคุยอยู่หลัดๆ ว่ามีความหวังตั้ง 8 คน ที่ไหนได้ ตกค่ำผลออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันกางมุ้งว่า “จู๋น จู๋น” ทั้ง ส.ก.ส.ข.

ไม่เป็นไร ต้องเชื่อยะใสว่า “เรามาถูกทางแล้ว” มองโลกแง่ดีเข้าไว้ อย่างน้อยคนเลือกพรรคการเมืองใหม่นับคะแนนรวมทุกเขตก็เหยียบแสน นี่ขนาดไม่ส่งทุกเขตนะ แสดงว่า พธม.ยังมีสาวกพอจะยึดทำเนียบยึดสนามบินได้สบายๆ อีกหลายรอบ

เพียงแต่นั่นคือการเมืองบนท้องถนน ไม่ใช่การเมืองในระบอบรัฐสภา

และถ้ามองอีกด้านหนึ่ง ก็แปลว่า กมม.ได้แค่คะแนน “พี่น้องเอ๊ย” ที่เคยไปกินอาหารดี ดนตรีไพเราะ มาด้วยกันเท่านั้น คนกรุงคนชั้นกลางที่เกลียดทักษิณ ที่เชื่อว่าทักษิณจะ “ล้มเจ้า” ที่เชื่อว่าทักษิณ “ขายชาติ” ไอ้เหล่ขายปราสาทพระวิหาร ฯลฯ โดน ปชป.เอาไปแดกซ์หมด ทั้งที่ พธม.ปลุกมากับมือแท้ๆ

ผลการเลือกตั้ง “ชิมลาง” บ่งบอกชัดเจนแล้วว่า “ลางร้าย” แค่ชิมก็ร้อนลวกปาก ของจริงส่งสมัคร ส.ส. หวังแค่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ไม่รู้จะได้สัก 2-3 เก้าอี้ไหม แล้วยังงี้ ส.ส.ที่ฝากไว้กับ ปชป.ใครจะกล้าโดดกลับมาลงการเมืองใหม่

โธ่โธ่โธ่ ความฝันอันสูงสุดของผมที่อยากเห็นสนธิ ลิ้ม หรือยะใส ชิงเก้าอี้นายกฯ กับอภิสิทธิ์ เลยหายวับไปกับตา ชาตินี้คงไม่ได้เห็น “ลูลา” หรือ “ชาเวซ” ในเมืองไทยซะแล้ว

ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับมหาจำลองและพรรคพลังธรรม ที่ไล่ รสช.สำเร็จแล้วถูก ปชป.ชุบมือเปิบ โดนข้อหา “พาคนไปตาย” พรรคพลังธรรมรุ่งโรจน์อยู่แป๊บเดียว ก็กลายเป็นดาวดับ กระนั้นก็ยังดีกว่าพรรค กมม.ที่ยังไม่ทันทำคลอดก็แท้งเสียแล้ว

แต่ก็มีที่ต่างกันคือ ครั้งนั้น มหาจำลองกับสมาพันธ์ประชาธิปไตยไล่ รสช.คืนอำนาจให้ประชาชน กลับไปสู่การเลือกตั้ง แล้วก็แพ้ความเขี้ยวลากทางการเมืองของ ปชป.

ขณะที่ครั้งนี้ พธม.ไม่ได้ไล่ทักษิณเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แต่กลับประเคนให้อำมาตย์ เตะหมูเข้าปาก ปชป.หนำซ้ำยังปลุกความคิดสุดขั้วสุดโต่ง ปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเป็นเครื่องมือ “โหนเจ้าเล่าความเท็จ” สุดท้ายก็ถูก ปชป.ฉวยไปตีกิน ด้วยความเขี้ยวกว่า เนียนกว่า ถูกจริตคนกรุงคนชั้นกลางมากกว่า

ที่เคยคิดว่ามีประชาชนสนับสนุนเป็นล้าน ก็เลยเหลือแค่แสนกว่าคนในกรุงเทพฯ อย่าอ้างนะว่าคนมาใช้สิทธิน้อย แฟนพันธุ์แท้ กมม.ไม่นอนหลับทับสิทธิหรอก

พธม.ทำตัวเองให้เป็น “นั่งร้าน” หรือ “เบี้ยหน้ากระดาน” ตายแทนขุนนางอำมาตย์ และนักการเมืองน้ำเน่า ก็สมควรแล้วละครับ โดยเฉพาะพวกที่มาจากภาคประชาชน วันนี้ ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ถอยกลับก็ไม่มีใครเอาแล้ว

นอกจากคนหนึ่งแสนใน กทม.ยังเหลือใครเชียร์ กมม.บ้าง สื่อ นักวิชาการ ก็ตีตัวออกห่าง ช่วยกันตีปี๊บ “ปรองดอง (จอมปลอม)” ให้อภิสิทธิ์ ถามหมอประเวศสิว่า ลงคะแนนให้ ปชป.หรือ กมม. (เถ้าแก่เปลวของผมไม่ต้องถาม แฟนพันธุ์แท้ไทยโพสต์โกรธหน้าเขียวหน้าดำที่ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย เอาเถ้าแก่เปลวไปขึงพืด ฮิฮิ)

อวสาน “การเมืองใหม่” ไม่ใช่แค่อวสานของพรรคการเมือง หากยังเป็นอวสานของอุดมการณ์เพ้อฝัน ที่ พธม.ปลุกใจกันว่าหลังจากไล่ทักษิณแล้วบ้านเมืองจะใสสะอาด ปราศจากคอรัปชัน แบบที่ตั้งเค้าโครงกันว่า ไม่เอานักการเมืองจากการเลือกตั้ง หรือเอาส่วนเดียว ส่วนใหญ่ให้มาจากการเลือกกันเองตามสาขาอาชีพ (ที่เขาไม่ยอมให้เรียกว่า 70-30)

มิน่า ถึงได้เรียกร้องแบบนั้น เพราะรู้ว่าเลือกตั้งทางตรงตัวเองแพ้ เออ รู้แล้วมาลงทำไม

สุดท้าย พธม.ก็ได้เห็น “ลัทธิมาร์ค-เนวิน” ครองอำนาจ “ลูกจีนรักชาติ” เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายยึดทำเนียบยึดสนามบิน สุดท้ายได้อะไรฝากไว้ให้ลูกหลาน นอกจาก “การเมืองเก่าโคตร” แบบ ส.ส.ยกพวกกันมานับหัวได้ 5 คนเอา รมต.ไปหนึ่งเก้าอี้ ไหนล่ะ บ้านเมืองใสสะอาดปราศจากคอรัปชั่น

อยากให้ย้อนกลับไปมองบทบาทตัวเอง 4 ปีที่ผ่านมา พธม.ทำอะไรให้ประเทศนี้บ้าง นอกจาก “ไล่ทักษิณ”

การ “ไล่ทักษิณ” เมื่อปี 49 อันที่จริงเป็นมติมหาชน ทักษิณอำนาจนิยมและมีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ พธม.ไม่ได้สู้ด้วยความจริง ไม่ได้สู้บนหลักการประชาธิปไตย กลับไปอ้างสถาบันและออกบัตรเชิญรัฐประหาร การไล่ทักษิณจึงนำมาซึ่งความแตกแยก กระทั่งต้องปลุกอุดมการณ์ราชาชาตินิยมมาใช้อย่างสุดขั้วสุดโต่ง ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังด้วยความเร็วสูง หลักนิติรัฐเสื่อม เกิดกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน แต่ก็ยังตะแบงอุ้มกันโดยสื่อ นักวิชาการ และพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาสังคม”

เมื่อถึงที่สุดของความสุดขั้วสุดโต่ง ซึ่งตามมาด้วยการลุกฮือของเสื้อแดง เป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ สังคมไทย คนกรุงคนชั้นกลาง ที่เบื่อง่ายหน่ายเร็ว อยากประนีประนอม ก็หันไปหากระแส “ไทยนี้รักสงบ” เอาอะไรก็ได้ขอให้มันจบๆ เป็นประชาธิปไตยไหม กูไม่สน ทุจริตคอรัปชั่นไหม ช่างหัวมัน ขอเพียงมีนายกฯถูกจริตและ “ภาพดี” พอประมาณ จะได้ทำมาหากินเล่นหุ้นกันต่อไป อย่าให้มีม็อบอีกไม่ว่าสีไหนไม่เอาทั้งนั้น

ก็เข้าทางอำมาตย์และ ปชป.สิครับ เหมือนมหาจำลองกับพรรคพลังธรรมนั่นแหละ สู้แทบตาย อำมาตย์ฉวยชัยชนะ ปชป.ฉวยโอกาส เพราะสังคมไทยชอบประนีประนอมซุกปัญหาไว้ใต้พรม

เพียงแต่คราวนี้ พรรคการเมืองใหม่แท้งเร็วกว่าพรรคพลังธรรม (กรรมคือการกระทำ)

สิ่งที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น “คุณค่า” ของพันธมิตร ตามที่พวกเขาพูดอยู่บ่อยๆ ก็คือคุยว่าเป็น “พลังใสสะอาดต่อต้านคอรัปชั่น” แต่ ณ วันนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า พวกเขาไม่สามารถผลักดันอุดมการณ์ของตัวเองได้ เหลือแค่คนหยิบมือเดียว 1 ใน 100 นอกนั้นก็เป็นคนหยวนๆ ยอมๆ คนเบื่อม็อบ หรือคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม

ถามว่าถ้าหมดอุดมการณ์นี้แล้ว พธม.จะเหลือคุณค่าเหลือราคาอะไร ไม่มี ไม่มีจริงๆ

ถามว่าถ้าไม่สามารถเข้าสู่การเมืองในระบบแล้ว พธม.จะเป็นอะไร ก็เป็นแค่กลุ่มพลังทางการเมืองบนท้องถนน

2 ข้อรวมกัน พธม.จึงมีค่าไม่ต่างอะไรกับนวพล หรือลูกเสือชาวบ้าน เพราะผลักดันได้แต่อุดมการณ์ราชาชาตินิยม กระแสลมเอียงขวา ส่วนที่คิดว่าจะทำให้บ้านเมืองใสสะอาด หรือให้ “ภาคประชาชน” มีส่วนแบ่งอำนาจนั้น เหลวเป๋ว เข็นไม่ขึ้น

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ ปชป.หัวร่อก๊าก ย่อมทำให้ พธม. “หมดราคา” หมดอำนาจต่อรอง แม้คงจะไม่ถึงกับตัดเยื่อขาดใยรื้อนั่งร้านทิ้งในทันที คงจะไม่ถึงกับตัดสัญญาณ ASTV ในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะยังเอาไว้เป็น “เครื่องมือ” ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามได้

แต่ พธม.จะเหลืออะไร นอกจากพวกที่เรียกตัวเองว่า “ภาคประชาชน” เคลื่อนย้ายไปอยู่ใต้ร่มธงปฏิรูปของหมอประเวศ ทำหน้าที่ “ลดความเหลื่อมล้ำ” ค้ำอำนาจอภิสิทธิ์ชน กับอีกพวกคือกลุ่มผู้จัดการ ASTV ที่เหลือแค่ความเป็นสื่อ อาจจะน่ากลัวในความเป็นสื่อ แต่ ปชป.ก็มีสื่ออื่นให้ใช้ กล่าวได้ว่า ณ วันนี้ สื่อเกือบทุกค่ายอยู่ข้าง ปชป.ไม่ได้อยู่กับพันธมิตร

แม้แต่พวกนักวิชาการ กองเชียร์ ตัวช่วย ณ วันนี้ก็ลองนับหัวดู ยังเหลือใครอยู่กับคุณบ้าง เห็นโดดไปเกาะหลัง ปชป.กันทั้งนั้น

ขบวนการลูกเสือชาวบ้าน 2550 ใกล้จะถึงจุดจบในหน้าประวัติศาสตร์แล้ว และต่อไปก็จะเป็นผู้รับบาป ในความเสียหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น เพราะอำมาตย์ กับ ปชป.เขี้ยวกว่า เนียนกว่า และถนัดอยู่แล้วเรื่อง “ลอยตัว”

สัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: “ประเทศไทยกำลังถอยหลังด้วยสปีดที่เร็วมาก”

Sat, 2010-08-28 04:12

ทีมข่าวการเมือง

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก (17 ก.ค.) ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติว่า “การปฏิรูปคือความพยายามชิงมวลชนที่รัฐบาลล้มเหลวจนต้องอาศัยเครือข่ายฝ่ายที่จัดเจนกว่า แต่ถ้ามองข้ามบุคคลสามสี่ราย ก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ยากจะสำเร็จ ข้อแรกเพราะไปคิดตื้นๆ ว่าจะหยุดมวลชนด้วยวิธีให้ข้าวให้น้ำ ซึ่งต่อให้ทำได้ ก็ไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมที่เป็นแรงผลักให้คนสู้บนท้องถนน ข้อสองคือเพราะให้ผู้ใหญ่พันธมิตรมีอิทธิพลเลือกกรรมการจนไม่มีตัวแทนคนส่วนใหญ่ ข้อสามคือไม่มีการปฏิรูปไหนสำเร็จภายใต้การปิดปากเสียงประชาชน”

ประชาไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติมเพื่อขยายคำอธิบายเบื้องต้น โดยเขาฟันธงว่า ภายใต้บรรยากาศการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยม และชนชั้นนำปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงอย่างดื้อรั้นดึงดัน พื้นที่สำหรับความแตกต่างจึงไม่มีเหลือสำหรับคนอีกจำนวนมากซึ่งเขาเห็นว่าเป็นขบวนการที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่ของประเทศ แต่กลับถูกปราบลงเสียก่อน

เขาเปิดประเด็นขยายความจากข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า “คณะกรรมการชุดหมอประเวศ และคุณอานันท์รวมกัน 40 คนพูดจริงๆ แล้วมีความหมายกับสังคมเพราะมีชื่อสามคนนี่แหละ คือ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และคุณเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ คุณเพิ่มศักดิ์อาจจะไม่เป็นที่รู้จักแต่ในการทำสันติวิธีเขาก็ได้เครดิตเยอะ เพราะเขาเป็นคนทำงานจริง ไม่ฉาบฉวยเขาทำงานกับชาวบ้านค่อนข้างเยอะ” เราเริ่มต้นสนทนาจากประเด็นตัวแทนแห่งความหวัง 3 รายชื่อดังกล่าว

คนสามคนที่คุณพูดถึง จะทำให้กรรมการที่มีอยู่ 40 คนจะทำอะไรออกมาให้เป็นทางออกให้สังคมได้อย่างนั้นหรือ

ทั้งสามคนอาจจะเชื่อว่าการทำงานกับคุณอานันท์จะทำให้เขาสามารถผลักดันวาระที่เขาคิดว่าเป็นประโยชน์กับสังคม เป็นความเชื่อที่วางอยู่ความศรัทธาว่าคุณอานันท์จะทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นได้ คือตัวคนที่มีบทบาทที่สุดคืออานันท์ คุณอานันท์เป็นคนดึงคนมา ซึ่งก็น่าสนใจเพราะในอีกแง่หนึ่ง กรรมการชุดนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่รัฐบาลชุดนี้ หรือว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่รัฐบาลแต่มันคือรัฐไทยคิดแล้วว่าจะปฏิสัมพันธ์กับประชาชนจำนวนมากที่ยอมต่อต้านรัฐจนยอมตายได้ยังไง ซึ่งที่ผ่านมามีสามแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมซึ่งการดำเนินการแบบนั้นก็จบไปแล้ว แบบที่สองคือใช้วิธีการเอาพวกนักวิชาการที่ค่อนข้างอิงกับพวกชนชั้นกลางและชนชั้นสูงเข้าไปทำงานปฏิรูปการเมือง ซึ่งก็เห็นว่าคนไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอย่างที่สามก็คือตอนนี้พยายามเอาคนที่มีความสามารถในการทำงานภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยงาน

ทีนี้เรื่องที่น่าสนใจก็คือหลังจากการปราบเดือนเมษาพฤษภา รัฐบาลพยายามใช้กลไกที่เป็นอิสระจากราชการและกองทัพมากขึ้น ในแง่หนึ่งเพื่อให้รัฐทำงานได้ อีกแง่หนึ่งก็คือ กลไกทำงานในระบบราชการของรัฐนี้ล้มเหลว ในการทำสิ่งที่รัฐบาลต้องการและเป็นสิ่งที่รัฐไทยคิดว่ามีความจำเป็นในการอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน

การปฏิรูปเหล่านี้ก็อาศัยเครือข่ายของคนในพื้นที่จำนวนมาก ตรงนี้อาจจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้นหรือเปล่า

ใช่ ทีนี้ประเด็นก็คือ เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนพวกนี้เกิดขึ้นจากเหตุผลทางการเมืองของรัฐบาล เช่น การต้องการให้มีเรื่องของการสร้างความปรองดองขึ้นมา อันที่สองที่สำคัญก็คืออย่างไรก็ตามต้องดึงมวลชนฝ่ายที่เชียร์ทักษิณให้เป็นฝ่ายของตนให้ได้ ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำก็เหมือนที่ทำกับภาคใต้ คือแยกปลาออกจากน้ำ เชื่อว่ามวลชนเข้ามาร่วมการเคลื่อนไหวโดยมีแกนนำ แกนนำชี้นำและปลุกปั่น และหากให้สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มวลชนจริงๆ เขาก็จะออกจากขบวนการ

ทีนี้สิ่งที่คนพวกนี้ไม่เข้าใจจริงๆ ก็คือมวลชนที่เข้ามาร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ขนาดนี้เขาไม่ได้มาเพราะปัญหาปากท้อง อันที่สองก็คือเหมือนคราวที่แล้วปัญหาเมษาพฤษภานี่ไม่ได้เกิดจากปัญหาความยากจนแบบขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่มันมีปัญหาที่รู้สึกว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอยู่ ไม่ใช่ปัญหาความยากจน ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรจะกิน จึงมา แต่คนที่ยากจนกว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูงมีอยู่มาก คือเป็นความยากจนที่ไปเปรียบเทียบว่า เมื่อคนกลุ่มนี้มองไปที่คนที่อยู่สูงกว่าตัวเอง เขามองว่าคนกลุ่มนั้นได้อะไรบางอย่างมากกว่าที่ควรจะได้ในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามจะทำ ผ่านการเอาคนหลายคนที่ทำงานภาคประชาสังคมมาก็วางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าถ้าให้สิ่งที่คนจนต้องการในเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องโฉนดที่ดิน เรื่องป่า คนจนก็จะออกจากขบวนการของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นความเข้าใจที่ผิด

คนเสื้อแดงพูดเรื่องความไม่เท่าเทียม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็ตีโจทย์เรื่องความไม่เท่าเทียมเหมือนกัน

ใช่ แต่ว่าเป็นความไม่เท่าเทียมในแง่ของความยากจน ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมชุมนุม ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นความรู้สึกไม่เท่าเทียมทางการเมือง ไม่ใช่ความยากจนแบบเพียวๆ คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ใช่คนจนแบบไม่มีอันจะกินแต่เป็นคนชั้นกลางระดับล่าง เขามีฐานะพออยู่พอกิน แต่เขารู้สึกว่าทำไมสิทธิทางการเมืองของเขาไม่เท่ากับคนชั้นกลางคนชั้นสูง ดังนั้นจึงไม่ใช่ความยากจนมากๆ แบบที่รัฐบาลหรือหมอประเวศเข้าใจ

พูดง่ายๆ คือการเคลื่อนไหวไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ

ถ้าใช่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำหรือคณะปฏิรูปทำคือลดทอนปัจจัยทางการเมือง ลดทอนความรู้สึกทางการเมืองของคนชั้นล่างออกไป ทำเหมือนคนชั้นล่างไม่มีความรู้สึกทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันเป็นมุมมองแบบชนชั้นสูงมากๆ เลยคือว่าสิ่งที่คนจนต้องการคือปากท้องเท่านั้น เขาไม่เข้าใจเลยว่าคนจนต้องการศักดิ์ศรีหรืออะไรที่มากกว่าปากท้อง ในบางสังคมก็เป็นอย่างนั้นได้ แล้วในเมืองไทยก็เป็นอย่างนั้น

แต่ว่าเรามองไปในระดับกลไกของเขา การลงไปในพื้นที่ เขาสามารถลงไปในระดับ อบต.ได้ คุณไม่มองว่าการลงลึกในระดับนี้จะเป็นวิธีสื่อสารที่เขาสามารถใช้เปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้านได้ประสบความสำเร็จหรอกหรือ เช่น ทำให้เกิดความเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น

ไม่หรอก เพราะว่าถ้าคณะกรรมการชุดนี้ทำอย่างที่หลายๆ คนคิด คือหนึ่งแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ ซึ่งปัญหาความไม่เท่าเทียมในเมืองไทยมันก็มีอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเรื่องที่ดิน เรื่องป่าไม้ เรื่องช่องว่างระหว่างรายได้ เรื่องภาษีไม่เป็นธรรม เป็นต้น คือต่อให้ทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จ ก็ไม่แน่ว่าความรู้สึกทางการเมืองของคนมันจะเปลี่ยนนะ และโดยพื้นฐาน โอกาสที่จะทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จมันก็ยาก เพราะว่าหากทำเรื่องเหล่านี้สำเร็จก็จะขัดแย้งกับชนชั้นสูงซึ่งเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาลหรือสนับสนุนการเมืองปัจจุบัน ใช่ไหม เช่น เราดูรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนตระกูลเก่าแก่ เป็นคนที่เป็นเจ้าที่ดินจำนวนมากในกรุงเทพฯ หรือเป็นกลุ่มธนาคาร เราจะปฏิรูปโดยที่ไม่ขัดแย้งกับคนเหล่านี้เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทีนี้ คำถามอยู่ที่ว่าคนเหล่านี้จะยอมให้คณะของหมอประเวศปฏิรูปได้จริงๆ หรือ คือไม่มีทางอย่าไปเพ้อฝันว่า เอาคนดีๆ คนเก่ง คนที่มีจุดยืนรักชาวบ้านมารวมกันแล้วจะทำให้เกิดการปฏิรูปได้ ไม่จริง ถ้าโชคดีก็จะทำให้เกิดงานวิจัย ทำให้เกิดมาสเตอร์แพลนในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ว่าถ้าจะวางให้เกิดการปฏิรูปจริงๆ จะมีหลายเงื่อนไข เช่นหลักประกันสถานะของคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้จะไม่มีนะ คือถ้ารัฐบาลชุดนี้ไป คณะกรรมการชุดนี้ก็ถูกลอยแพ ไม่มี ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าแนวทางต่างๆ ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้จะถูกนำไปปฏิบัติเป็นนโยบายทางการเมือง

ประการที่สองก็คือว่าในกรณีที่ขัดแย้งกับคนกลุ่มอื่นที่สำคัญกับรัฐบาลชุดนี้เหมือนๆ กัน หรือสำคัญกับระบอบการเมืองตอนนี้เหมือนๆ กัน การปฏิรูปมันไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นโอกาสที่การปฏิรูปจะสำเร็จนั้นยากมาก

มองในแง่การลดแรงเสียดทาน คิดว่าจะช่วยได้ไหม

น่าจะได้กับคนกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกต่อต้านรัฐบาลมากนัก แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับรัฐบาลชุดนี้คือไม่มีตัวแทนของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการปรองดองเลย ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนอีกฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ซึ่งหากมองในแง่ที่ว่าต้องการทำให้กระบวนการทางการเมืองชุดนี้อยู่กับคนส่วนใหญ่ได้ จะต้องดึงฝ่ายเสื้อแดงเข้ามาบ้างใช่ไหม แต่กรรมการชุดนี้ไม่เอา ซึ่งก็เห็นปัญหาอยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นมาในอนาคตว่าเสียงฝ่ายเสื้อแดงจะไม่มีตัวตนอยู่ในกรรมการปฏิรูป ดังนั้นการจะปฏิรูปหรือจะปรองดองกับอีกฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีทาง

เมื่อเขาตั้งคณะกรรมการมาแล้ว คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้เกิดความปรองดอง กรรมการชุดนี้ควรจะทำอะไร

สิ่งที่เข้าใจว่าเขาจะทำกันก็คือเขาจะตั้งอนุกรรมการย่อยๆ ขึ้นมาหลายชุดมาก ที่จะลงพื้นที่ไปตามจุดต่างๆ เพื่อระดมความเห็นชาวบ้าน แล้วก็มีกระบวนการระดมความเห็นเพื่อสรุปเป็นนโยบายใหญ่จากเบื้องล่างขึ้นมา ว่าสังคมไทยต้องการการปฏิรูปแบบไหน อันนี้คือที่เขาต้องการ แล้วทีนี้ในด้านปริมาณก็คือว่าต่อให้ได้นโยบายจะทำให้เกิดผลได้อย่างไร ก็คือจริงๆ แล้วมันไม่พลังทางสังคมอะไรที่ช่วยผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ไง นี่เป็นการปฏิรูปซึ่งเริ่มโดยรัฐบาล และได้รับความร่วมมือจากชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าต้องการให้การเมืองแบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป บางพวกรู้สึกว่าต้องการใช้โอกาสนี้เข้าไปเปลี่ยนรัฐบาล หรือไม่ก็เข้าไปเปลี่ยนกลไกรัฐ มองว่าตอนนี้กลไกรัฐอ่อนแอ ซึ่งถือเป็นช่วงที่ฝ่ายของตัวเองจะมาผลักดันอะไรได้เยอะ

แต่ว่า เรื่องความไม่เท่าเทียมมันมีเหตุผลที่ทำให้เกิดขึ้นหลายๆ เหตุผล แล้วรัฐบาลชุดนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเพราะคนมันยากจน แต่จริงๆ ความไม่เท่าเทียมในบ้านเรามันเกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย อย่างเช่นการกดขี่ขูดรีด ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างชนชั้นมากๆ การปฏิรูปนี้แก้ไขเรื่องพวกนี้ไม่ได้ เช่นถ้าเราไปดูช่องว่างระหว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทยในรอบร้อยกว่าปีที่ผ่านมา จะพบว่าแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นในช่วงปี พ.ศ.2470 ข้าราชการะดับล่างมีเงินเดือนประมาณ 15 บาท แต่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเสนาบดีมหาดไทยเงินเดือน 3,700 บาท รัชกาลที่แปดใช้จ่ายปีละแสน ในปัจจุบันนี้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันยิ่งทวีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ หากไปดูตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เงินฝากในประเทศไทยทั้งหมด 70% อยู่กับคนที่รวยที่สุด 10% แรก ส่วนเงินอีก 30% ที่เหลืออยู่กับคนอีก 80% ของประเทศ นี่เป็นช่องว่างที่เป็นปัญหา ถ้าไม่เข้าใจบริบทหรือความเป็นมาแบบนี้ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ

และการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องมีกระบวนทางการเมืองที่ใหญ่มากมารองรับ แต่เราไม่มีขบวนการแบบนี้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจริงๆ ขบวนการเสื้อแดงมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นขบวนการแบบนี้ได้ แต่ขบวนการเสื้อแดงก็ถูกทำลายไปโดยการสลายการชุมนุม เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่วางอยู่บนขบวนการทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศเคยมีมานั้นมันไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสำเร็จ เลยกลายเป็นเรื่องของเล่นของคนแก่อายุ 80 เล่นกับคนแก่อายุ 70 กับ 60 ซึ่งก็เป็นความตั้งใจดีแต่โอกาสสำเร็จมันยาก

ข้อดีล่ะ ประโยชน์ที่อาจจะมีโอกาสเกิดขึ้น

ประโยชน์ก็คือ คนจนอาจจะมองเห็นปัญหาของตัวเองมากขึ้นผ่านคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการชุดนี้เข้าใจเรื่องนี้ก็จะดี คืออย่าใช้คณะกรรมการเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดผลของการปฏิรูป แต่ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่อยู่นอกคณะกรรมการ ถ้าเข้าใจเรื่องนี้จะทำให้กรรมการชุดนี้ทำงานให้เกิดประโยชน์กับสังคมบ้าง

นั่นเป็นเงื่อนไขที่ว่าถ้าเขาเข้าใจ แต่ว่าถ้ามองสิ่งที่มันเกิดขึ้นตอนนี้ คุณว่าใครจะได้ประโยชน์จากการตั้งคณะกรรมการชุดนี้บ้าง

คณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเฉพาะหน้า ไม่ใช่ของรัฐบาล แต่เป็นของระบบการเมืองทั้งหมดตอนนี้อยู่แล้ว

คุณมองระยะยาวไหมว่าการตั้งคณะกรรมการโดยใช้บุคลากรที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมากจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ทางรัฐบาลมากขึ้น เข้าถึงมวลชนที่เคยเข้าไม่ถึงมากขึ้น

รัฐบาลโดยตรงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากเท่าไหร่จากกรรมการชุดนี้ แต่คนที่ได้คือระบบการเมืองทั้งหมด เพราะรัฐบาลชุดนี้มันอยู่ไม่ครบเทอมใช่ไหม อยู่ไปอีกแป๊บเดียวก็หมดวาระแล้วแต่กรรมการชุดนี้จะอยู่ไปอีกสามปี ในวันที่คณะกรรมการชุดนี้ทำงานสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้ก็คงจะไม่อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตัวรัฐบาลอาจจะได้ความรู้สึกทางการเมืองนิดๆ หน่อยๆ ผลที่จะได้จริงๆ หากปฏิรูปสำเร็จคือระบบการเมืองแบบในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนส่วนใหญ่ได้เลย

แต่ที่แน่ๆ ก็คือถึงจะมีก็ไม่สามารถปรองดองกับคนเสื้อแดงได้

ไม่น่าจะได้ เพราะว่าปัญหาหลักคือปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่คุณอานันท์แกพลาดหรือแกไม่เข้าใจ คือตอนแรกแกพูดว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อปรองดองแต่เกิดขึ้นเพื่อปฏิรูป

การมุ่งปฏิรูปเป็นการยอมรับหรือเปล่าว่าไม่สามารถปรองดองได้ ไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้

มันอาจจะแยกกันก็ได้เพราะว่าเขาอาจจะเชื่อว่าการปรองดองไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะมีบางกลุ่มในเสื้อแดงเป็นพวกหัวรุนแรงจริง เขาอาจจะเชื่อแบบนี้จริงๆ เราไม่อาจรู้ได้ แต่ว่าโอกาสที่จะปรองดองหรือการปฏิรูปสำเร็จได้นั้นไม่มี เพราะมีคนจำนวนมากถูกจับ ถูกขังหรือถูกฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งทำให้รอยร้าวทางการเมืองใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่การมี พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ซึ่งทำให้คนพูดเรื่องที่ตัวเองต้องการจริงๆ ไม่ได้ เป็นสภาวะที่การปฏิรูปซึ่งมวลชนส่วนใหญ่พูดได้แต่เรื่องที่รัฐบาลต้องการให้เขาพูดแค่นั้นเอง คนส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดเรื่องที่รัฐบาลไม่ต้องการให้เขาพูดได้เลยในปัจจุบัน

ที่คุณพูดเรื่องการปฏิรูปว่าคือเสื้อแดงมีเชื้อที่จะนำไปสู่การปฏิรูปได้นี่ แต่ว่ามันถูกทำลายไปแล้ว คุณมองว่าตอนนี้สังคมไทยมีอะไรที่พอจะปูทางไปสู่การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสำนึกทางการเมืองของคนไทยได้ไหม เพราะคนเสื้อแดงก็พ่ายแพ้ไปแล้วอย่างค่อนข้างจะสะบักสะบอม

ไม่มี

ไม่มีเลยหรอ

ใช่ คือประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังเดินถอยหลังในสปีดที่เร็วมาก ชนชั้นกลางเป็นอนุรักษ์นิยมมากขึ้น คือคลุ้มคลั่งมากขึ้น ชนชั้นนำปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง รุนแรงขึ้นและดื้อรั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปที่จะทำให้ระบบเดินได้จริงๆ ตอนนี้มันไม่มี เป็นสังคมที่อันตรายมาก พวกเสื้อแดงชอบพูดกันเยอะว่าอีกหน่อยจะอยู่ไม่ได้ แต่ว่าสภาพตอนนี้รุนแรงกว่าที่พวกเสื้อแดงคิดเยอะอีก คือเหมือนเป็นสองประเทศที่แต่ละคนแต่ละกลุ่มก็มีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันมาก แล้วก็ไม่มีใครคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันเลย

พูดกันตรงๆ การปฏิรูปนี่ไม่นับรวมเสื้อแดงใช่ไหม

ไม่รวม ถ้าเสื้อแดงอยากปฏิรูปก็ต้องสลายความเป็นเสื้อแดงทิ้งไป

เหมือนไม่มีเสื้อแดงอยู่ในประเทศนี้แล้วใช่ไหม

ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรองดอง เพราะการปรองดองคือการปรองดองกับเสื้อแดง แต่เราไม่ต้องการปรองดอง ถ้าเสื้อแดงต้องการเข้าสู่การปรองดองก็ต้องถอดสีเสื้อทิ้งไปก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกก็พูด คุณอานันท์ก็พูดว่าเราจะไม่คำนึงถึงสีเสื้อ ความหมายคือคนที่มีสีเสื้อต้องถอดสีเสื้อออกไปซะ แต่มันก็หมายถึงแค่เสื้อแดงเท่านั้นใช่ไหม อย่างพวกเสื้อเหลืองไม่ต้องถอด แต่ได้ไปอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปกันเยอะแยะเลย

ถ้าไม่สามารถปรองดองได้แล้ว ความร้าวลึกนี่มันไม่ยิ่งตอกย้ำหรือ

มันไม่ถึงกับตอกย้ำ เพราะมีหลายปัจจัย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถของเสื้อแดงเองที่จะสามารถผลิตความทรงจำเหตุการณ์ที่ผ่านมา กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ผลิตคำอธิบายในเหตุการณ์ที่ผ่านมา มีหลายปัจจัยมาก แต่ที่พูดได้คือตัวคณะกรรมการเองอาจจะไม่สามารถช่วยในเรื่องเหล่านี้ได้เท่าไหร่ สิ่งที่คณะกรรมการจะทำได้ก็คือการใช้สถานะของคณะกรรมการขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการคิดในสังคม ให้คนจนเข้าใจความไม่เท่าเทียม นอกจากนั้นแล้วก็ทำอะไรลำบาก แล้วอย่าลืมว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้มาจากตระกูลซึ่ง ในด้านหนึ่งมันจะเป็นตระกูลเก่าแก่ใช่ไหม แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นตระกูลที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยแค่สามสี่ชั่วคนแค่นั้นเอง แล้วก็ถ้าพูดในแง่ประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดนั้นก็เป็นคนที่พยายามจะกลืนตัวเองเข้าสู่ระบบชนชั้นนำของไทยแบบเก่าค่อนข้างมาก ฉะนั้นนี่สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการคือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำมากกว่า สิ่งที่พวกนี้ต้องการจึงไม่ใช่การเข้าใจชนชั้นล่าง หรือการทำเพื่อให้คนชั้นล่างได้ประโยชน์

ประเด็นสุดท้ายแล้ว คุณโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถปฏิรูปได้ด้วยการปิดปากประชาชน

การปิดปากนี่ประชาชนนี่มันมีความหมายสองอย่าง ประการแรกคือ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ เช่นการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปัจจุบัน ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงพูดไม่ได้ อันนี้คนส่วนใหญ่ก็คงเห็นเหมือนๆ กัน ประการที่สองที่ก็คือว่าการที่สังคมส่วนซึ่งมีความคิดทางการเมืองกับทางเศรษฐกิจแตกต่างจากชนชั้นนำปัจจุบันนี้ไม่มีโอกาสเข้าไปสู่การปฏิรูปได้เลย อันนี้จะเป็นปัญหาใหญ่มากกว่า เช่น ปัญหาหลักข้อหนึ่งของคนจนไทยซึ่งมันเป็นปัญหามาเป็นร้อยๆ ปี (ซึ่งถ้ามันเป็นปัญหามาร้อยๆ ปีนี่ก็แปลว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว) คือการมีชาวนาไร้ที่ดิน คนจนที่สุดในประเทศไทยคือชาวนาไร้ที่ดิน คำถามก็คือเขาจะมีที่ดินได้อย่างไร คำตอบก็คือหาที่ดินให้เขา ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวาง แต่ว่าภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองแบบนี้มันจะปฏิรูปที่ดินอย่างกว้างขวางได้อย่างไร หากไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ หลัง 14 ตุลา ประชาชนตื่นตัวสามปี มีสิทธิเสรีภาพในการเดินขบวนสองปี กฎหมายปฏิรูปที่ดินนี่ใช้เวลาเรียกร้องสองปีกว่าจะออกกฎหมายได้ พอเกิดกฎหมายขึ้นมาในปี 2518 กระบวนการปฏิรูปที่ดินจริงๆ ก็ไม่เคยมี มาเริ่มมีตอนปี 22-23 นั่นคือขนาดมีการเดินขบวนสามปีนะ แต่ปัจจุบันนี้เรากำลังพูดถึงการการมีขบวนสองเดือนแล้วถูกปราบอย่างรวดเร็ว

ติดใจอยู่นิดหนึ่งที่คุณบอกว่าเสื้อแดงเป็นขบวนที่สามารถปฏิรูปได้ แต่เมื่อเทียบกับเสื้อเหลืองแล้วนี่ เสื้อแดงมีประเด็นจำกัดมากกว่าอีก เสื้อแดงไม่ได้พูดเรื่องการปฏิรูปนะ ไม่ได้พูดเรื่องปฏิรูปที่ดิน ไม่ได้พูดเรื่องปัญหาในท้องถิ่น แต่ว่าพูดเรื่องสิทธิในการเลือกตั้งมากกว่า

คือเวลาสังคมแต่ละสังคมจะปฏิรูปนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการปฏิรูปอยู่ในสังคมนั้นอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับว่ามีขบวนการที่ใหญ่จนชนชั้นนำเขารู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า ซึ่งเสื้อแดงมีสภาพแบบนั้น นี่เราพูดถึงว่าเสื้อแดงชุมนุมแล้วถูกฆ่าไปแล้วนี่นะ รัฐยังต้องปฏิรูปอะไรบางอย่างเพื่อเอาใจคนพวกนี้เลย ลองคิดดูถ้ามันจบอีกแบบหากคนเสื้อแดงชนะดูสิ ตัวเลือกที่รัฐไทยให้กับคนเสื้อแดงมันจะเยอะมหาศาล ขนาดว่าเสื้อแดงปัจจุบันคือขบวนการที่ถูกฆ่าไปแล้ว รัฐยังรู้สึกว่าต้องให้อะไรบางอย่าง คือให้จริงไม่จริงไม่รู้แต่ว่าต้องมีการปฏิบัติให้เห็นว่าจะให้ นี่สิ่งที่เกิดขึ้น

ขณะที่ขบวนการเสื้อเหลืองเรียกร้องให้ปฏิรูปนู่นนี่ แต่จริงๆ แล้วขบวนการเสื้อเหลืองไม่ใช่สิ่งที่ชนชั้นนำเขาจะกลัว ขบวนการเสื้อเหลืองโดยธรรมชาติแล้วคือต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำแล้วก็อาศัยชนชั้นนำมาปกป้องตัวเอง เพราะฉะนั้นชนชั้นนำไม่เคยกลัวเสื้อเหลืองอยู่แล้ว เสื้อเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำตลอดเวลา แต่เสื้อแดงนี่น่ากลัวเพราะพลังของเสื้อแดงคาดหมายอะไรไม่ได้ มีความรุนแรงในตัวเองสูง มีการนำที่กระจัดกระจายสูง ต่างจากเสื้อเหลืองเกือบทุกเรื่องเลย เสื้อแดงจึงเป็นกระบวนการที่น่ากลัว อย่างเช่น นักคิดกลุ่มที่เรียกตัวเองว่าโพสต์มาร์กซิสต์ พูดถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงหลังยุคสมัยใหม่ นี่ก็คือกระบวนการแบบนี้ ขบวนการซึ่งมันไม่มีศูนย์กลางการนำ ในแง่หนึ่งคือก็เป็นอนาคิสต์มากๆ มันมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้สังคมรู้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็อยู่ไม่ได้แล้ว เสื้อแดงมีลักษณะอย่างนี้เยอะในช่วงที่ผ่านมา

แต่ไปไม่สุดถูกปราบเสียก่อน

ใช่ อีกอย่างหนึ่งในความเป็นเสื้อแดงก็มีกั๊กๆ อยู่อย่างเช่น บทบาทของทักษิณหรือพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบสุดโต่ง ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่าคนพวกนี้เป็นชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความขัดแย้งกับกลุ่มชนชั้นนำเดิมและที่ต้องการคือเข้าไปแชร์อำนาจกันเฉยๆ แต่เมื่อแชร์ไม่ได้ก็เลยออกมาขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นหลังการสลายการชุมนุมเป็นต้นมา กลไกของพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็ไม่ได้ปกป้องคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่เลย เสื้อแดงตอนนี้ก็เลยเหมือนถูกลอยแพมากๆ ทั้งจากฝ่ายเพื่อไทยและจากรัฐบาล ตอนนี้เรายังไม่เห็นพรรคเพื่อไทยรณรงค์เลยว่าให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศหรือรณรงค์ว่าให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด เพื่อไทยยังไม่เคยพูดเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้ว อุปสรรคของคนเสื้อแดงก็คือพรรคเพื่อไทยด้วยหรือเปล่า

ไม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นอุปสรรค พรรคเพื่อไทยเป็นตัวแปรที่มีประโยชน์ที่จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงเติบโตได้มากกว่านี้ ถ้าเขาคิดว่าเขาเป็นพรรคการเมืองไม่ใช่แค่กลุ่มการเมืองที่ต้องการเข้าไปแชร์ประโยชน์กับกลุ่มการเมืองเดิม พรรคเพื่อไทยไม่ใช่อุปสรรคของคนเสื้อแดง แต่พรรคเพื่อไทยเป็นกลไกเดียวที่จะปกป้องคนเสื้อแดงตอนนี้ได้ เขาถึงสำคัญไงเพราะว่าพอเขาไม่ปกป้อง คนเสื้อแดงก็ไม่มีความสำคัญในระบบการเมืองปัจจุบันเลย

พรรคเขายังลำบากอยู่นะ

ใช่ แต่มันเป็นกลไกเดียวที่เป็นที่พึ่งของเสื้อแดงได้ไง คือถ้าเขาไม่ทำหน้าที่นี้ เสื้อแดงไม่มีอะไรยึดเหนี่ยวกับระบบการเมืองตอนนี้เลยนะ หมายถึงสิบสี่ล้านคนนะที่ยึดโยงกับระบบตอนนี้ไม่ได้ อันนี้มันคือวิกฤตมากๆ แล้ว

แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งเขาก็อาจจะเชื่อว่าเขามีฐานอยู่สิบสองล้าน เกือบครึ่งๆ น่ะ ไม่จำเป็นต้องแคร์เสื้อแดงที่เหลือ ตัดออกไป

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาเชื่ออย่างนั้นจริงเปล่า เพราะว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นในช่วงสองเดือนมานี่มันร้ายแรงมากนะ ขบวนการชุมนุมที่มีผู้ชุมนุมถูกยิงตายทุกวันแต่ก็ยังชุมนุมไม่เลิกนี่ นี่มันยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของประเทศเราอีกนะ ปัญหาการเมืองตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะหยุดไม่หยุด แต่ระบบการเมืองตอนนี้มันหยุดคนส่วนใหญ่ไม่ได้แล้วไง นั้นถ้าชนชั้นนำไทยเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้นี่ มันก็จะช่วยให้สถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายน้อยลงกว่านี้ได้

แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าเขาเข้าใจ

ตอนนี้ไม่มีสัญญาณ

ใบตองแห้งออนไลน์ : ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน

Mon, 2010-08-23 01:56

ใบตองแห้ง
22 ส.ค.53

ช่วงวันหยุดยาวที่แล้ว ผมพาลูกไปเที่ยวเมืองกาญจน์กับวงศาคณาญาติ เมืองกาญจน์มีอะไรน่าเที่ยวเยอะเลย เช่น ได้ไปดูสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งล้อมรอบไปด้วยตลาดขายพลอยและของกินของฝาก แบบว่าพื้นที่สะพานจริงๆ เหลือราว 10% อีก 90% เป็นแผงขายของ ฮิฮิ นี่แหละการท่องเที่ยวแบบไทยๆ

เนื่องจากมีเด็กๆ ไปหลายคน ก็เลยต้องพาไปดูกองถ่ายหนังพระนเรศวร ซึ่งกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนเมืองกาญจน์ไปแล้ว จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยสัมภาษณ์พี่เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แกยืนยันว่าพระนเรศวรไม่ได้ทำยุทธหัตถีที่ดอนเจดีย์ แต่เป็นที่เมืองกาญจน์ต่างหาก ตอนนี้คงไม่ต้องเถียงกัน พระนเรศวรอยู่เมืองกาญจน์แหงๆ

ค่าตั๋วผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท เอาก็เอาวะ เพื่อปลูกฝังเลือดรักชาติ (ได้ข่าวว่าภาค 3 จะมีเรื่องพระยาละแวกด้วย เขากำลังสร้างฉากวังพระยาละแวกอยู่) น่าเสียดาย งบ 100 ล้านที่จะได้จากกระทรวงวัฒนธรรม ถูกตัดไปเกินครึ่ง ไกด์นำชมกองถ่ายบอกว่าฉากที่จะใช้ในหนังภาค 3 ภาค 4 เราจะใช้ปูนจริงๆ แล้วนะ ไม่ใช่โฟม

ถึงตอนนั้นอาจจะขึ้นค่าตั๋วเข้าชมได้ เพราะ 100 บาทเนี่ยยังเป็นแค่ค่าชมโฟม

ทำไมหนอ อภิชาติพงศ์ไม่ขายตั๋วเข้าชมกองถ่าย “ลุงบุญมีระลึกชาติ” มั่ง นั่นหนังรางวัลเมืองคานส์เชียวนะ รางวัลสูงสุดที่หนังไทยเคยได้รับ

ขากลับจากกองถ่าย รถเลี้ยวผิดไปผ่านกองพล 9 ถนนยาวเหยียดผ่านกรมผ่านกองพันอะไรมั่งก็ไม่รู้ โห ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ เขตทหาร แต่ละกองพันมีตึก 3-4 หลัง เนื้อที่หลายร้อยไร่ อดคิดไม่ได้ว่า ผบ.กรมยศพันเอก ผบ.พันยศพันโท แต่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดบังคับบัญชาทหารหลายร้อยคน มีอาวุธพรั่งพร้อม มีวัสดุอุปกรณ์ ยุทธบริการ งบประมาณไม่อั้น ข้าราชการอื่นที่อายุราชการเท่ากันเทียบไม่ติด

ถ้าเทียบกับตำรวจที่เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน พ.ต.ท.เนี่ยกิ๊กก๊อกมากนะครับ ต้อง พ.ต.อ.ถึงได้เป็นผู้กำกับคุมเขตหรืออำเภอ แล้ว สน.หรือ สภ.ก็มักจะโทรมๆ เทียบไม่ได้กับกองพันที่ใหญ่โตกว้างขวางมีบ้านพักพรั่งพร้อมลงไปถึงนายสิบ

ที่จริงทุกประเทศก็ยกให้ทหารมี “อภิสิทธิ์” ในฐานะรั้วของชาติ ต้องได้รับการสนับสนุนขั้นสูงสุด ดีสุด สะดวกรวดเร็วที่สุด เพื่อความพร้อมที่จะทำศึกสงครามป้องกันประเทศ แต่ทหารไทยเรามี “อภิสิทธิ์” มากกว่าเขา (เพราะจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์-ฮา) จากการมีอำนาจปกครองยาวนานในยุคเผด็จการ กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบ แม้จะถูกไล่กลับกรมกองหลังพฤษภา 35 ก็ยังคงอภิสิทธิ์ที่ไม่มีใครกล้าแตะอยู่มากมาย กระทั่งคนชั้นกลางไปเชิญกลับมาใหม่ ทหารยุค 19 กันยา รู้จักปรับตัวให้ดูสุภาพ น่ารัก ตามหน้าเฟซบุคสำหรับคนชั้นกลาง แต่โทษที “อภิสิทธิ์” เนี่ยขอเต็มๆ แบบงบประมาณทหารเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ทหารมักจะคิดว่าตัวเองต้องมีอภิสิทธิ์มากกว่าประชาชนหรือข้าราชการทั่วไป เพราะรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียสละเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มากกว่าคนทั่วไป จึงควรมีบทบาทอำนาจเหนือคนอื่น กระทั่งก้าวล่วงเข้ามายึดอำนาจเพื่อ “ปกป้องสถาบันสำคัญของชาติ” เนื่องจากไม่มีใครแล้วที่จะผูกพันกับ “สถาบันสำคัญของชาติ” เท่ากู ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือประชาชน ยังสำคัญเป็นรอง

อภิสิทธิ์ของทหารจึงผูกพันกันเป็นชั้นๆ ไปจนถึงความผูกพันสูงสุด กลายเป็นระบอบอำนาจที่อยู่เหนือประชาธิปไตย เหนือประชาชน โดยที่ทหารลืมไปแล้วว่า การที่สังคมมอบอภิสิทธิ์และให้เกียรติยศ เพราะคุณมีหน้าที่ “รับจ้างตาย” แทนประชาชน ไม่ใช่เพราะคุณมีความรู้ความสามารถหรือมีจิตใจสูงส่งเหนือชาวบ้าน

ว่างๆ ผมชอบดูข่าวช่อง 5 เพราะตลกดี เวลาที่มีพวกแม่ทัพหรือ ผบ.พล มาให้โอวาทแสดงวิสัยทัศน์ (โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร มีบ่อย) ฟังแล้วขำกลิ้งเลย เพราะมันเป็นการขยายขี้เท่อมากกว่าแสดงวิสัยทัศน์ บางครั้งก็ได้ดูข่าวประเภทท่านผู้การนำกำลังพลปลูกต้นไม้ เรียงแถวกันเป็นร้อยๆ หลุม ท่านผู้การน่ะไม่ต้องปลูกเองหรอก มีลูกน้องสาวๆ ช่วยยกกระถาง ท่านก็เอามือแตะๆ พอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็นั่งยิ้มย่องปลื้มปิติบนโซฟา นึกฉากต่อไปได้เลยว่า หลังจากนั้นแม่-ก็คงไม่ทำงานทำการอะไรกันทั้งวัน เพราะไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว

ในระบบราชการที่ว่าล้าหลัง คร่ำครึ ที่จริงหลายหน่วยงานก็พยายามปรับตัวให้ทันสมัย บริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว (หน่วยงานหนึ่งที่ยอดมากส์คือกรมการขนส่งทางบก ซึ่งใช้ระบบไดรฟ์อินเข้าไปต่อทะเบียนรถยนต์ได้แล้ว) น่าจะเหลือทหารนี่แหละ ที่ยังจมปลักอนุรักษ์นิยมยึดจารีตคร่ำครึกว่าเพื่อน

การปฏิรูปกองทัพ จึงเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่คงต้องอาศัย timing ในอนาคต เกิดอะไรซักอย่างเป็นชนวนให้รื้อระบบกันครั้งใหญ่ ซึ่งคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป แบบ “สภาปฏิรูป” (สภาโจ๊กยุคใหม่) เพราะคงต้องรื้อทุกอย่าง ตั้งแต่ระบบแต่งตั้งโยกย้าย ให้เป็น “ทหารอาชีพ” ไม่มีการเมืองเข้าไปแทรกแซง ไม่มีอำนาจอื่นใดเข้าไปแทรกแซง แยกทหารออกมาจากอำนาจบางอย่างให้เป็น “ทหารของประชาชน ทหารของประชาธิปไตย” ลดเลิกอภิสิทธิ์ ให้สังคมตรวจสอบได้ รวมถึงการปฏิรูปกองทัพให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพ

กองทัพไทยเนี่ยน่าจะเป็นกองทัพที่มีสัดส่วนของพลเอกอัตราจอมพลสูงที่สุดในโลก มีสัดส่วนของนายพลที่ไม่ได้คุมกำลัง กับนายพลที่คุมกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก และน่าจะมีสัดส่วนของหน่วยงานฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายยุทธบริการ ฝ่ายสัพเพเหระ ฝ่ายเฮโลสาระพา กับกองพลกองพันที่เป็นกำลังรบจริงๆ สูงที่สุดในโลก

แม้แต่งบประมาณก็เช่นกัน เงินเดือนของทหารที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบ ปีๆ หนึ่งอาจจะซื้อฝูงบินกริพเพนได้ทั้งฝูง แถมสวัสดิการ เบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล จิปาถะ ที่พิเศษกว่าข้าราชการอื่นๆ (รพ.ค่ายทหารทุกแห่งเป็นที่นิยมของข้าราชการ เพราะจ่ายยานอกบัญชียาหลักให้ง่าย ไม่เรื่องมาก แพงกว่า รพ.จังหวัด แต่เบิกได้หมด)

กองทัพเดินได้ด้วยท้อง แต่กองทัพไทยท้องกาง เพราะหนักกำลังพลที่ไม่ได้อยู่หน่วยรบจริงๆ และไม่เคยมีรัฐบาลไหนลดกำลังพลสำเร็จ นายทหารจบ จปร.ทุกคนต้องได้นายพล ทักษิณยังบอกเพื่อน ตท. 10 ให้สำรวจซิว่าใครยังไม่ได้นายพล ฉะนั้นเราจึงมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ชำนาญการพิเศษ ฝ่ายเสธ หัวหน้าฝ่ายเสธ ฝ่ายเสธของหัวหน้าฝ่ายเสธ ฯลฯ เต็มไปหมด

รัฐบาลชอบบอกว่าสมองไหลออกจากระบบราชการ แต่ทหารไม่เคยสมองไหล ผมก็ไม่ทราบว่าระบบทหารอเมริกันเป็นอย่างไร แต่เท่าที่รู้ พอไปถึงระดับหนึ่งเขาให้ลาออก พันโทพันเอกลาออก โดยให้บำเหน็จบำนาญอย่างจุใจ เพราะถือว่าไปรบเพื่อชาติมา แต่ระบบไทยไม่ใช่อย่างนั้น เพราะการเป็นนายพลมีอภิสิทธิ์มากมาย เช่น นายพลทำผิดวินัยลงโทษได้แค่ว่ากล่าวตักเตือน (จึงเล่นงานเสธแดงไม่ได้) พลเอกเกษียณจะมีพลขับตามรับใช้ตลอดชีวิต ร.พ.ทหารมีห้องวีไอพีสำหรับชั้นนายพล ใครมันจะยอมลาออก

คนดีคนเก่ง?
พูดถึงทหารซะยาว เพราะทหารเป็นแกนหลักของ “รัฐราชการ” ที่จะต้องปฏิรูปและลดอำนาจ กระจายอำนาจให้ประชาชน เป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” มากขึ้นตามทฤษฎีหมอประเวศ (ฮิฮิ)

แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็คือความพยายามเพิ่มความเข้มแข็งของ “รัฐราชการ” เสริมสร้างอำนาจและความใหญ่โตของระบบราชการ

“ข้าราชการ ข้าของแผ่นดิน ต้องเป็นคนดีคนเก่ง” ผมเห็นคำขวัญนี้ติดท้ายรถมากขึ้นเรื่อยๆ จนชักจะเกร่อ แล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ตัวคำขวัญน่ะดีหรอก ถ้าถือว่าเป็นการเรียกร้องข้าราชการ แต่ตัวข้าราชการที่เอาคำขวัญนี้มาอวด เขาคิดอย่างไร เผลอๆ จะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีคนเก่งเหนือชาวบ้านหรือเปล่า

แล้วก็อดคิดลึกไม่ได้ว่า คำขวัญเดิมๆ ที่ว่าข้าราชการกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ต้องรับใช้ประชาชน เนี่ยยังอยู่ไหม หรือว่าเป็น “ข้าของแผ่นดิน” แล้วโยนคำขวัญยุคประชาธิปไตยทิ้งเหอะ

หรืออีกนัยหนึ่งจะตีความได้ไหมว่าข้าราชการเป็น “ข้าของแผ่นดิน” นะ ไม่ใช่ข้าของนักการเมืองที่ประชาชนเลือกตั้งมานะ

จะคิดอย่างไรก็แล้วแต่ คำขวัญนี้สอดคล้องจังกับการปลุกระบบราชการให้กลับขึ้นมาอยู่เหนือ “ราษฎรผู้หลงผิด” ที่กำลังเรียกร้องหาเสรีประชาธิปไตย โดยเน้น “ความดี ความเก่ง”

ซึ่งมติ ครม.เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก็ให้ปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ เพื่อให้แข่งขันกับเอกชนได้ (แล้วจะปรับคนใหม่ยังไงถ้าไม่เพิ่มให้คนเก่า ที่สุดก็คือขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ)

บอกก่อนว่าผมก็โตมาในครอบครัวข้าราชการ พ่อแม่เป็นครู พี่สาวเป็นครู น้องเป็นข้าราชการ น้าเป็นข้าราชการ ผมยังคิดว่าข้าราชการส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี แต่ระบบราชการสิมีปัญหา ความล้าหลังคร่ำครึ ระบบอุปถัมภ์ วิ่งเต้นเส้นสาย ทำให้คนมีความสามารถ คนที่รักอิสระ ในรุ่นหลังๆ ไม่อยากรับราชการ

รุ่นพ่อรุ่นแม่ หรือรุ่นพี่ผมอาจจะไม่มีทางเลือก แต่คนรุ่นผมเป็นต้นมา (ที่ตอนนี้อายุ 50 กว่า) มีทางเลือกมากขึ้น รักอิสระมากขึ้น จึงเข้ารับราชการน้อยลงๆ เพื่อนร่วมรุ่นผมถ้ายังรับราชการก็มีแต่หมอ กับทหาร พวกที่เรียนอย่างอื่นทำงานเอกชนหรือทำธุรกิจกันหมด มันไม่ใช่แค่ความอยากรวยหรืออยากได้เงินเดือนมากกว่า เพราะเป็นข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าเอกชน 30-40% แต่มั่นคงกว่านะครับ เงินเดือนขึ้นทุกปี มีบำเหน็จบำนาญสวัสดิการรักษาพยาบาลจนวันตาย

เพื่อนร่วมรุ่น มศ.3 มีรายหนึ่ง ไม่เจอกัน 30 กว่าปี เป็นผู้ว่าฯ ไปแล้ว ดาวรุ่งซะด้วย สมัยก่อนเพื่อนเรียก “ไอ้ลาว” สมัยนี้คงต้องเรียก “ท่านลาว” ไม่ใช่คนเรียนเก่งที่สุด เอนท์ไม่ติดด้วยซ้ำ จบรามฯ แต่จำได้ว่าเป็นคนพูดเก่ง เข้าคนเก่ง และน่าจะเป็นคนทำงานเก่ง เพราะสมัยเรียนด้วยกันก็หนักเอาเบาสู้

ผมกำลังจะบอกว่านั่นคือคุณสมบัติของข้าราชการที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีทั้งสองอย่าง ทำงานเป็น เข้าคนเป็น ประสานผลประโยชน์เป็น ระบบราชการปัจจุบันอาจจะดีกว่าสมัยก่อน ตรงที่คนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ต้องมีความสามารถด้วย พวกประจบสอพลอวิ่งเต้นเส้นสายหาเงินจ่ายนาย อย่างเดียวอยู่ยากส์ แต่ถ้าคุณมีแค่ความสามารถอย่างเดียว ก็อยู่ได้ แต่แป๊ก

ระบบราชการทุกวันนี้จึงไม่ใช่ระบบของ “คนดี คนเก่ง” (คนดีคนเก่งที่ไหนกระโดดพรวดจากผู้ว่าบุรีรัมย์เป็นปลัดมหาดไทยในเวลาไม่ถึง 2 ปี) แม้จะมีคนดีคนเก่งอยู่จำนวนไม่น้อย แต่ก็ถูกหมกอยู่ข้างใต้ จนท้อแท้ อ่อนล้า เฉื่อยชา ระบบราชการจริงๆ กลายเป็นระบบอภิสิทธิ์ชนที่มีสวัสดิการดีที่สุดในโลก (รองจากคุณพ่อรัฐวิสาหกิจ) กลายเป็นเกราะพึ่งพิงของคนที่ไม่อยากกระโดดเข้าไปต่อสู้แข่งขันในระบบทุนนิยม ซึ่งถ้าไม่แน่จริง คุณตาย!

ที่มักจะพูดกันว่าระบบราชการยังคงไว้ซึ่งระบบคุณธรรม จริงๆ ก็คือคนที่อยู่ในระบบราชการ หรือรัฐวิสาหกิจนี่แหละครับ เป็นคนชั้นกลางที่มีความมั่นคงในชีวิต จนมีเวลาว่างไปบวชชีพราหมณ์ ศึกษาธรรมะ ใฝ่หาความสงบ อย่างไม่ต้องอนาทรร้อนใจต่อดัชนีเศรษฐกิจ (พลังศีลธรรมเสื้อเหลืองจึงได้แรงหนุนจากข้าราชการส่วนใหญ่)

ปชป.เป็นพรรคขุนนาง จึงพยายามเพิ่มความใหญ่โตเทอะทะของระบบราชการ ชูคำขวัญ “คนดี คนเก่ง” เพิ่มคน เพิ่มเงินเดือน ทั้งที่ทิศทางของประเทศต้องลดขนาดของระบบราชการ กระจายอำนาจให้ประชาชนปกครองตัวเอง ในทางธุรกิจก็ปล่อยเอกชนไป โดยรัฐแค่กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเท่านั้น

การเพิ่มเงินเดือนจึงไม่ใช่แรงจูงใจให้คนดีคนเก่งเข้ารับราชการ เป็นแค่เพิ่มอภิสิทธิ์ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่คัดค้านการขึ้นเงินเดือนข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่ขึ้นทีไรก็กระทบชิ่งทั้งระบบ ขึ้นหมด โดยไม่ดูความเป็นธรรมของระบบอัตราเงินเดือนข้าราชการที่ปัจจุบันลักลั่นกันยุ่งเหยิงไปหมด

สิ่งที่รัฐควรทำมากกว่าขึ้นเงินเดือน คือการปฏิรูประบบเงินเดือนข้าราชการ ซึ่งปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างเงินเดือนข้าราชการตาดำๆ ทำมะดาๆ กับข้าราชการตุลาการ อัยการ องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน หรือหน่วยงานพิเศษต่างๆ

ข้าราชการตุลาการ สมัยประมาณ ชันซื่อ เป็นประธานศาลฎีกา ขอแยกบัญชีเงินเดือน จนเงินเดือนตุลาการสูงลิบลิ่ว โดยอ้างว่าประธานศาลฎีกาควรได้เท่านายกฯ ซึ่งก็น่าจะถูกหลัก แต่พอไล่ลงมาสิครับ ปรากฏว่าผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดเงินเดือนมากกว่าผู้ว่าฯ ลิบเลย

อันที่จริงตามหลักการเราถือว่าผู้พิพากษาต้องเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการอื่น เพราะมีข้อห้ามข้อจำกัดเยอะ เช่น ห้ามเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ห้ามมีรายได้อื่นยกเว้นค่าเขียนหนังสือตำรับตำราทางวิชาการ

แต่ที่ขึ้นครั้งนั้นกลายเป็นสูงลิบ อย่าถามว่าทำไมรัฐบาลและรัฐสภาถึงยอม ไปถามจรัญ ภักดีธนากุล ดีกว่าว่าประมาณ ชันซื่อ เป็นใคร

สมัยทักษิณเคยไปพูดที่ศาล บอกว่าเงินเดือนศาลสูงกว่าแพทย์มากมายไม่ถูกต้อง เพราะคนเรียนเก่งที่สุดสอบเข้าแพทย์ โห! ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาคงโกรธหน้าเขียวหน้าดำ

เงินเดือนศาลฝ่ายเดียวยังพอทำเนา ถ้าไม่เกิดลูกช่วงมาถึงฝ่ายอื่นๆ เช่น องค์กรอิสระ พอจัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 40 ประธานก็ต้องได้เงินเดือนใกล้เคียงนายกฯ ใกล้เคียงประธานศาลฎีกา แล้วข้าราชการล่ะ ข้าราชการล่างๆ ลงมาก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการตาดำๆ ทำมะดา ต่อมาก็เกิดองค์กรพิเศษ เช่น DSI นิติวิทยาศาสตร์ ปปง.รวมทั้ง สสส.ทั้ง 4 ส.ของหมอประเวศ องค์กรมหาชนทั้งหลาย เอากันเข้าไปใหญ่ ใครเป็นข้าราชการน่าจะรู้ดี ลองเอาบัญชีมาเทียบดูก็ได้ ตั้งองค์กรพวกนี้แต่ละที ข้าราชการวิ่งเต้นขอโอนย้ายอุตลุด

นอกจากนี้ยังมีอัยการ ซึ่งเรียกร้องโวยวายจนได้เงินเดือนใกล้เคียงศาล โดยหลักก็น่าจะถูกอีกนั่นแหละ แต่อย่าลืมว่าข้อห้ามของศาลกับอัยการต่างกัน อัยการหารายได้พิเศษได้ เป็นที่ปรึกษาธุรกิจได้ คบพ่อค้า พาพวกกินเหล้าเมาเฮฮาตามสวนอาหารจนเลยตีสองก็ยังได้ ขณะที่ผู้พิพากษาเขาทำไม่ได้

ร้ายกว่านั้นอีกนะครับ มันยังกระทบชิ่งมาถึงนิติกร ตามหน่วยงานราชการทั่วไป อ้างว่ากลัวสมองไหล พวกนิติกรจะไปสอบอัยการสอบผู้พิพากษากันหมด ก.พ.เลยกำหนดว่าเป็นวิชาชีพขาดแคลน เพิ่มเงินประจำตำแหน่งให้

ไอ้บ้าเอ๊ย นิติกรเนี่ยนะวิชาชีพขาดแคลน คนจบนิติปีๆ หนึ่งไม่รู้เท่าไหร่ น้องผมทำราชการ บอกว่านิติกรที่สำนักงานวันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่ดูหนังสือรอสอบอัยการสอบผู้พิพากษา ยังได้เงินเพิ่มอีกต่างหาก

อย่าแปลกใจที่เด็กสอบได้ที่หนึ่งประเทศไทยปีหลังๆ เลือกคณะนิติฯ ถ้าลองไปถามว่าหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะเงินเดือนงาม มีอำนาจบารมี มีแต่คนยำเกรง หรือหนูอยากเป็นผู้พิพากษาเพราะอยากมีชีวิตสงบ สมถะ ยึดมั่นในความยุติธรรม

ร้อยทั้งร้อยต้องตอบข้อหลัง!

278 มาตราลวงโลก
ก่อนวันหยุดยาว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติ 103 ต่อ 4 ไม่รับอุทธรณ์คดียึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน (ไม่รู้เป็นไง ตอนศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสินก็ก่อนวันหยุดยาว)

ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจเลย ไม่มีใครตื่นเต้น ถ้าผมเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา ก็ต้องลงมติไม่รับอุทธรณ์ เพราะมาตรา 278 กำหนดว่าให้ยื่นอุทธรณ์ได้ในกรณีที่มี “หลักฐานใหม่”

ใครมันจะไปหาหลักฐานใหม่ได้ในเวลา 30 วัน เว้นเสียแต่จะมีพจนานุกรมออกใหม่ ยืนยันว่าคำว่า “ไม่สมควร” ไม่ใช่ความผิดที่มีผลตามกฎหมาย

อ.วรเจตน์เคยชี้ไว้นานแล้ว ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ผมเมื่อปีที่แล้ว ว่ามาตรา 278 เป็นกลไกที่ซ่อนปม เพราะไม่ใช่การอุทธรณ์ที่แท้จริง แต่เอาการอุทธรณ์กับการขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ มายำรวมกัน ให้ดูเหมือนว่าเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ ไม่ใช่ศาลเดียวจบนะ

ทั้งที่การอุทธรณ์ที่แท้จริง คือการโต้แย้งคำพิพากษาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ต่อศาลที่สูงกว่าเพื่อให้วินิจฉัยอีกครั้ง โดยใช้พยานหลักฐานเดิมนั่นแหละ แต่แย้งว่าศาลตีความกฎหมายไม่ถูก หรือแย้งว่าศาลฟังข้อเท็จจริงผิด

แต่กรณีนี้ไม่ใช่เลย เพราะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่สามารถลงไปวินิจฉัยใหม่ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ขณะที่การรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ อย่างเช่น พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 หมายถึงถ้าศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว ถึงฎีกา จำเลยติดคุกไปแล้วเพิ่งพบหลักฐานใหม่ว่า อ้าว ฆาตกรตัวจริงโผล่มา หรือยุคสมัยนี้มีการตรวจ DNA แล้วพบว่าจำเลยไม่ได้ฆ่า ก็นำเสนอหลักฐานใหม่มาขอรื้อฟื้นคดีได้ โดยไม่จำกัดเวลาว่าต้อง 30 วัน จะ 5 ปี 10 ปีก็ได้

มาตรา 278 ไปเอา 2 อย่างนี้มายำรวมกัน เพื่อ “ลวงโลก” ว่านี่ไง เขาให้อุทธรณ์นะ มีหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพนะ เป็นธรรมนะ ไม่ใช่ศาลเดียวเบ็ดเสร็จนะ แต่ความจริงหาใช่ไม่

ตรงกันข้ามเวลาตีข่าวไปทั่วโลก ถ้าพาดหัวข่าวสั้นๆว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่รับอุทธรณ์ คดียึดทรัพย์ทักษิณถึงที่สุด คนอ่านไม่ละเอียดก็จะเข้าใจว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เลย (เหมือนตอนศาลพิจารณาคดีทักษิณใหม่ๆ ข่าวฝรั่งชอบบอกว่าทักษิณต้องขึ้น “ศาลคอรัปชั่น” แต่ต่อมาฝรั่งคงเข้าใจเลยไม่ค่อยใช้คำนี้อีก)

ในระบบกฎหมายที่ดำรงอยู่ คดีทักษิณคงจบแค่นี้ ไม่มีทางที่จะหา “หลักฐานใหม่” ต่อให้อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี ก็อ้างหลักฐานใหม่มารื้อฟื้นคดีไม่ได้ เพราะคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งคดีที่ดินรัชดา ทั้งคดียึดทรัพย์ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่พยานหลักฐาน แต่อยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย

คดีที่ดินรัชดาคือการตีความมาตรา 100 กฎหมาย ปปช.ให้มีความผิดอาญา ลงโทษจำคุกได้โดยไม่ต้องมีองค์ประกอบของการทุจริตประพฤติมิชอบ (ถ้ามีการทุจริต เช่นทักษิณสั่งให้แบงก์ชาติช่วยเอื้อประโยชน์ ป่านนี้หม่อมอุ๋ยคงติดคุกหัวโต ไม่ได้จัดงานแต่งคุณปลื้ม)

ส่วนคดียึดทรัพย์คือการตีความกฎหมาย ปปช.ว่าด้วยความร่ำรวยผิดปกติ ว่าสามารถยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีความผิดอาญา จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าได้ทรัพย์สินมาจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เพียงวินิจฉัยว่า “ได้มาโดยไม่สมควร” ก็ยึดทรัพย์ได้แล้ว

ถามว่าจะไปโต้แย้งที่ไหน อย่างไร เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ที่น่าสนใจคือทักษิณจะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก บางคนลือว่าทักษิณถอดใจ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดี สำหรับขบวนประชาธิปไตย แต่ถ้าทักษิณยังคิดจะมานำขบวนการต่อสู้อีก เหมือนที่นำคนเสื้อแดงพ่ายแพ้มา 2 ครั้ง ก็ต้องบอกว่ายังไม่สรุปบทเรียนอีกหรือ ทักษิณควรรู้ตัวและถอยไปอยู่ท้ายแถว ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ร่วมแต่ต้องลดบทบาทไปอยู่ท้ายแถว แล้วสักวันหนึ่งอะไรที่ไม่ได้รับความยุติธรรมค่อยได้คืน

ผมคิดว่าคนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือแม้แต่คนเสื้อแดง ก็ลดความต้องการหรือความจำเป็นที่จะต้องมีทักษิณมาเป็นตัวกระตุ้นในเรื่องความยุติธรรมหรือความรู้สึก “สองมาตรฐาน” อีกแล้ว เนื่องจากการต่อสู้ที่พัฒนามา ทำให้พวกเขาเจอเอง รู้สึกเอง ถูกกระทำเอง โดยเฉพาะถูกจับกุมคุมขังและถูกลงโทษอย่างรุนแรงหลังพฤษภาอำมหิต… ขณะที่พวกม็อบมีเส้นทำผิดกฎหมายร้ายแรง กลับได้รับ “ความปราณี” อย่างแตกต่างกันสิ้นเชิง

บทบาทของทักษิณจากนี้ไปจึงเป็นแค่ “ตัวพ่วง” (และถ้าเป็นตัวถ่วงก็ต้องปลดทิ้ง) แต่ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินไปด้วยตัวเอง ต่อให้ทักษิณไม่สู้ เราก็สู้ โดยไม่ต้องสนใจทักษิณ ไม่ต้องใส่ใจกับพรรคเพื่อไทย (ที่ยังไง้ยังไงก็ไม่มีทางชนะเลือกตั้ง)

ผมสนใจปรากฏการณ์ที่ สกอ.ร่อนหนังสือห้ามกิจกรรมนักศึกษา หรืออาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ห้ามนิสิตชูป้ายประท้วงอภิสิทธิ์มากกว่า นี่แหละคือ “บรรยากาศก่อน 14 ตุลา” ของจริง

พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน ‘คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ’

Mon, 2010-08-23 00:54

นักปรัชญาชายขอบ

ประเด็น “วิวาทะ” เรื่องนิสิตชูป้าย “เตือนความจำ” และขอยื่นหนังสือประท้วง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มาปาฐกถา ในงานครบรอบ 60 ปีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 18 ส.ค. นั้น เป็นประเด็นที่ “น่าสะเทือนใจ”

1. สะเทือนใจที่นักศึกษาถูกยึดป้าย “เตือนความจำอภิสิทธิ์” ด้วยข้อความ เช่น “จะหนึ่งคน หรือแสนคน รัฐบาลก็ต้องฟัง” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ผมอยากเห็นรัฐบาลมีบทบาทในการคุ้มครองประชาชนมากกว่านี้” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน ดีกว่ารัฐบาลอยู่อย่างนี้แล้วพังไปเรื่อยๆ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “หยุดปิดกั้นความคิด หยุดใช้ พ.ร.ก.”

แต่น่าสะเทือนใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ว่า “…นายวีระศักดิ์หวั่นว่าจะเป็นป้ายที่เขียนด้วยถ้อยคำหยาบคาย ด่าพ่อล้อแม่ เหมือนที่ประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง จึงได้ยึดมา”

นี่คือทัศนคติที่ตัดสินล่วงหน้าว่า ถ้าคุณอยู่ฟากเสื้อแดงต้องไม่มีสมองคิด แม้คุณจะเป็นถึง “นิสิตรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ที่ผมสอนคุณมาดีแล้วก็ตาม แต่ถ้าคุณประท้วงอะไรเพื่อปกป้องสิทธิทางการเมืองของคนเสื้อแดง คุณอาจหยาบคาย สูญเสียความเป็น “สุภาพชน” ไป

ทว่าเมื่อได้รู้ข้อความ “เตือนสติ” นายกฯ ตรงๆ ที่แสนสุภาพและสละสวยยิ่งกว่าข้อความ เช่น “กระชับพื้นที่” เพื่อ “คืนความสุข” ให้ “คนกรุงเทพฯ” ในป้ายประท้วงของนักศึกษาแล้ว ไม่เห็นอาจารย์ท่านนั้น “ขอโทษ” นักศึกษา ที่ตนเองเข้าใจผิด มองนักศึกษาต่ำๆ เหมือนที่มองคนเสื้อแดง

2. เหตุผลของอาจารย์สับสนครับ เช่น คำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “แล้วสิ่งที่ต้องคิดนะ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ นี่คือนิสิตกลุ่มหนึ่ง นิสิต 3-4 คนก็แล้วแต่ แล้วเคยถามประชาคมจุฬาฯ ไหม…เคยถามเขาไหมว่า เรามาแสดงออกในเวทีนี้ เขาจะผลักดันนโยบายนี้ ถูกที่ไหม เคยถามหรือเปล่า หรือว่าเอะอะปาวๆ ก็จะแสดงออก แสดงออก ผมก็ถามกลับว่า อยากแสดงออกแล้วทำไมต้องเลือกแค่ช่วงที่บุคคลสำคัญมา ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่ ช่วงต่อจากนั้น ทำไมไม่แสดงออก.. เอ๊ะ เป็นการแสดงออกแบบเลือกที่มักรักที่ชังหรือเปล่า อย่างนี้เรียกเสรีภาพที่แท้จริงหรือ…”

ก็นิสิตเขาต้องการประท้วงนายกฯ เขาก็ต้องแสดงออกเวลาที่นายกฯ มาซิครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณจาตุรนต์ เขาจะไปยืนชูป้ายใน “ช่วงที่คุณจาตุรนต์อยู่” ให้เมื่อย “จุดยืน” (ส้นเท้า) ทำไมครับ? แล้วทำไมการชูป้ายประท้วงนายกฯ การยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกฯ ยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน และรับผิดชอบต่อการปราบปรามประชาชนที่มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จำเป็นที่นิสิต (จะ 1 คน หรือกี่คนก็ตาม) จะต้องถาม “ประชาคมจุฬาฯ” ด้วยหรือครับ?

ประชาคมจุฬาฯ ยิ่งใหญ่คับฟ้าเลยหรือครับ? ทำไมนิสิตจะแสดงสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญ จะต้องไป “ถาม” ประชาคมจุฬาฯก่อนด้วย!

ที่จริงประชาคมจุฬาฯ ควรจะขอบคุณนิสิต 3- 4 คน นะครับ ที่พวกเขาแสดงออกให้สังคมไทยและสังคมโลกได้เห็นว่า ในจุฬาฯ ยังมีคนที่ “สามารถเข้าใจได้” ว่า รัฐบาลที่ทำให้คนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และยังบังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน ปิดกั้นสิทธิทางการเมืองของประชาชนต่างๆ นั้น เป็นรัฐบาลที่ไม่เหลือ “ความชอบธรรม” อยู่อีกแล้ว!

3. ที่อาจารย์บอกว่า “…เราไม่ใช่แสดงเสรีภาพโดยไม่มีขอบเขตอะไรเลย นิสิตอยากแสดงออกแล้วสิทธิของผมในฐานะคนจัดงานประชุมอยู่ตรงไหน สิทธิของผมคือทำให้งานมันเรียบร้อยใช่ไหมครับ” สิทธิที่อาจารย์ต้องจัดงานให้เรียบร้อยนิสิตก็ควรเคารพครับ เหมือนสิทธิการจราจรของคนทั่วไปที่ผู้ประท้วงบนท้องถนนก็ควรเคารพ แต่บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องเลือกว่าสิทธิอันไหนสำคัญกว่า หากการแสดงออกซึ่งสิทธิทางการเมืองมันมีค่าต่อสาธารณชนหรือสังคมโดยรวม หรือความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า สิทธิที่รองลงมา เช่น สิทธิการจราจรในบางช่วงเวลา หรือสิทธิความสะดวกกายสบายใจส่วนบุคคลอื่นๆ ก็อาจต้องเสียสละกันบ้างใช่ไหมครับ! (ภายใต้ “เงาอำมหิต” ของอำนาจนิยม นิสิตเขาคงกลัวว่าถ้าแจ้งให้อาจารย์ทราบล่วงหน้าก่อน คงไม่ได้ชูป้ายประท้วง)

4.การตบท้าย “คำอธิบายตัวเอง” ด้วย “ภาษาอำนาจนิยม” สะท้อนถึงทัศนคติของอาจารย์… “นี่เวทีวิชาการ ผมเป็นคนรับผิดชอบงานนี้ นี่เป็นที่ของผม ถ้ามีปัญหาค่อยฟ้องทีหลัง ” …คำพูดผมหมายถึงสถานที่จัดงาน เป็นความรับผิดชอบของผม ไม่ได้หมายถึงว่าจุฬาฯ เป็นที่ของผม เป็นการตีความที่ผิดความหมาย ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน”

สรุป ปัญหาอยู่ที่ทัศนคติและท่าทีของอาจารย์ เช่น ตัดสินล่วงหน้าว่าคำประท้วงจะหยาบคายเหมือนคนเสื้อแดง (ไม่ชอบคนเสื้อแดงไม่ว่า แต่ไม่ให้เกียรตินิสิตของตัวเองบ้างเลย!) จะแสดงออกทางการเมืองแบบนี้เคยถามประชาคมจุฬาฯ บ้างไหม คุณเคารพสิทธิของผมไหม และ “ท่วงทำนอง” ของคำพูด “ใครเรียนจุฬาฯ จะรู้ว่าที่จุฬาฯเป็นที่พระราชทาน” นั้น แสดงถึง “ระบบความนึกคิด” (ideology) แบบอำนาจนิยมอยู่ในที

และกล่าวอย่างถึงที่สุด ด้วยทัศนคติของคนที่เป็นถึงอาจารย์รัฐศาสตร์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า “พื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมือง” ใน “พื้นที่คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ” ถูกจำกัด (อย่างน้อยก็สำหรับนักศึกษา 3-4 คนนั้น) และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสรีภาพและสิทธิทางการเมืองใน “มโนสำนึก” หรือ “ระบบความนึกคิด” ของนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ของประเทศอย่างน่าสลดหดหู่

ปล. อ่านข่าวประกอบที่ http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30744http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30765 http://www.prachatai3.info/journal/2010/08/30783 และhttp://www.prachatai3.info/journal/2010/08/307686