ประชาไท: บ.ก.ลายจุด ผูกผ้าแดงแยกราชประสงค์

Mon, 2010-07-12 16:25

11 กรกฎาคม 2553 เวลา 17.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมายังสี่แเยกราชประสงค์ กทม.โดยได้นำผ้าเเดงมาผูกตรงเสาของป้ายสี่เเยกราชประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าทำการปราบปรามผู้ชุมนุมกลุ่มคน

เสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยมีกลุ่มประชาชนมาร่วมสนับสนุนกว่า 100 คน ต่างพากันส่งเสียงเเละชูป้ายข้อความ “ที่นี่มีคนตาย”รวมถึงมีกิจกรรมการรณรงค์นำสีแดงมาราดตามตัวและลงไปนอนบนพื้นฟุตบาท แสดงเป็นคนตาย โดยในการชุมนุมได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 นายเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ติดต่อเป็นเครือข่ายกันผ่านเฟซบุ๊ก และสำหรับการนำผ้าเเดงมาผูกที่เสาสี่เเยกราชประสงค์ครั้งนี้เกิดภายหลังจากการที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด ได้ถูก เจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปขังยังค่ายตำรวจตระเวณชายแดนที่ คลอง 5 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และศาลเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 9ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมบัติหรือผู้ใช้นามแฝงในโลกไซเบอร์ว่า บ.ก.ลายจุด กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อเเสดงออกตามแนวทางสันติ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเเละสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รูปเเบบการเเสดงออกเช่นนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมจะต้องเปิดให้มีช่องทางในการเเสดงออก เเละยังมีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของผู้เสียชีวิตเเละผู้บาดเจ็บจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรม เเละเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเเสดงสปิริตต่อการกระทำของตัวเอง

“ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เเละถ้าจะจับผมก็ไม่กลัว เราจะรับอาสาสมัครมาทำกิจกรรมเเบบนี้ขึ้นให้ทางรัฐบาลควบคุมตัวไปเรื่อยๆ จนสถานที่กักกันเต็ม จากนี้อยากจะเริ่มโครงการวันอาทิตย์สีเเดง ทุกวันอาทิตย์จะมีกิจกรรมเเบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ ผมมาคนเดียวเเต่ว่าพอเพื่อนรู้ก็มากันเอง เราอยากเสนอว่าทุกวันอาทิตย์ควรมีกิจกรรมที่เป็นการเเสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เเละผมก็ยังไม่รู้ว่าคราวหน้าจะทำอะไร ขอกลับไปคิดดูก่อน ที่นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ เเละจะขอให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้กับป้ายเเห่งนี้เพื่อช่วยกันเป็นสักขีพยานย้ำเตือนว่าเราจะต้องกลับมาเเละให้ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมไทยสักที อยากให้คนเสื้อเเดงนำผ้าเเดงมา ผูกหรือจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

DSCF0973

ข่าวสดออนไลน์: บก.ลายจุดผูกผ้าแดงอีกครั้งที่”ราชประสงค์”

เน้นย้ำที่นี่ มีคนตาย ไม่หวั่นรัฐ ส่งตร.คุม!


ผูกผ้าแดง- นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด ซึ่งเพิ่งออกจากเรือนจำ นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายสี่เเยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. เพื่อไว้อาลัยให้ประชาชน 90 ศพที่ถูกสังหารในเหตุการณ์สลายม็อบแดง

“บ.ก.ลายจุด”สมบัติ บุญงามอนงค์ เอ็นจีโอประชาธิปไตย ไม่หวั่นโดนศอฉ.ล็อกตัวซ้ำรอย บุกนำผ้าแดงผูกป้ายแยกราชประสงค์รำลึกถึงเหยื่อเหตุการณ์รัฐส่งทหารติดอาวุธสงครามสลายเสื้อแดง คนแห่ร่วมคึกคักชูป้าย “ที่นี่มีคนตาย” เผยตั้งใจแสดงออกทางการเมืองตามแนวทางสันติวิธีต่อไปทุกวันอาทิตย์ ด้าน “มาร์ค” แจงไม่เคยมีคำสั่งขังลืม แต่อ้างว่า พ.ร.ก.ยังจำเป็นต้องคงไว้เพื่อบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมผลักดันกฎหมายยกเว้นโทษผู้คืนอาวุธ ขณะที่พรรคเพื่อไทยจี้รัฐบาลแสดงความบริสุทธิ์ใจเปิดค่ายทหาร “เมืองกาญจน์” ซึ่งต้องสงสัยใช้เป็นสถานที่คุมขังคนเสื้อแดง

“มาร์ค”แจงไม่มีการ”ขังลืม”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงการประกาศยกเลิกพ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงว่า เมื่อ 7 ก.ค.ที่ผ่านมาครบกำหนด 90 วันการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ต่ออายุการประกาศใช้ทุกพื้นที่ แต่ ครม.พิจารณาแล้วเห็นว่าในพื้นที่ที่สถานการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติแล้วควรเร่งคืนความเป็นปกติให้ จึงยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ใน 5 จังหวัด ยืนยันว่าเราจะไม่ใช้กฎหมายนี้นานเกินไป เพราะมีเสียงเรียกร้องจากหลายกลุ่มขอให้ยกเลิก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่เห็นว่าถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพบางส่วน แต่เราพยายามจำกัดสิทธิ์ให้น้อยที่สุด และข้อกำหนดก็ยืดหยุ่นพอสมควร ประชาชนใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ที่จำเป็นต้องคงอำนาจพิเศษนี้ไว้เพื่อให้รัฐบาลบูรณาการการทำงานของเจ้าหน้าที่ สร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และหากพื้นที่ใดมีการเคลื่อนไหวที่มีความเสี่ยงจะได้ป้องกันทัน

นายอภิสิทธิ์ระบุว่า ตนติดตามข่าวสารว่ามีการละเมิดสิทธิ์ของประชาชนจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขอชี้แจงว่าบางครั้งมีความสับสนว่าพ.ร.ก.จะขังใครก็ได้ หรือถึง ขนาดขังลืม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ การควบคุมตัวใครต้องมีหมายศาล และมีช่วงเวลา 7 วัน เมื่อครบกำหนดต้องขอให้ศาลวินิจฉัยหากต้องการขยายเวลา อย่างไรก็ตาม ได้กำชับเจ้าหน้าที่หากมีการร้องเรียนเรื่องละเมิดสิทธิ์ขอให้ตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และการดำเนินการกับใครขอให้เปิดเผยทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยข่าวว่ามีคนไปถูกจับกุมทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง

ดันออกกม.เว้นโทษคืนอาวุธ

“ได้ไปทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนต่างประเทศเพื่อให้ทราบว่าบางอย่างไม่ใช่การกระทำตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เป็นไปตามกฎหมายปกติ อย่างเรื่องการดำเนินคดีกับแกนนำก็เป็นไปตามกฎหมายปกติ และเรื่องการยกเลิกการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นเราประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากเหตุการณ์ปกติก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 90 วันตามระยะ เวลา เพราะแม้ไม่ครบ 90 วันก็ยกเลิกการใช้ได้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ครม.ยังพิจารณาถึงปัญหาอาวุธสงครามที่ตลอดเวลาก่อนการชุมนุมและหลังการชุมนุมมีการใช้อาวุธสงครามก่อเหตุรุนแรง จึงเห็นว่าควรออกกฎหมายเฉพาะกิจ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธสงครามผิดกฎหมายเอามาคืนแก่รัฐภายใน 60 วันนับจากการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว ตอนนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาร่างกฎหมายนี้อยู่ เพื่อผลักดันเข้าสู่สภาได้ในการเปิดสมัยประชุมสภาในเดือนส.ค. 2553 ตนขอความร่วมมือจากส.ส. และส.ว. ให้ออกกฎหมายนี้โดยเร็ว แต่กรณีนี้ไม่รวมถึงผู้ใช้อาวุธสงครามไปก่อความไม่สงบ ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พท.บี้รบ.เปิดค่ายทหารขังแดง


ย้ำเตือน- กลุ่มนักเคลื่อนไหว ทางการเมืองร่วมชุม นุมที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. โดยสวมเสื้อแดงนอนบนถนน พร้อมข้อ ความ “ที่นี่มีคนตาย” ย้ำเตือนเหตุการณ์ความรุนแรง

เวลา 10.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ระบุในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยฯ อ้างว่าไม่มีการขัง 11 แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ที่ จ.กาญจนบุรี ว่า ขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์สั่งให้ทหารเปิดค่ายที่คาดว่าจะใช้ขังคนเสื้อแดงเพื่อความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีการกักขังคนเสื้อแดงอยู่จริง เพราะการออกมาปฏิเสธคงไม่เพียงพอ ขอยืนยันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง เพราะมีชาวบ้านที่ถูกขังมาร้องเรียนต่อพล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งวันที่ 13 ก.ค. เวลา 15.00 น. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เรียกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงไปชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ขังเสื้อแดงที่กาญจนบุรี ตนขอท้าถ้านายสุเทพบริสุทธิ์ใจต้องแสดงสปิริตนักการเมืองไปชี้แจงด้วย ถ้าไม่ไปสัปดาห์หน้าตนจะยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า เมื่อเย็นวันที่ 9 ก.ค. ตำรวจนำคำสั่งเรียกบุคคลเลขที่ 331/ 2553 ของศอฉ. มีคำสั่งให้ตนไปรายงานตัวในวันที่ 13 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมกองทัพบก โดยมีนายสุเทพ ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นผู้ลงนาม การที่ ศอฉ.เรียกตนไปชี้แจงถือเป็นการปิดปาก ขณะที่นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาปูดเรื่องแผนตากสิน 2 และการซ่องสุมกำลัง 3 แห่ง เพราะจากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าไม่มีการซ่องสุมกองกำลังตามที่นายเทพไทอ้าง แต่นายเทพไทไม่ได้ถูกดำเนินการใดๆ ทั้งจากนายกฯ นายสุเทพ และศอฉ. ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมหากให้ตนไปชี้แจงก็ต้องเรียกนายเทพไทไปด้วย

“ผมตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ไม่มีการเรียกตัวนายเทพไท แสดงว่ามีสัญญาณไฟเขียวจากนายกฯ ที่ให้ปูดข่าวแฉรายวัน ตรงนี้เป็นการเล่นคนละบท เพื่อหวังต่อพ.ร.ก. ฉุกเฉินใช่หรือไม่” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

“เทพไท”อ้างปูดฝึกอาวุธแค่ข้อมูลดิบ

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์จากประเทศเกาหลี ถึงกรณีได้รับข้อมูลจากประชาชนเกี่ยวกับการซ่องสุมของชายชุดดำ และมีการฝึกอาวุธของคนกลุ่มหนึ่งและนำข้อมูลดังกล่าวส่งให้ ศอฉ.ตรวจสอบ ว่า เรื่องนี้มีขบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการสร้างกระแสว่าตนเป็นผู้ปูดข้อมูลเท็จออกมา ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลดิบที่ต้องยื่นให้กับ ศอฉ.ตรวจสอบอีกครั้ง โดยตนไม่ได้ยืนยันว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร เพราะไม่มีอำนาจตรวจสอบ ฉะนั้นการที่นายพร้อมพงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามว่าทำไมไม่เรียกตนไปชี้แจงเหมือนกรณีนายพร้อมพงศ์ปูดเรื่องคนเสื้อแดงถูกขังคุกที่ค่ายทหาร จ.กาญจนบุรี แล้วถูก ศอฉ.เรียกไปชี้แจงนั้น ตนเห็นว่าเรื่องนี้มีความแตกต่างกัน ต้องดูเจตนาว่าเป็นอย่างไร

นายเทพไทกล่าวว่า เรื่องที่ตนออกมาพูดเพราะต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ได้รับร้องเรียนเข้ามา ส่วนเรื่องนายพร้อมพงศ์เป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายรัฐบาลและศอฉ. มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ การที่ ศอฉ.มีหมายเรียกนายพร้อมพงศ์ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเห็นว่ามีความถูกต้องแล้ว สำหรับตนไม่จำเป็นต้องเรียกเพราะได้ทำจดหมายอย่างเป็นทางการให้ ศอฉ.ตรวจสอบไปก่อนหน้านี้แล้ว

นายเทพไทให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. เคยประกาศว่าสัปดาห์หน้าจะยื่นเรื่องให้ กกต.เอาผิดกับนายเทพไทในเรื่องนี้ว่า ไม่ทราบว่านายจตุพรใช้กฎหมายข้อไหนดำเนินการ เพราะเรื่องดังกล่าวไม่เข้าข่ายการกระทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าต้องการยื่นให้ตรวจสอบก็เป็นเรื่องดีจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่างน้อยจะได้พิสูจน์ให้กลุ่มคนบางกลุ่มได้รับรู้ความเป็นมาโดยไม่ต้องนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวกดดัน หรือดิสเครดิตตนต่อไป


แฉฆ่า6ศพ- นายวสันต์ สายรัศมี กู้ภัยเล่าถึงเหตุการณ์ฆ่า 6 ศพในวัดปทุมฯ ระหว่างร่วมเสวนาเครือข่ายพิทักษ์พระพุทธศาสนาที่วัดป่าเลไลยก์ จ.สุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังนำบอร์ดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ราชประสงค์มาจัดแสดงด้วย มีคนเสื้อแดงเข้าร่วมงานนับพันคน เมื่อวันที่ 11 ก.ค.

คณิตนำ”คอป.”เปิดประชุม

เวลา 10.00 น. ที่ห้องริมสวน ชั้น 12 โรงแรมเมอร์เคียวฟอร์จูน ถ.รัชดาภิเษก นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) นัดประชุมคณะกรรมการ คอป. เพื่อร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดอำนาจหน้าที่และขั้นตอนการปฏิบัติงานของ คอป. รวมทั้งสรรหากรรมการ คอป. คนใหม่แทนนายไพโรจน์ พลเพชร ที่ขอถอนตัว

นายคณิต แถลงภายหลังการประชุมร่วม 3 ชั่วโมง ว่า การประชุมวันนี้ไม่เป็นทางการ เนื่องจากยังออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสร็จ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า คอป.จะปฏิบัติงานได้อย่างเป็นทางการ ภารกิจแรกที่จะเริ่มทันที คือ การตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จากพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งบุคคล เอกสาร และวัตถุพยานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายรัฐบาล กลุ่มผู้ชุมนุม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ และสื่อมวลชนทั้งในและต่างประ เทศ เพื่อหาความจริงในมุมมองของ คอป.ว่า เหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมาได้อย่างไร คาดภายใน 4-6 เดือนจะมีรายงานฉบับแรกเปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นต่อสาธารณชนได้ นายคณิต กล่าวว่า ส่วนการสรรหากรรมการ คอป. คนใหม่มาแทนนายไพโรจน์ ขณะนี้กำลังทาบทามอยู่ อีกไม่นานคงทราบกัน อย่างไรก็ตาม แม้นายไพโรจน์จะไม่สะดวกใจที่มีชื่ออยู่ใน คอป. แต่ก็ยังให้ช่วยเหลือและสนับสนุนการทำงานของ คอป.ต่อไป

ดึง”ต่างชาติ”ร่วมสอบสวน

นายสมชาย หอมละออ กรรมการ คอป. ซึ่งจะเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบงานตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบเม.ย.-พ.ค.2553 กล่าวว่า คอป.จะเป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย และแสวงหาเพิ่มเติมข้อเท็จจริงบางส่วนที่ขาดหายหรือไม่ตรงกัน ในการทำงานจะตั้งทีมงานประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ผู้มีประสบการณ์และชำนาญในด้านที่เกี่ยวข้องจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมวิเคราะห์พยานหลักฐานและแสวงหาความจริงเพิ่มเติม รวมทั้งเปิดเวทีสาธารณะเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองฝ่ายและสื่อมวลชนมาร่วมให้ข้อมูล โดยรายงานฉบับแรกของ คอป. จะไม่มีการระบุว่าใครถูกใครผิดแบบการสอบสวนของตำรวจ แต่จะบอกว่าความจริงคืออะไร และมีส่วนเกี่ยวโยงให้เกิดความรุนแรงได้อย่างไร

นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานมูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการ คอป. กล่าวว่า เมื่อ คอป. มีสำนักงานของตนเองอย่างเป็นทางการแล้ว จะเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินการของ คอป. ให้สาธารณชนทราบเป็นระยะๆ ที่สำคัญอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนทุกแขนงที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 ส่งข้อมูลหรือบอกเล่าข้อเท็จจริงที่พบเห็นในเหตุการณ์ให้กับ คอป. เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง การให้ข้อมูลครั้งนี้จะไม่เปิดเผยรายชื่อผู้ให้ข้อมูล เพื่อความปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเรียกตัวไปเป็นพยานในชั้นศาล

“บก.ลายจุด”ผูกผ้าแดงราชประสงค์

เวลา 17.00 น. วันเดียวกัน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและเอ็นจีโอประชาธิปไตย เดินทางมายังสี่แเยกราชประสงค์ กทม. เพื่อนำผ้าเเดงมาผูกตรงเสาของป้ายสี่เเยกราชประสงค์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลใช้กำลังทหารสลายผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. มีกลุ่มประชาชนมาร่วมสนับสนุนกว่า 50 คน ต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องเเละชูป้ายข้อความ “ที่นี่มีคนตาย”

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับนายสมบัติครั้งนี้ส่วนใหญ่ทราบข่าวผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊กของนายสมบัติ ซึ่งโพสต์ข้อความเอาไว้ว่าวันนี้จะนำผ้าเเดงมาผูกที่เสาสี่เเยกราชประสงค์อีกครั้งภายหลังจากถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปขังยังค่ายตชด. คลอง 5 จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และศาลเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 9 ก.ค. จึงมาให้กำลังใจกันเป็นจำนวนมาก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก จากนั้นนายสมบัตินำผ้าเเดงผืนใหญ่ที่เตรียมมาผูกล้อมไปที่เสาทั้ง 2 ต้นของป้ายสี่เเยกราชประสงค์ พร้อมยืนโชว์ให้ช่างภาพสื่อมวลชนเก็บภาพ เรียกเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากกับกลุ่มที่มาให้กำลังใจ รวมถึงประชาชนที่สัญจรไปมาพากันเข้ามามุงดูว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

นายสมบัติกล่าวว่า วันนี้มาเพื่อเเสดงออกตามแนวทางสันติ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเเละสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รูปเเบบการเเสดงออกเช่นนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมจะต้องเปิดให้มีช่องทางในการเเสดงออก เเละยังมีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของผู้เสียชีวิตเเละผู้บาดเจ็บจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรม เเละเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเเสดงสปิริตต่อการกระทำของตัวเอง

ตร. 30 นายเฝ้าสังเกตการณ์

ต่อข้อถามว่าหลังออกมาจากค่าย ตชด.เเล้วเป็นอย่างไรบ้าง นายสมบัติกล่าวว่า ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่าย ตชด.ภาค 1 ปทุมธานี เป็นเวลา 14 วันในอาคารหลังหนึ่งมีรั้วลวดหนามมาควบคุมพื้นที่ไว้ ซึ่งเป็นการจำกัดพื้นที่เท่านั้น เเต่ว่าไม่ได้เป็นผู้ต้องหาเป็นเพียงผู้ต้องสงสัย โดยเป็นวิธีการหนึ่งที่รัฐใช้กฎหมายเข้าควบคุมคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง อยากเรียนว่าตนไม่ใช่พวกฮาร์ดคอร์เเละอยู่บนดิน ทุกครั้งจะทำอะไรเเจ้งให้ทราบตลอด รัฐบาลไม่ควรจะดำเนินการใช้กฎหมายที่ไม่ชอบธรรมกับประชาชนที่มีเเนวทางสันติวิธีเพราะว่ารัฐบาลได้พบก่อนหน้านี้เเล้วว่าสามารถเเยกเเยะได้ระหว่างกลุ่มที่เรียกว่าผู้ก่อการร้าย

“ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เเละถ้าจะจับผมก็ไม่กลัว เราจะรับอาสาสมัครมาทำกิจกรรมเเบบนี้ขึ้นให้ทางรัฐบาลควบคุมตัวไปเรื่อยๆ จนสถานที่กักกันเต็ม จากนี้อยากจะเริ่มโครงการวันอาทิตย์สีเเดง ทุกวันอาทิตย์จะมีกิจกรรมเเบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ ผมมาคนเดียวเเต่ว่าพอเพื่อนรู้ก็มากันเอง เราอยากเสนอว่าทุกวันอาทิตย์ควรมีกิจกรรมที่เป็นการเเสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เเละผมก็ยังไม่รู้ว่าคราวหน้าจะทำอะไร ขอกลับไปคิดดูก่อน ที่นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ เเละจะขอให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้กับป้ายเเห่งนี้เพื่อช่วยกันเป็นสักขีพยานย้ำเตือนว่าเราจะต้องกลับมาเเละให้ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมไทยสักที อยากให้คนเสื้อเเดงนำผ้าเเดงมาผูกหรือจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายสมบัติผูกผ้าเเดงเสร็จ พร้อมให้สัมภาษณ์นักข่าวเรียบร้อยก็ขอตัวกลับ โดยมีตำรวจ สน.ลุมพินี ร่วมสังเกตการณ์ 30 กว่านาย เเละไม่มีเหตุรุนเเรงใดๆ เกิดขึ้น ไม่มีการควบคุมตัวนายสมบัติเหมือนเมื่อ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมาตามหมายเรียกจากทางศอฉ. ฐานฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินกรณีจัดชุมนุมบริเวณใต้ทางด่วน ใกล้ปากซอยลาดพร้าว 71 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังเกิดเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

หน้า 1

เบน แอนเดอร์สัน: ทำไมบทบาทของปัญญาชนสาธารณะจึงเสื่อมถอยลง?

Mon, 2010-07-12 02:59

เบน แอนเดอร์สัน

หมายเหตุ: แปลโดย ภัควดี แปลจาก Benedict Anderson, “Why is the role of Public Intellectuals in decline?” ปาฐกถาเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีโครงการ Public Intellectuals Project ของ Nippon Foundation ที่มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila, 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพลิดเพลินกับการอ่านเอกสารวิชาการประจำปีของมูลนิธิ Nippon Foundation งานเขียนส่วนใหญ่ให้ความรู้เปิดหูเปิดตา ไม่ใช่แค่ในด้านคุณภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความกว้างขวางในการเปรียบเทียบ และประตูที่เปิดออกสู่เครือข่ายประชาชนมากมายหลายเครือข่าย ซึ่งใส่ใจเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของนโยบายรัฐที่มีมากมายเป็นบัญชีหางว่าว กระนั้นก็ตาม โดยรวมแล้ว งานเขียนเหล่านี้สะกิดความความไม่สบายใจบางอย่างขึ้นมาในใจผม คงเป็นเพราะผมเคยใช้เวลาหลายปีในมหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการที่เรียกกันว่า “นักรัฐศาสตร์”

ทศวรรษที่ผ่านมา กล่าวคือ ค.ศ. 1998-2008 (พ.ศ. 2541-2551) เป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลาย ๆด้าน ไม่เพียงเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนใจศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงโลกทั้งหมดด้วยทศวรรษนี้ลงเอยด้วยวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกครั้งร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (The Great Depression) เมื่อทศวรรษ 1930 และเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในภูมิภาคนี้เมื่อค.ศ. 1997-1998 (พ.ศ. 2540-2541)

กล่าวในด้านการเมืองนั้น ทศวรรษนี้เริ่มต้นด้วยการปะทุขึ้นมาของการเมืองแบบปฏิรูปที่น่าชื่นชม แต่ลงท้ายอย่างน่าผิดหวังด้วยการลงหลักปักฐานของระบอบคณาธิปไตยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศไทยและมาเลเซียในทุกประเทศที่กล่าวมานี้ ระดับของความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง และการที่รัฐเข้าไปควบคุมสื่อมวลชนนับวันจะยิ่งหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

สิ่งที่สะดุดใจผมเมื่ออ่านเอกสารจำนวนมากในรายงานประจำปีของมูลนิธิก็คือ ความปั่นป่วนวุ่นวายทั้งหมดนี้กลับแทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย ลองยกประเทศไทยเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นยาวนาน ซึ่งมีสัญญาณส่อเค้าให้เห็นตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นศตวรรษใหม่แต่เอกสารเกี่ยวกับประเทศไทยแทบไม่เอ่ยชื่อของทักษิณชินวัตร ปัญหาของสถาบันกษัตริย์ หรือปัญหาอันน่าขมขื่นของการก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพูดภาษามลายูในเอกสารเหล่านี้ไม่มีคำเตือนถึงการเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เราอ่านเจอทุกวันในหน้าหนังสือพิมพ์ เราสามารถอ่านเอกสารเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับฟิลิปปินส์ โดยไม่ได้ความเข้าใจอะไรเลยเกี่ยวกับความหายนะที่เกิดจากการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของนางกลอเรียมาคาปากัล อาร์โรโย ฯลฯ

ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

เราอาจเริ่มต้นที่ความเสื่อมถอยระยะยาวของจารีตปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งมีผู้อ่านหรือผู้ชมคือสาธารณชนทั่วไปในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ปัญญาชนสาธารณะที่มีอิทธิพลมากที่สุดในฟิลิปปินส์คือเรนาโต คอนสตันติโน (Renato Constantino) เขาเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ไว้มากมาย โดยมีบุคลิกแบบชาตินิยมฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน และแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “จิตใจแบบอาณานิคม” ที่ตกค้างอยู่ในเพื่อนร่วมชาติเขาไม่ใช่คนเดียวที่มีลักษณะแบบนี้ ยกตัวอย่างเช่น วิลเลียม เฮนรี สกอตต์ (William Henry Scott) ชาวอเมริกันโปรเตสแตนท์ ก็เขียนหนังสือที่มีอิทธิพลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคต้นของฟิลิปปินส์ และการละเมิดสิทธิ์ชนเผ่ากลุ่มน้อยในเขตกอร์ดีเยราของเกาะลูซอน ทั้งสองคนนี้ไม่ใช่นักวิชาการหรือนักหนังสือพิมพ์อาชีพ ทุกวันนี้ คนที่มีบารมีแบบนี้แทบไม่มีเหลืออีกแล้วไม่มีชาวอินโดนีเซียคนไหนที่มีผลงานยิ่งใหญ่เทียบชั้นได้กับปรามูเดีย อนันตา ตูร์ผู้ล่วงลับ ทั้ง ๆที่ปรามูเดียเรียนไม่จบไฮสกูลด้วยซ้ำ แต่เขาฝากผลงานนวนิยายและเรื่องสั้นอันวิเศษไว้ให้แก่สาธารณชน ถึงแม้ต้องใช้เวลาถึง 13 ปีอยู่ในคุก จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่มีผู้สืบทอด

ในประเทศไทย สุลักษณ์ ศิวรักษ์คือนักวิจารณ์สังคม-การเมืองที่มีอิทธิพลที่สุดในประเทศมาหลายทศวรรษ และโดนข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายต่อหลายครั้ง สุลักษณ์ไม่มีตำแหน่งทางวิชาการและไม่ใช่นักหนังสือพิมพ์ ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงวัยเจ็ดสิบปีและไม่มีผู้สืบทอดที่ชัดเจน

มาเลเซียมีคนแบบนี้อยู่คนหนึ่ง ซึ่งยังค่อนข้างหนุ่ม เป็นนักเสียดสี บรรณาธิการ นักเขียนความเรียงและนักสร้างภาพยนตร์ที่โดดเด่น เขาชื่ออามีร์มูฮัมมัด (Amir Muhammad) ก็อีกนั่นแหละ เขาไม่ใช่นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์หรือข้าราชการแต่เขาก็ค่อนข้างโดดเดี่ยวเช่นกัน

เพื่อน ๆคงสังเกตเห็นแล้วว่า ผมจงใจเน้นย้ำการขาดหายไปของอาชีพนักวิชาการ จากประเด็นนี้ ผมต้องการชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งสองประการ ซึ่งทำให้การดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ประการแรกคือ การสร้างความเป็นวิชาชีพของมหาวิทยาลัย โดยใช้แนวทางตามอย่างอเมริกัน ซึ่งหยิบยืมลอกแบบมาจากเยอรมนีสมัยศตวรรษที่ 19 อีกทีหนึ่งการสร้างความเป็นวิชาชีพ (professionalisation) นี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาจากการแยกสาขาวิชาอันกลายมาเป็นสถาบันที่ทรงพลัง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การแบ่งแยกความรู้และการศึกษาออกเป็นส่วนๆ ตามตรรกะของการแบ่งงานกันทำการแบ่งแยกเช่นนี้กีดกันไม่ให้นักประวัติศาสตร์สนใจมานุษยวิทยาหรือนักเศรษฐศาสตร์สนใจสังคมวิทยา แต่มันมีความหมายอีกนัยหนึ่งว่า ผู้อาวุโสในสาขาวิชาต่างๆ จะมีบทบาทอย่างมากในการกำหนดชี้ชะตาความสำเร็จทางวิชาการของนักวิชาการรุ่นใหม่ ๆด้วย

อนึ่ง การสร้างความเป็นวิชาชีพยังส่งเสริมการพัฒนาศัพท์เทคนิคที่เข้าใจกันเฉพาะในหมู่นักวิชาการที่อยู่ในสาขาวิชาเดียวกัน นี่หมายความว่ามันยิ่งทำให้นักวิชาการเขียนให้นักวิชาการด้วยกันเองอ่าน ตีพิมพ์ใน “วารสารทางวิชาการ” และในสื่อสิ่งพิมพ์ของมหาวิทยาลัยแนวโน้มเช่นนี้ทำให้สาธารณชนทั่วไปถูกกีดกันออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆการเขียนหนังสือให้คนทั่วไปอ่านมักถูกตีตราว่าตื้นเขินและไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ภาษาที่สละสลวยได้รับการยกย่องน้อยลงๆ

อย่างไรก็ตาม อเมริกามีลักษณะเฉพาะในบางแง่มุม ประการแรกสุด อเมริกาไม่มีมหาวิทยาลัยรัฐในระดับชาติ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นๆเกือบทุกประเทศทั่วโลก มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดของอเมริกาเกือบทั้งหมดเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ประการที่สอง อเมริกาพัฒนามหาวิทยาลัยขึ้นมาหลายพันแห่งเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของมหาชน ในยุคสมัยที่ถือกันว่าปริญญาบัตรคือเงื่อนไขในการหางานรายได้ดี ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยประการที่สาม ประเทศนี้มีจารีตยาวนานของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อปัญญาชนมหาวิทยาลัยโดยรวม นั่นหมายความว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอิทธิพลเชื่อมโยงกับชนชั้นนำทางการเมืองหรือสื่อมวลชน

แต่ตัวอย่างของอเมริกาก็มีอิทธิพลอย่างยิ่งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา สืบเนื่องจากการครองความเป็นใหญ่ในโลกระหว่างและหลังจากสงครามเย็นเยาวชนหลายหมื่นคนจากหลาย ๆ ส่วนของโลกที่เรียกว่า “โลกเสรี” ได้รับเชิญให้มาศึกษาต่อขั้นสูงที่อเมริกา และได้รับทุนอุดหนุนเหลือเฟือจากมูลนิธิเอกชนและหน่วยงานรัฐเมื่อกลับไปบ้าน คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักเจริญรอยตามตัวอย่างของอาจารย์และสร้างชีวิตมหาวิทยาลัยขึ้นมาตามต้นแบบ โดยมักได้รับการสนับสนุนทางการเงินและการเมืองจากอเมริกาเป็นอย่างมาก แต่พวกเขาก็ประกอบภารกิจนี้ได้เพียงบางส่วน อันเนื่องมาจากลักษณะของสังคมบ้านเกิดของคนหนุ่มสาวเหล่านี้

ยกตัวอย่างเช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยระดับสุดยอดมักเป็นของรัฐ และคณาจารย์เป็นข้าราชการในแบบใดแบบหนึ่ง มีจารีตยาวนานของการเคารพผู้มีการศึกษาสูง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระเบียบสังคมทั้งในยุคก่อนอาณานิคมและยุคอาณานิคมความเคารพต่อผู้มีการศึกษาสูงนี้ได้รับการตอกย้ำจากการมีเส้นสายเชื่อมโยงกับรัฐอย่างเหนียวแน่นอาจารย์มหาวิทยาลัยสามารถเข้าถึงชนชั้นนำทางการเมืองและสื่อมวลชนในลักษณะที่นึกคิดแทบไม่ออกเลยในสหรัฐอเมริกาในอีกด้านหนึ่ง สถานะทางสังคมของพวกเขามักสวนทางกับการสนับสนุนทางการเงินที่พวกเขาได้รับ ในสหรัฐอเมริกาอาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับค่าตอบแทนสูงมาก ศาสตราจารย์อาวุโสหลายคนมีรายได้ถึง 100,000 ดอลลาร์ (3.2 ล้านบาท)ขึ้นไปต่อปี ตรงกันข้าม ในอุษาคเนย์นั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้ต่ำ จึงต้องหาทางออกด้วยการรับงานโครงการวิจัยของรัฐที่ไร้ประโยชน์ หาลำไพ่พิเศษด้วยการสอนที่มหาวิทยาลัยอื่น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์และอาศัยช่องทางต่างๆ ในสื่อมวลชน เช่น เขียนบทความในหนังสือพิมพ์ ทำรายการทีวีฯลฯ อาจารย์เหล่านี้จึงมักละเลยหรือไม่สนใจนักศึกษา หรือไม่ก็ปฏิบัติต่อนักศึกษาแบบราชการนักวิชาการจำนวนไม่น้อยไม่ยอมสอนหนังสือเลย แต่เลือกไปกินตำแหน่งในสถาบันวิจัยที่แทบไม่มีผลงานใดๆนี่คือเหตุผลที่นักศึกษาเก่งๆ จำนวนมากมักศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองและดูแคลนอาจารย์เพียงในนามเหล่านี้

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ นักวิชาการหลายคนจึงแสวงหาความสำเร็จด้วยการเข้าข้างชนชั้นนำทางการเมือง หรือไม่ก็แข่งขันแย่งชิงทุนจากหน่วยงานต่างๆ ของประเทศร่ำรวย ซึ่งก็มีวาระแฝงเร้นของตนเองแนวโน้มแบบนี้มีข้อเสียในตัวมันเอง ผมจำได้ดีถึงเจ้าหน้าที่สตรีผู้ขยันขันแข็งอย่างยิ่งคนหนึ่ง ซึ่งคอยจัดการการให้ทุนของมูลนิธิโตโยต้าแก่สถาบันการศึกษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอบอกว่าเธอรู้สึกตกใจจริงๆที่พบว่า นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ที่มาร่วมการประชุมสัมมนาที่มูลนิธิเป็นผู้สนับสนุนให้จัดขึ้นพวกเขาไม่เพียงคาดหวังว่ามูลนิธิต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ถึงขนาดเรียกร้องเงินสดตอบแทนการมาร่วมประชุมด้วย เงินตอบแทนมักถูกใช้ไปกับการช้อปปิ้งสินค้าราคาแพง

การหาลำไพ่พิเศษกับสื่อมวลชนก็มีปัญหาในแบบของมันการออกทีวีได้รับค่าตอบแทนดี แต่ไม่ว่าใครก็มักมีเวลาไม่เกิน 5 นาที ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอธิบายสาระสำคัญอะไรได้การเขียนคอลัมน์อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยกระตุ้นให้นักวิชาการเขียนให้สาธารณชนในวงกว้างอ่าน แต่นักวิชาการที่จริงจังย่อมไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้ทุกสัปดาห์ โดยไม่พูดซ้ำซากวนไปวนมา หรือพูดถึงแต่ตัวเอง แถมยังต้องเชื่อฟังคำชี้นำของบรรณาธิการและเจ้าของหนังสือพิมพ์อีกต่างหาก นักวิชาการเหล่านี้กลายเป็นลูกจ้าง ลูกจ้างของรัฐ ของมูลนิธิต่างประเทศ หรือไม่ก็เป็นลูกจ้างของเจ้าพ่อหนังสือพิมพ์และผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาจึงมีเวลาน้อยมากที่จะทำงานวิจัยอย่างจริงจัง เขียนหนังสือที่มีความสำคัญ หรือท้าทายอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง มิหนำซ้ำ พวกเขายังปิดหูปิดตาตัวเองอย่างประหลาดด้วย

ผมขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง สองสามปีก่อน ผมไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงเทพฯให้อาจารย์และนักศึกษาราว 300 คนฟัง ในระหว่างการบรรยายนั้น ผมกล่าวยืดยาวพอควรเกี่ยวกับอัจฉริยะแท้จริงคนแรกที่ประเทศไทยผลิตขึ้นมานับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 นั่นคือ นักสร้างภาพยนตร์ชั้นยอดอย่างอภิชาติพงศ์วีระเศรษฐกุล ซึ่งได้รับรางวัลใหญ่สองรางวัลที่เมืองคานส์ในช่วงเวลาแค่สามปี อีกทั้งยังได้รับรางวัลมากมายทั่วทั้งโลกภาพยนตร์ด้วยในตอนท้าย ผมถามผู้ฟังว่าใครเคยได้ยินชื่ออภิชาติพงศ์ขอให้ยกมือขึ้น มีคนยกมือประมาณ 10 คน เป็นนักศึกษาทั้งหมด มีกี่คนที่เคยดูภาพยนตร์ของเขา? มีประมาณ 6 คน นักศึกษาทั้งหมดเช่นกัน

ชั่วขณะนั้นเองที่ผมตระหนักถึงการปิดหูปิดตาตัวเองอย่างโง่เขลาของเหล่าอาจารย์ทั้งหลาย ซึ่งคงดูแต่หนังฮอลลีวู้ด และความหยิ่งจองหองของพวกเขา ก็นักสร้างภาพยนตร์ไม่มีปริญญามหาวิทยาลัยน่ะสิ! แทบไม่มีสะพานเชื่อมระหว่างอาจารย์กับนักสร้างภาพยนตร์ นักเขียนนวนิยายและจิตรกรฯลฯ ไม่น่าแปลกใจที่นักสร้างภาพยนตร์และนักเขียนนวนิยายเองก็มีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีนักต่ออาจารย์มหาวิทยาลัยมีเพียงนักศึกษาที่ยังไม่มีวิชาชีพเท่านั้นที่เชื่อมโยงระหว่างโลกทั้งสอง ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นเหตุผลบางประการว่าทำไมเราจึงไม่ค่อยพบปัญญาชนสาธารณะในมหาวิทยาลัย ถึงแม้มีข้อยกเว้นสำคัญอยู่เสมอก็ตามความเป็นวิชาชีพ สถานะข้าราชการ ความใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมือง ความไร้วัฒนธรรม การดูถูกดูแคลนนักศึกษา ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่มีบทบาททั้งสิ้น

แต่เราไม่สามารถกล่าวโทษมหาวิทยาลัยโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมของมัน ผมจึงขอกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญประการที่สองที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของปัญญาชนสาธารณะ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจนิยามได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปของชนชั้นนำและวิธีการที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากอำนาจรัฐ

เรื่องแรกที่น่าสังเกตคือค่านิยมของชนชั้นนำที่มักส่งลูกหลานเรียนชั้นประถมและมัธยมในโรงเรียนที่เรียกว่า “โรงเรียนนานาชาติ” ในประเทศของตัวเอง จากนั้นก็ส่งไปต่างประเทศเพื่อทำปริญญาในสาขาต่าง ๆส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ และอังกฤษ ตลอดจนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฯลฯทัศนคติเช่นนี้มีความหมายชัดเจนคือความไม่แยแสหรือถึงขั้นดูถูกสถาบันการศึกษาในประเทศของตัวเอง ด้วยเหตุผลนี้ ชนชั้นนำจึงไม่ค่อยมีความสะดุ้งสะเทือนกับอิทธิพลทางการเมืองที่แทรกแซงชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก ถึงที่สุดแล้ว มีแต่ปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเท่านั้นที่มีเกียรติภูมิอย่างแท้จริง

สถานการณ์นี้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยได้เอกราชใหม่ๆ เมื่อทุกคนภาคภูมิใจกับโรงเรียนของตัวเอง และครูบาอาจารย์ก็ยังเป็นที่เคารพยกย่อง พวกลูกหลานชนชั้นนำไปเรียนอะไรมา ถ้าหากว่าพวกเขายอมเรียนหนังสือบ้าง? คุณแน่ใจได้เลยว่าปริญญาบัตรส่วนใหญ่ที่พวกเขาได้มามักเป็นสาขาวิชาชีพเชิงพาณิชย์ เช่น บริหารธุรกิจ การตลาด เศรษฐศาสตร์ไอที ฯลฯ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ วรรณคดี มานุษยวิทยาหรือจิตวิทยาแน่ ๆเพราะสาขาวิชาเหล่านี้มักถูกมองว่า “ไร้ประโยชน์” และไม่ตรงกับความต้องการสำหรับ “ลูกหลานของเรา” ซึ่งจะต้องกลับมาสืบทอดตำแหน่งของพ่อแม่ในระบบการเมืองที่การเล่นพรรคเล่นพวกได้รับการส่งเสริมอย่างไร้ยางอายมากขึ้นทุกทีๆ

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ: ครั้งล่าสุดที่ผมได้คุยกับอามีร์มูฮัมมัด เขาบอกผมว่า สำนักพิมพ์เล็ก ๆของเขาเพิ่งตีพิมพ์หนังสือรวมเรื่องสั้นของนักเขียนเกย์และเลสเบี้ยน เนื่องจากทราบดีว่า มาเลเซียมีกฎหมายลงโทษความสัมพันธ์ทางเพศที่ “อปกติ” ค่อนข้างหนักหน่วงทีเดียว ผมจึงถามเขาว่า เขาไม่กริ่งเกรงการลงโทษหรือ “ไม่เลย” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ชนชั้นปกครองของเราไม่เคยอ่านหนังสือ อย่างมากก็อ่านแค่คำแนะนำด้านนโยบายสองหน้ากระดาษกับหนังสือพิมพ์เท่านั้น อีกอย่างหนึ่ง หนังสือเล่มนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งพวกเขาก็ไม่ค่อยถนัดอยู่แล้ว”

ตัวอย่างที่สะท้อนภาพให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคเผด็จการยาวนานของซูฮาร์โต ในค.ศ. 1978 (พ.ศ. 2521) มีเหตุการณ์ที่นักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศลุกฮือขึ้นแข็งข้อต่อรัฐบาล ซึ่งก็ถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็วผู้นำทางปัญญาส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบัน Technical Institute of Bandung (ในภาษาอินโดนีเซียคือ Institut Teknologi Bandung–ITB) อันทรงเกียรติ แต่ในการลุกฮือขึ้นต่อต้านซูฮาร์โตใน ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) หรืออีกยี่สิบปีต่อมา สถาบันนี้กลับไม่หลงเหลือบทบาทและไม่ทำอะไรเลย ทำไม? เหตุผลนั้นง่ายมาก ซูฮาร์โตต้องการการพัฒนาโดยไม่ต้องพะวงกับเสียงคัดค้าน รัฐบาลของเขาจึงจ้างบัณฑิตจาก ITB จำนวนมาก และมักส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาทำงานในกระทรวงต่าง ๆที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ซึ่งต่อมาไม่นาน กระทรวงเหล่านี้ก็ขึ้นชื่อฉาวโฉ่ในด้านการเล่นพรรคเล่นพวกและการคอร์รัปชั่นผู้นำเผด็จการรู้ดีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ภัยคุกคาม พวกเขาไม่มีฐานทางการเมืองหรือต้นทุนทางศีลธรรมในสังคมอินโดนีเซียอีกแล้วนักศึกษาที่มาแทนที่คนเหล่านี้มาจากมหาวิทยาลัย “ชั้นสอง” ซึ่งมักเป็นมหาวิทยาลัยด้านศาสนาและมหาวิทยาลัยเอกชน

รัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อผมยื่นขอวีซ่าสำหรับนักวิจัยใน ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504) ผมต้องรอถึงเก้าเดือนกว่าวีซ่าจะได้รับอนุมัติ เหตุผลหลักคือความเกียจคร้านของระบบราชการ แต่ก็มีความกลัวที่เข้าใจได้ด้วยว่า นักวิจัยต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาอาจเป็นสายลับของซีไอเอภายใต้รัฐบาลซูฮาร์โต ซึ่งเป็นคนโปรดของสหรัฐฯ มีความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถานการณ์แย่ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลซูฮาร์โตต้องการมีอำนาจควบคุมเบ็ดเสร็จเหนือนักศึกษาต่างชาติทุกคน โดยสั่งห้ามไม่ให้ศึกษาเรื่องอะไรก็ตามที่รัฐบาลถือว่า “อ่อนไหว” การควบคุมนี้อยู่ภายใต้หน่วยสืบราชการลับของรัฐ โดยอาศัยหน้าฉากของสถาบันที่เคยดูเหมือนใจกว้าง นั่นคือ สถาบัน Indonesian Institute for the Sciences (ภาษาอินโดนีเซียคือ Lembaga Ilmu Pengetahuan Indonesia—LIPI) ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการของรัฐ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนี้คือนักวิจัยที่รัฐไว้วางใจ ซึ่งแทบไม่เคยสอนนักศึกษาและมีความเชื่อมโยงกับนักศึกษาน้อยมาก เทคนิคการบริหารจัดการแบบนี้แพร่ไปถึงมาเลเซียและประเทศไทย และมีบ้างเล็กน้อยในฟิลิปปินส์อำนาจการยับยั้งของหน่วยงานสืบราชการลับในประเทศเหล่านี้มีมากถึงขนาดที่นักศึกษาที่มาขอวีซ่าวิจัยต้องหันไปหาโครงการที่ปลอดภัยไม่มีพิษมีภัย หรือไม่ก็เรียนรู้วิธีการโกหกอย่างฉลาดปราดเปรื่อง

นักศึกษาต่างประเทศส่วนใหญ่ได้รับเงินทุนจากมูลนิธิเอกชนหรือรัฐบาลในต่างประเทศ สถาบันเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันสัญชาติอเมริกัน ญี่ปุ่น ดัทช์ อังกฤษ ฝรั่งเศสแคนาดา ฯลฯต่างก็มีเป้าหมายระยะยาวในใจ และมีนักศึกษาหลายสิบหรืออาจถึงหลายร้อยคนที่ต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันดังกล่าวรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งมีผลประโยชน์มากมายทับซ้อนอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่นอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ย่อมต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความบาดหมางกับรัฐบาลในประเทศนั้นๆมูลนิธิเอกชนก็เผชิญปัญหาคล้าย ๆกัน กล่าวคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นให้เกิดงานวิจัยที่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างความขุ่นเคืองหรือไม่พอใจต่อกลไกรัฐถ้ากล้าหาญเกินไป ก็อาจถูกสั่งห้าม โครงการถูกสกัดขัดขวาง ความสัมพันธ์ที่มีกับกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ และเหนืออื่นใดคือหน่วยสืบราชการลับทั้งหลาย เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยลูกล่อลูกชนอย่างมากภายใต้ความกดดันเช่นนี้ เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หน่วยงานและมูลนิธิเหล่านี้รู้สึกจำเป็นต้องรอบคอบระแวดระวังและอนุรักษ์นิยม ดังนั้น เห็นได้โดยง่ายว่า เหตุใดโครงการที่มีจุดมุ่งหมายที่ดีมักไม่ค่อยเอื้ออำนวยต่อปัญญาชนสาธารณะ แต่มักเน้นโครงการวิจัยแบบเทคโนแครตหรือโครงการขนาดเล็กๆที่ไม่น่าจะสร้างปัญหา ทั้งต่อหน่วยงานและมูลนิธิเอง รวมทั้งเยาวชนที่พวกเขาส่งเสริมและให้ทุนสนับสนุนด้วย

ภายในรัฐหรือกลุ่มพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับรัฐ มักมีกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจในการยับยั้ง (veto-groups) ซึ่งเราควรให้ความสนใจผมขอยกตัวอย่างจากแต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการศึกษาของมูลนิธิ Nippon Foundation ในอินโดนีเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งกลุ่มสำคัญคือกองทัพและนักการเมืองมุสลิม ผมคิดไม่ออกเลยว่ามีหนังสือดีๆ ที่เขียนเกี่ยวกับกองทัพอินโดนีเซีย (ในระดับชาติ)สักเล่มเดียวตีพิมพ์ออกมาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเขียนโดยนักวิชาการชาวอินโดนีเซียหรือชาวต่างประเทศ งานเขียนที่ดีที่สุดส่วนใหญ่เท่าที่มีอยู่มาจากโลกของเอ็นจีโอ เช่น องค์กรนิรโทษกรรมสากล องค์กร Indonesia Watch ตลอดจนเอ็นจีโอท้องถิ่นเล็กๆ แต่งานเขียนเหล่านี้ไม่เป็นระบบมากนักและมักเน้นไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนในระดับต่างๆ และในท้องที่ต่าง ๆมากกว่า แต่การศึกษาอาณาจักรธุรกิจอันกว้างใหญ่ของกองทัพ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เป็นเรื่องต้องห้ามไม่มากก็น้อยคุณอาจคิดว่า มันน่าสนใจที่จะศึกษาสภาพการณ์อันแปลกประหลาดของอินโดนีเซีย ประเทศที่อ้างว่ามีคนมุสลิมถึง 90% แต่คะแนนเสียงรวมกันของพรรคการเมืองมุสลิมทั้งหมดในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่เคยเกินครึ่ง หรือทำไมทั้งๆที่อิทธิพลของศาสนาอิสลามเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่เกียรติภูมิของนักการเมืองมุสลิมกลับตกต่ำอย่างที่สุด? มีแต่ความเงียบเป็นคำตอบ

ในประเทศฟิลิปปินส์ กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งมากที่สุดคือศาสนจักรคาทอลิก ซึ่งประสบความสำเร็จเสมอมาในการสกัดยับยั้งกฎหมายการหย่าร้างที่ก้าวหน้า ทำให้การแยกทางของคู่สมรสนับไม่ถ้วนสร้างความลำบากยากแค้นแสนสาหัสต่อผู้หญิงและเด็ก ศาสนจักรยังขัดขวางการเผยแพร่วิธีการและเครื่องมือในการคุมกำเนิด ซึ่งไม่เพียงทำให้เกิดปัญหาการขยายตัวของประชากรจนควบคุมไม่ได้ในประเทศที่ยากจนข้นแค้นและมีการอพยพของแรงงานจำนวนมาก แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการต่อสู้กับโรคเอดส์ด้วย ทรัพย์สินทั้งหมดและงบประมาณภายในของพระคาทอลิกเป็นความลับที่เก็บงำมิดชิดผมนึกไม่ออกว่ามีหนังสือแม้สักเล่มเดียวที่ตรวจสอบผลประโยชน์และนโยบายของศาสนจักรอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย

ในประเทศมาเลเซีย กลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งอย่างสำคัญคือกลุ่มคณาธิปไตยภายในพรรคอัมโน ซึ่งครองอำนาจมานานกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว หลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้อาศัยกฎหมาย “ความมั่นคง” ภายในที่เข้มงวดเด็ดขาด ซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากยุคอาณานิคมอังกฤษ แต่มีการนำมาพัฒนาเพื่อใช้กดขี่ฝ่ายกบฏ ผู้วิพากษ์วิจารณ์และผู้ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งหมดนี้อาศัยข้ออ้างบังหน้าในการรักษาความสงบของสังคม ความรู้รักสามัคคีของชาติและความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่างชาติพันธุ์ต่างๆจริงอยู่ ทุกวันนี้พรรคอัมโนอยู่ในภาวะตกต่ำ สืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง กลุ่มผู้นำที่ไร้ความสามารถและฉ้อฉล รวมไปถึงความเบื่อหน่ายของประชาชนจริงอยู่ มีเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมที่กระตือรือร้น มีเอ็นจีโอที่ทำงานต่อต้านการกีดกันด้านเชื้อชาติ โดยเฉพาะกับคนกลุ่มใหญ่ชาวอินเดียที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ฯลฯ แต่การโจมตีซึ่งหน้าต่อปัญหาการคอร์รัปชั่น ความไร้ประสิทธิภาพ ความหน้าไหว้หลังหลอก ทัศนคติแบบเลือกปฏิบัติฯลฯของชนชั้นนำในพรรคอัมโนเองนั้น ยังไม่มีหรอก ถึงแม้ว่านักวิชาการจะมีความกล้ามากขึ้นทีละน้อยๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุดคือประเทศไทยกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจยับยั้งในประเทศนี้คือ กลุ่มที่อยู่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดเฉียบขาด

—————————————————–skip——————————————————–

แต่ผลกระทบที่ลึกซึ้งกว่านั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในโลกวิชาการ ตัวอย่างเล็กๆแต่บอกอะไรเรามากมายตัวอย่างหนึ่งก็คือ ประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่จัดทำใส่กรอบสวยงามวิจิตรบรรจงในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยนับตั้งแต่ต้นกำเนิดอันคลุมเครือเมื่อ 800 ปีก่อนมาจนถึงปัจจุบันเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริงก็คือ นิทรรศการถาวรนี้ถวายเป็นเกียรติแด่บุคคลเพียงสี่ห้าคน และทุกพระองค์คือพระมหากษัตริย์อันทรงเป็นที่เคารพรักยิ่ง ไม่มีนักเขียน นายพล นายแพทย์ กวี นักวิทยาศาสตร์ พระ ผู้พิพากษา นักปรัชญา นักสังคมสงเคราะห์หรือจิตรกรแม้แต่คนเดียว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงผู้หญิงนิทรรศการเช่นนี้เป็นสิ่งที่นึกคิดไม่ได้เลยในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์หรือกระทั่งในมาเลเซียเรื่องแบบเดียวกันนี้ แต่ในรูปแบบที่ซับซ้อนกว่า สามารถพบเห็นได้ในสาขาวิชาต่าง ๆในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าในประวัติศาสตร์ศิลปะ ประวัติศาสตร์ วรรณคดีประจำชาติ รัฐศาสตร์ ชาติพันธุ์วิทยา ฯลฯแน่นอน มีวิญญาณเสรีอยู่บ้าง รวมทั้งอาจารย์บางคนที่อาวุโสจนน่าจะเกษียณได้แล้ว แต่ภาพรวมยังห่างไกลจากความน่ายินดี

เมื่อได้สาธยายเหตุผลข้างต้นไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นท้าทายให้เกิดข้อถกเถียง เหตุผลที่ว่าการสร้างความเป็นวิชาชีพและความเป็นพาณิชย์นิยมของมหาวิทยาลัย อำนาจที่เพิ่มพูนมากขึ้นของระบบราชการและหน่วยงานตรวจพิจารณาข่าวสาร (เซนเซอร์) รวมทั้งแนวโน้มของคณาธิปไตยในชนชั้นนำระดับรัฐ-ชาติ พื้นที่ที่เหลือให้ปัญญาชนสาธารณะจึงค่อนข้างจำกัดมาก อย่างน้อยก็ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่ผมขอพูดสรุปสั้น ๆอีกสักเล็กน้อยว่าทำไมสำหรับปัญญาชนสาธารณะ หนังสือยังมีความสำคัญอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์กับข้อเขียนในคอลัมน์เป็นงานเขียนที่มีอายุสั้น มันถูกกลืนหายไปทันทีที่ฉบับวันต่อไปออกมา โทรทัศน์อาจมีช่วงขณะที่มีชีวิตชีวาแจ่มชัด แต่ไม่มีใครดูรายการของปีที่แล้วหรอก บางครั้งภาพยนตร์ก็เป็นสื่อที่ยอดเยี่ยม แต่นอกจากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่คน คนส่วนใหญ่ก็ดูหนังแต่ละเรื่องแค่ครั้งสองครั้ง อินเทอร์เน็ตให้ชั่วขณะที่ปลดเปลื้องจากพันธนาการ แต่การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารมีมากเกินไป อีกทั้งข้อความในบล็อกเฟสบุ๊ก ฯลฯ ก็คงอยู่ได้แค่ประเดี๋ยวประด๋าว มีความหมายเฉพาะชั่วขณะนั้น ๆแต่หนังสือที่ดีสามารถอ่านซ้ำได้ครั้งแล้วครั้งเล่า หนังสือสามารถคงอยู่ คืนชีวิตได้ตลอดระยะเวลายาวนาน เรายังคงสามารถอ่านผลงานของท่านผู้หญิงมูราซากิด้วยความเพลิดเพลินและได้คติสอนใจ เช่นเดียวกับงานประพันธ์ของโฮเซริซัล, มิลตัน, ฮาฟิซ, วอลแตร์ ฯลฯหนังสือให้พื้นที่ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ซับซ้อนและยอกย้อน สามารถอ่านเงียบ ๆในใจ และไม่ระบุเจาะจงผู้อ่านไว้ล่วงหน้า ใคร ๆ ก็สามารถเรียนรู้จากหนังสือ ณที่นี้ ผมอยากกล่าวว่า การพัฒนาเครือข่ายดังที่มูลนิธิ Nippon Foundation สนับสนุนนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การยกย่องและมีคุณค่าอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตาม มันมีความหมายเฉพาะในกลุ่มที่เข้าใจกันเองและมีความคิดเกี่ยวกับปัญหาคล้ายๆกันเท่านั้น แต่ในทัศนะของผม นี่ก็ยังไม่เหมือนกับคุณูปการของปัญญาชนสาธารณะ ซึ่งโดยหลักการแล้วย่อมพูดกับใครก็ได้และพูดกับทุกๆ คน ปัญญาชนสาธารณะมีผู้อ่าน ซึ่งอาจไม่เหมือนกับการมีเครือข่ายที่ใกล้ชิดแนบแน่น แต่ทุกสังคมพึงมีทั้งสองอย่าง

ผมไร้ข้อกังหาใดๆทั้งสิ้นว่า “ทหารไทยนี่แหละที่ยิงผม”

โดย Elizabeth Garrett
ที่มา International Press Institute

หน่วยฉุกเฉินได้นำตัวนักข่าวชาวฮอลแลนด์ ผู้ซึ่งถูกยิงระหว่างการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุุมนุมประท้วง “เสื้อแดง” กับทหารไทย ไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯเมื่อวันที่ 19 พ.ค. Photo: REUTERS/Stringer

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. องค์กรสื่อนานาชาติ หรือ IPI ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้มีการสอบสวนที่เน้นว่าต้องโปร่งใสอย่างเร่งด่วนที่สุด ต่อกรณีการฆ่าและการทำร้ายให้บาดเจ็บที่มีต่อผู้สื่อข่าวระหว่างการปะทะกันในเดือนเม.ษ. และพฤษภาคมที่ผ่านมา

ความรุนแรงในประเทศไทยครั้งดังกล่าวทำให้นักข่าวสองคนต้องเสียชีวิต และมีนักข่าวบาดเจ็บอย่างน้อยห้าราย

ทั้งๆที่มีการเรียกร้องจากองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงองค์กรสื่อนานาชาติ แล้วนั้น ปรากฏว่ายังไม่มีการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

นักข่าวคนหนึ่งที่ถูกยิงได้แก่นาย Michel Maas ซึ่งเป็นชาวดัชต์ ทำงานภายใต้สังกัดวิทยุเนเธอร์แลนด์ (NWR) และ นสพ.Volkskrant ในฮอลแลนด์ เขาถูกยิงที่ไหล่ระหว่างความโกลาหลที่เกิดขึ้นในขณะที่มีการโจมตีที่ป้อมปราการของคนเสื้อแดงโดยพวกทหารไทย

นายมาสขณะนั้นอยู่กับคนเสื้อแดงในขณะที่พวกทหารกำลังเริ่มโจมตี ในตอนนั้นเขาบอกกับบรรณาธิการหนังสือ Volkskrant ว่า อันตรายที่สุดในขณะนั้นก็คือพวกทหาร “เพราะว่าพวกเขายิงทุกอย่างที่เคลื่อนที่ และยิงโดยไม่ถามก่อนด้วย แม้ว่าจะเป็นนักข่าว”

องค์กร IPI ได้ขอสัมภาษณ์กับนาย Maas โดยมีรายละเอียดดังนี้

IPI: มันเป็นยังไงบ้างสำหรับนักข่าวที่รายงานข่าวความไม่สงบในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมา

MM: ปัญหาใหญ่คือการหาให้เจอว่าความจริง จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร เพราะว่าสื่อไทยเกือบทั้งหมดต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งรวมไปถึงหนังสือพิมพ์ “อิสระ”(ประชด) คือ เนชั่นฯ และบางกอกโพสต์ โดยเฉพาะเนชั่นฯ มันเป็นอะไรที่เทียบเคียงได้กับหนังสื่อ”โพรพาแกนด้าต่อต้านพวกเสื้อแดง” สิ่งนี้แหละที่ทำให้หน้าที่ของนักข่าวต่างประเทศยากยิ่งยวดและสำคัญมากๆ

และการที่สื่อต่างประเทศจำต้องจับข่าวจากสำนักข่าวท้องถิ่น และเพราะว่าไม่มีแหล่งข้อมูลข่าวใดๆเชื่อถือได้ คนที่ทำงานจำต้องใช้ตาและหูกันแบบสุดๆ และตรวจสอบข่าวกันทุกเม็ดและทำซ้ำแล้วซ้ำอีก

ในทางปฏิบัติแล้ว การทำงานมันยุ่งๆที่ต้องผ่านจุดตรวจ โดยเฉพาะจุดตรวจของทหาร ผมถูกกักมากกว่าหนึ่งครั้ง และหลายครั้งทหารยืนยันว่าผมจะต้องไม่ถ่ายรูปในกรุงเทพฯ พวกเขาไม่ค่อยชอบช่างภาพเท่าไหร่

พวกทหารได้ออกคำเตือนหลายต่อหลายครั้งกับนักข่าว โดยเฉพาะที่บอกว่านักข่าวต่างประเทศคือ “เป้า” ของผู้ก่อการร้าย มีข่าวลือหลายครั้งว่าพวกเสื้อแดงได้คุกคามนักข่าว และเตือนไม่ให้พวกเขาเข้าไปยังที่ตั้งของคนเสื้อแดง แม้ว่าผมจะรู้ว่าคนเสื้อแดงได้คุกคามนักข่าวในพื้นที่คนสองคน และนักข่าวต่างประเทศบางครั้งก็ถูกกักไม่ให้เข้าไปยังพื้นที่ของคนเสื้อแดง หรือถูกเรียกให้ออกจากพื้นที่ ผมก็ยังได้ไปที่ชุมนุมซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรมของผมหลายต่อหลายครั้งในหนึ่งวัน และได้รับการตอบรับอย่างเป็นมิตรอย่างยิ่ง ผมสามารถรายงานอย่างอิสระ และกับใครก็ได้ที่ผมต้องการ และกระทั่งในเวลาที่กำลังระอุ

IPI: จริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 19 พ.ค.

MM: ผมเห็นผ่านทางทีวีว่าพวกทหารได้เริ่มเปิดฉากทลายกำแพงที่ฝั่งถนนสีลม ผมจึงเข้าไปที่ชุมนุมโดยใช้ช่องทางอีกฝั่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสองกิโลจากถนนสีลม ในฝั่งนี้นั้นทุกอย่างเงียบเชียบ คนเสื้อแดงจำนวนมากกำลังตามข่าวผ่านทางทีวีในขณะที่เวทีกลางมีกำลังมีการปราศรัยโดยแกนนำไปเรื่อยๆ

ผมเดินไปตลอดจนถึงอีกฝั่ง และเห็นพวกทหารบุกเข้ามา และในขณะที่ผมอยู่ห่างออกไปจากแนวกำแพงประมาณ 200 เมตร ผมเห็นควัน และหลังจากนั้นไม่นานพวกทหารก็แหวกม่านควันเดินออกมา พวกเสื้อแดงได้เตรียมขวดน้ำมันเล็กๆและไม่ไผ่เพื่อที่จะเอาไว้ใช้ต่อสู้ ผมเห็นชายคนหนึ่งถือปืนสั้นที่ค่อนข้างโบราณ และแม้กระทั่งอยู่ใกล้เหตุการณ์ขนาดนี้ที่แนวหน้า ผมก็ยังไม่สังเกตเห็นสัญญาณใดๆของ “อาวุธร้ายแรง” ที่พวกเสื้อแดงถูกคาดว่าจะมี โดยเฉพาะตามที่อ้างมาจากสื่อของรัฐฯ

ในขณะนั้นผมอยู่ร่วมกับกลุ่มผู้สื่อข่าวต่างประเทศประมาณ 20 คน ผู้ซึ่งก็กำลังชมเหตุการณ์ร่วมกับผม พวกเราพยายามหาที่หลบกำบังตามมุมตึก หลังต้นไม้ แต่ก็ไม่มีใครดูกังวล ต่อมาพวกทหารก็ได้เริ่มที่จะยิงแก๊สน้ำตา และยิงขึ้นฟ้าเพื่อที่จะสลายพวกผู้ชุมนุม

การเปิดฉากยิงเกิดขึ้นในขณะที่ผมกำลังรายงานสดทางวิทยุ การยิงเกิดขึ้นจากฝ่ายเดียวคือฝ่ายทหาร และพวกเขาไม่ได้ยิงขึ้้นไปบนฟ้า พวกคนเสื้อแดงและนักข่าวเริ่มวิ่งหนี ผมก็วิ่งด้วย เพราะจากประสบการณ์ได้สอนผมว่า ในเหตุการณ์อย่างนี้ต้องตามคนท้องถิ่นดีที่สุด เพราะคนพวกนี้ได้เคยผ่านสมรภูมิก่อนๆมาแล้วและรู้ว่าเมื่อไหร่จะอันตรายจริงๆ

แต่งวดนี้ผมตัดสินใจผิด เพราะการวิ่งหนีทำให้ผมต้องออกไปจากที่กำบังมุมตึกและต้องอยู่ในที่โล่ง ผมถูกยิงทันทีที่หลัง มันยังไม่ทำให้ผมล้มลงดังนั้นผมจึงยังวิ่งต่อไป และหลังจากนั้นประมาณสองร้อยเมตรก็มีคนนำผมขึ้นมอเตอร์ไซต์และนำผมไปส่งโรงพยาบาลตำรวจที่อยู่ภายในที่ชุมนุม

ผมโชคดีอย่างยิ่งยวด กระสุน (ซึ่งชัวร์ว่าเป็นเอ็มสิบหก) พลาดปอดผมไปคือครึ่งนิ้ว แต่โดนไหล่และซี่โครงและหยุดภายในกล้ามเนื้อซึ่งก็ยังอยู่ตรงนั้น รอเวลาเพื่อการผ่าตัดเอาออก นักข่าวชาวอิตาเลียนไม่โชคดีอย่างนั้น นาย Fabio Polenghi ตายในที่เดียวกับที่ผมโดนยิง นักข่าวชาวคานาดาก็ดูเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บในจุดจุดเดียวกันอีกด้วย

IPI: คุณเชื่อว่าใครยิงคุณ

MM: ผมไร้ข้อกังหาใดๆทั้งสิ้น ว่ากองทัพไทยนี่แหละที่ยิงผม ไม่มีคนอื่นหรอกที่ยิงผม นี่พูดตามที่ผมบอกได้ พวกทหารมีสไนปเปอร์บนทางรถไฟลอยฟ้าเหนือหัวเรา พวกทหารในสวนลุมก็อยู่ด้านหน้าเรา มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดแล้ว และกองกำลังก็เดินคืบหน้ามาในทิศทางที่ผมโดนยิง

การที่ปรากฏว่าตัวเลขเหยื่อเป็นชาวต่างชาติเป็นสัดส่วนที่สูง ประกอบกับการประกาศเตือนล่วงหน้าโดยกองทัพ ได้ทำให้มีข้อสงสัยว่า นักข่าวชาวต่างชาติอาจะเป็นรายการที่ต้องยิงจริงๆ และไม่ใช่ยิงโดยพวก “ผู้ก่อการร้าย” แต่ยิงโดยพวกทหาร พวกเขาอ้างไม่ได้ว่าพวกเขาแยกแยะระหว่างคนเสื้อแดงกับชาวต่างชาติไม่ออก

ผมถูกสังเกตเห็นอย่างง่ายว่าแตกต่างกับคนอื่นในขณะที่อยู่ในกลุ่มฝูงชน จากความสูงผม (ผมสูงกว่าคนไทยโดยเฉลี่ย) จากเสื้อผ้าผม สีผมรวมทั้งสีผิว ส่วนคุณฟาบริโอ โปลองกี่ ก็ใส่เสื้อเกราะและหมวกยืนเด่นแปลกแยกออกจากผู้ประท้วง พวกทหารแก้ข้อกล่าวหาได้ทางเดียวโดยอาจจะอ้างว่าก็เพราะพวกเขายิงไม่เลือกอย่างเท่าเทียมไปยังฝูงคนนี่เอง (ไม่ได้ยิงเหนือศีรษะ ผมโดนยิงใต้ระดับไหล่ ฟาบริโอโดนยิงที่ท้อง)

IPI: เหตุการณ์ดังกล่าวบอกอะไรคุณเกี่ยวกับมุมมองที่เขามองนักข่าว

MM: ผมไม่รู้จะตอบอย่างไร ก่อนหน้านี้ผมได้ยินถึงคำบ่นว่านักข่าวต่างประเทศเข้าข้างผู้ประท้วงมากเกินไป และมันชัดที่ว่าพวกทหารไม่ชอบที่พวกเรารายงานเหตุการณ์การปะทะก่อนหน้านี้ซึ่งจบลงที่ความล้มเหลวของฝ่ายกองทัพของรัฐบาล เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้พวกเขาคิดว่าพวกนักข่าวในพื้นที่ชุมนุมคนเสื้อแดงอาจจะมีส่วนร่วมหรืออะไรๆก็ตาม ซึ่งอาจจะนำให้พวกเขาคิดว่ามีเหตุผลพอที่จะยิงพวกเราเช่นเดียวกับที่ยิงผู้ประท้วง

IPI: แล้วอย่างนั้นพวกเขาควรจะมองนักข่าวอย่างไรล่ะ

MM: ก็มองดังเช่นคนที่เขาควรจะปกป้อง แม้ในช่วงมีการโจมตี พวกเขาน่าจะออกประกาศเตือนและให้โอกาศกับนักข่าวที่จะออกจากพื้นที่ แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น พวกเขาก็แค่ยิงเลย ไม่เตือน

IPI: มีปฏิกิริยาอะไรจากเจ้าหน้าที่ทางการดัชต์หรือไทยต่อการยิงคุณ

MM: กระทรวงการท่องเที่ยวส่งอีเมล์มาหาผมโดยเสอนว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการรักษา แต่ผมเห็นว่ามันค่อนข้างใจดีกับคนต่างชาติ ก็เพราะเพื่อรักษาภาพพจน์ของการท่องเที่ยวไทย

ผมได้คุยกับเอกอัครราชทูตดัชต์ในกรุงเทพฯอย่างดี เขาบอกว่าเขาจะบอกให้รัฐบาลดัชต์เรียกร้องให้มีการเปิดเผยโดยรัฐบาลไทย แต่ผมยังไม่ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

IPI: มีรายงานอย่างเป็นทางการว่าใครยิงคุณบ้างไหม

MM: เท่าที่ผมรู้-ไม่มี ไม่มีกระทั่งรายงานจากตำรวจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

IPI: สถานการณ์ของนักข่าวในไทยเป็นอย่างไร เท่าที่คุณรู้

MM: โดยรวมแล้วเสรีภาพสื่อในไทยยังมีอยู่ แต่ยากที่จะบอกว่าเสรีภาพมันกินขอบเขตแค่ไหน พวกสื่อไม่เซ็นเซอร์ตัวเองก็โดนควบคุมโดยรัฐ และก็มีหัวข้อที่ไม่มีใครที่ได้รับอนุญาตให้เขียนได้คือ หัวข้อที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์

IPI: คุณจะแนะนำกับนักข่าวคนอื่นอย่างไรเมื่อต้องรายงานสถานการณ์แบบนี้อีก

MM: สถานการณ์มันแตกต่างกันไป คุณต้องระวังตลอดและหาคนท้องที่ที่คุณไว้ใจได้

ผมอาจจะบอกเพิ่มว่า ขอให้เอาเสืื้อกันกระสุนไปด้วย แต่อย่าไว้ใจมาก เพราะฟาบริวโอก็โดนยิงทั้งๆที่ใส่เสื้อเกราะ

ใบตองแห้งออนไลน์: อินจันแฝดสยอง

Sat, 2010-07-10 14:33

ใบตองแห้งออนไลน์

ไม่แปลกใจอะไรเลยที่ระบอบอภิสิทธิ์ต่ออายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป อีก 3 เดือน และพอใกล้จะถึง 3 เดือนก็คงมีมือมืดเอาอาร์พีจีไปยิงถังน้ำมันเปล่าที่ไหนสักแห่ง  ทำให้ต้องต่ออายุไปจนถึงต้นปีหน้า จากนั้นอภิสิทธิ์ก็โชว์ฟอร์มสง่างาม ยุบสภาเลือกตั้งใหม่พอดี

ที่น่าสมเพชคือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการ “กระชับพื้นที่” 9 อรหันต์ของ อ.คณิต ณ นคร ซึ่งถ้าพอจะมีเกียรติภูมิความน่าเชื่อถือหลงเหลืออยู่บ้าง ก็หมดกันทันทีในมติ ครม.ที่คลอดรายชื่อออกมาพร้อมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

9 อรหันต์จะเหลือความเป็นอิสระเป็นกลางในการทำงานได้อย่างไร ในเมื่อมีอาสากู้ภัยออกมาให้ข่าวว่า ทหารยิง 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกไปรายงานตัว ไม่ไปมีโทษจำคุก โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาแถลงข่าวขังลืมคนเสื้อแดง ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียกไปรายงานตัว ไม่ไปมีโทษจำคุก

ภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คุณไม่มีสิทธิกล่าวหาว่า “ทหารฆ่าประชาชน” ไม่มีสิทธิตำหนิติติงว่า ศอฉ.กระทำเกินกว่าเหตุ แล้วใครจะกล้าไปให้การกับ 9 อรหันต์ ให้การวันนี้ พรุ่งนี้ก็ถูก ศอฉ.ออกหมายเรียก

แล้วมันจะเป็นการสอบสวนที่อิสระและเป็นกลางได้อย่างไร

การสอบสวนที่เป็นอิสระและเป็นกลางยังไม่ใช่เพียงแค่เรียกคน เข้าไปให้ปากคำ แต่ต้องเปิดให้เผยแพร่ข้อมูลอย่างกว้างขวางจากทั้งสองฝ่ายต่อสาธารณะ ผ่านสื่อต่างๆที่มีเสรี ตั้งแต่สื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์ ไปจนอินเตอร์เน็ต เพื่อเอาข้อเท็จจริงมาหักล้างกันอย่างมีเหตุมีผล แต่นี่นอกจากปิดสื่อแล้วยังปิดปาก ห้ามให้ข้อมูลในทางลบต่อพระเอกสีขี้ม้า ฉะนั้นจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปหาพระแสงของ้าวอันใด

ที่บอกว่าอาจจะพอมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง ก็เพราะผมเชื่อว่าบางคน เช่น ไพโรจน์ พลเพชร ยังมีความเป็นธรรมและเป็นกลาง

แต่ที่ไหนได้ ไพโรจน์ออกมาปฏิเสธแล้วว่าเขาไม่รับ มีการทาบทามจริงแต่ไม่รับ กลับเอาชื่อไปใส่เฉยเลย

ความน่าเชื่อถือก็กลายเป็นติดลบ เพราะคนอื่นก็งั้นๆ สมชาย หอมลออ จะเป็นอะไรแน่ระหว่างพันธมิตรฯ กับนักสิทธิมนุษยชน ควรบอกสังคมให้แน่ชัด ตัวแทนสื่ออย่างคุณมานิจ สุขสมจิตร ไม่รู้จักเป็นส่วนตัว ได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านเป็นคนดี แต่โทษที ผมเห็นรัฐบาลไหนตั้งกรรมการอะไรที่เอาตัวแทนสื่อเข้าไป ก็มานิจ สุขสมจิตร แทบทุกที ไม่เคยเห็นจะมีบทบาทโดดเด่นหรือแสดงความคิดเห็นอะไร นอกจากเขาว่าไงก็ว่าตามกัน  (อ้าว ไปโผล่ในกรรมการสมัชชาปฏิรูปอีกแล้ว)

มติ ครม.ที่คลอดออกมา 2 เรื่องพร้อมกัน (ไม่นับเรื่องเอาสิงโตไปตั้งหน้าแบงก์ชาติเพื่อปรับฮวงจุ้ย-ฮา) จึงขัดกันอย่างอัปยศ คือตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่อ้างว่าอิสระและเป็นกลาง กับยืดอายุประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อปิดกั้นการเผยแพร่ข้อมูลด้านตรงข้าม

นั่นแสดงว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีเจตจำนง 2 ประการเท่านั้นคือ หนึ่ง ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร และสอง ปิดกั้นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เคลื่อนไหวทางการเมืองโดยสันติและเปิดเผยของฝ่ายเสื้อแดง แต่ใช้ข้ออ้าง “ใต้ดิน” หรือวินาศกรรมมาเป็นเครื่องมือ ทั้งที่ความจริงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไม่สามารถป้องกันการก่อวินาศกรรม ดูภาคใต้ก็ยังตูมๆ ทุกวัน

แต่ต่างกันนิดนึงที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ทหารตำรวจกรุงเทพฯ ได้เบี้ยเลี้ยง เงินเพิ่ม สิทธิพิเศษต่างๆ เช่น นับอายุราชการทวีคูณ โดยไม่ต้องลงไปเสี่ยงตายเหมือน “จ่าเพียร” ที่ 3 จังหวัดใต้

ต้องชื่นชมหมอนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีบทบาทอย่างไร แต่การคัดค้าน พรก.ฉุกเฉินก็ถือว่าได้ทำหน้าที่กรรมการสิทธิฯ อย่างตรงไปตรงมา

ถามว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งผลร้ายต่อการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยหรือไม่ ย่อมส่งผลแน่นอนเพราะมันปิดกั้นสื่อและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร แต่ก็มีด้านดีเหมือนกันคือทำให้จตุพรไม่สามารถรวบรวมมวลชนมาแพ้ครั้งที่สาม (ไม่ฮา) ช่วงเวลา 3 เดือนหรืออาจจะ 6 เดือนต่อไปนี้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงต้องท่องคำว่า “อดทน” รอให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินส่งผล “ย้อนศร” อย่างที่มีหลายคนทักไว้ ไม่ต้องกลัว “แมลงสาบธิปไตย” ฆ่าตัวตายทุกยุคทุกสมัย ยิ่งเหิมเกริมยิ่งได้ใจยิ่งพังเร็ว

ดูง่ายๆ ก็อย่างที่ออกมาให้ข่าวมั่วว่ามีการฝึกอาวุธที่สวนผึ้ง ปักธงชัย แล้วโดน กอ.รมน.ตบปาก โห มันคงนึกว่าสวนผึ้งยังเป็นป่าสมัยก๊อดอาร์มี เดี๋ยวนี้ลองไปดูสิครับ รีสอร์ทราคาแพงระยับ ปักธงชัย วังน้ำเขียว ก็คนกรุงไปกว้านซื้อที่เพียบ

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งที่ไม่มีเหตุผลอันควร จะทำให้ “แมลงสาบธิปไตย” เสียหายในทางสากล ภาพลบในสายตาต่างประเทศ แต่ในประเทศพวกเขาจะยังได้คะแนนนิยมจากคนกรุงคนชั้นกลางที่หลับตาข้างหนึ่ง ลืมตาข้างหนึ่ง ใช้อำนาจเผด็จการพลเรือนกดหัวคนชั้นกลางเสรีนิยมและมวลชนเสื้อแดง โดยอ้างว่านี่คือความปรองดอง ประโคมสร้างภาพความสงบเพื่อปั่นตัวเลขทางเศรษฐกิจ

สิ่งที่เราจะต้องต่อสู้คือทำให้เห็นว่ามัน “ไม่สงบ” และไม่มีทางสงบ ตราบใดที่ยังไม่ได้รับความยุติธรรมและความเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ เพียงแต่แนวทางการต่อสู้ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง หรือการก่อวินาศกรรม พวกที่ทำอย่างนั้นอาจมี แต่ไม่ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง คือใครเขาจะทำเราห้ามไม่ได้ ไม่รู้ไม่เห็นไม่เกี่ยว (นี่หว่า) แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้วเราก็มีหน้าที่พูด 2 อย่างคือหนึ่ง ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องเราไม่สนับสนุน แต่สอง ก็เพราะคุณทำให้เขาคับแค้น ได้รับความอยุติธรรม ถูกกดดันจนต้องไปหาวิธีทำระเบิดในอินเตอร์เน็ต

การทำให้เห็นว่า “ไม่สงบ” สามารถทำได้ด้วยสันติวิธี สมมติเช่นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ (แบบโหวตให้ V11-ฮา) หรือการแข็งขืนอำนาจรัฐในรูปแบบที่ไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องใช้หัวคิด ลูกเล่น เช่นวันสองวันนี้ผมขึ้นรถตู้ เจอสติกเกอร์สีแดงตรงประตู “ไม่ต้อนรับเผด็จการ ประชาธิปไตยเชิญครับ” เข้าท่าดี ใครจะทำไม ไม่ผิดกฎหมาย (นี่หว่า) ใครไม่พอใจก็เป็นพวกเผด็จการ ถ้าเอาไปต่อยอด สมมติเช่นทำสติกเกอร์ “เรารักประชาธิปไตย” สีแดงแจ๋ แจกกันให้ทั่ว ใครจะห้ามได้ เป็นถ้อยคำที่ถูกต้องที่สุด มีตรงไหนผิดสักนิด

หรือไม่ก็อาจจะนัดกัน ใส่เสื้อแดงวันอาทิตย์ ผิดกฎหมายตรงไหน ใส่เสื้อแดงไปเดินเที่ยวราชประสงค์ เอ้า ใครจะทำไม ทำบุญ 100 วัน 19 พ.ค.ก็จัดให้ยิ่งใหญ่ทุกจังหวัด เฮ้ย ทำบุญให้คนตาย ศอฉ.มึงห้ามได้หรือ

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรจะใช้ช่วงเวลานี้ให้มวลชน พัฒนาความคิดทางการเมือง อย่างลึกซึ้งและมีเหตุผล อย่างน้อยก็สร้างความผูกพันภราดรภาพซึ่งกันและกัน เพราะต้องยอมรับว่ามวลชนเสื้อแดงที่ปลุกขึ้นมาด้วยพีเพิลแชนเนลและวิทยุ ชุมชน มีแต่อารมณ์ร้อนแรงแต่ในเชิงความคิดอุดมการณ์ยังผิวเผิน เพื่อนที่เป็นเสื้อแดงยังบอกว่าเวลาที่มาม็อบ แต่ละเต้นท์ก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีความเอื้อเฟื้อ สร้างความผูกพัน หรือทำงานความคิดกัน แกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองที่มีเป้าหมายของตน มีนักคิดนักวิชาการน้อย เวลาพูดถึงประชาธิปไตยสมบูรณ์ จริงๆ แล้วคืออะไรก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าใจถ่องแท้ ผมถึงเรียกร้องว่าจะต้องกำหนดเป็นข้อๆ คล้ายนโยบายเฉพาะหน้า ว่าอะไรคือเป้าหมายของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

และที่สำคัญอีกอย่าง ทำอย่างไรจะให้ช่วง 3-6 เดือนนี้ ลดบทบาทการนำของทักษิณ สรุปบทเรียนความผิดพลาดที่เกิดจากการยอมให้ทักษิณนำแต่ผู้เดียว แล้วไล่ทักษิณไปอยู่หางแถวหรือไปไกลๆ ยิ่งดี

Who’s Who ในคณะปฏิรูป

และแล้วก็ไม่ผิดคาด พี่เปี๊ยกฉายเงาอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปจริงๆ เพราะส่งพี่แอ๊ว รัชนี ธงไชย มาแทน (ไม่อยากใช้ศัพท์แบบที่ใช้กับนักการเมือง ฮิฮิ)

ส่วนที่ผิดคาดคือ ไม่คาดว่า อ.นิธิยอมรับเป็นกรรมการปฏิรูปกับเขาด้วย ไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไร จะรอฟัง แต่ไม่เป็นไร ต้องเคารพการตัดสินใจ ท่านอาจเห็นเป็นช่องทางเสนอความคิดเห็น ซึ่งก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปว่าท่านจะทำอะไรได้หรือไม่ แต่ถ้าหวังจะให้ท่านเป็นตัวเชื่อมดึงนักวิชาการนักเคลื่อนไหวฝ่าย ประชาธิปไตยไปมีส่วนร่วม ขอบอกว่าไม่มีทาง

ส่วนที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือ อานันท์ ปันยารชุน สามารถไปอัญเชิญ อ.เสกสรรค์มาร่วมด้วย (โดยอ้างว่าเคยถูกกล่าวหาเป็นซ้ายเหมือนกัน) ซึ่งผมเห็นเป็นเรื่องดี เพราะที่ผ่านมา ศิลปินแห่งชาติหมาดๆ ท่านนี้ไม่เคยให้ความเห็นต่อวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากจะแสดงปาฐกถาธรรมชั้นสูง ซึ่งพวกสมองทึบอย่างผมฟังแล้วม่ายเข้าจายตุ้ม คือไม่รู้ว่าพี่เสกแกจะบอกอะไรกันแน่

อย่างน้อยคราวนี้แกจะได้พูดอะไรชัดๆ ซะที

องค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งสองชุดส่วนใหญ่มาจาก NGO หรือนักวิชาการ NGO ซึ่งก็คือคนดีๆ นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหว แต่ปัญหาคือเราต้องแยกแยะการทำงานของ NGO ว่า การลงไปทำงานให้ชาวบ้านกล้าต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม คัดค้านการตัดสินใจของรัฐและทุนโดยไม่ฟังเสียงชาวบ้าน คือการกระตุ้นให้ชาวบ้านตื่นตัวใช้สิทธิประชาธิปไตยที่ต้องยกย่องและสนับ สนุน แต่ขณะเดียวกัน NGO ส่วนหนึ่งก็ถลำเข้าไปเป็นพวกต่อต้านทุนนิยมหัวชนฝา กระทั่งต่อต้านความคิดเสรีนิยม เสรีประชาธิปไตย กลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ Neo-conservative แบบชาตินิยม ไทยนิยม วัฒนธรรมนิยม รื้อฟื้นของเก่า จนกระทั่งไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทักษิณ ซึ่งก็ต้องโทษทักษิณด้วยว่าเข้าไปปิดพื้นที่ทางการเมืองของ NGO จนเขาต้องต่อต้าน แต่ในการต่อต้านมันก็มีปัญหาเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศ พูดง่ายๆว่า ทักษิณต้องการดึงชนบทเข้าสู่ระบบตลาดโลกาภิวัตน์ นั่นคือการทำให้ “หายจน” ขณะที่ NGO ยังเพ้อฝันจะให้ชาวบ้านอยู่อย่างสุขสงบ พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ ก้มหน้าก้มตาทำการเกษตรแบบพึ่งตัวเอง ไม่พึ่งทุนนิยม

ผมไม่ได้คิดว่าทักษิณถูกหมด แต่ขณะเดียวกันถ้าเอา NGO มากำหนดทิศทางของประเทศ ก็ท่าจะผิดเพี้ยนไปสุดกู่

องค์ประกอบของคณะกรรมการ โซนแรกคือพวกที่มาตามตำแหน่ง ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องเอาตามตำแหน่ง เพราะไม่ใช่ตั้ง สสร.หรือสภาสนามม้า แล้วตำแหน่งที่เอามาก็ไม่ได้มีหลักเกณฑ์ เช่นทำไมเอาปลัดยุติธรรม ไม่เอาปลัดกระทรวงอื่น ทำไมเอาอดีตเลขา สกอ. ทำไมเอาอดีตเลขา สพฐ.

แต่คนที่มาตามตำแหน่งก็มีอะไรซ่อนอยู่ อย่างเช่นเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อ้าว หมอชูชัย ศุภวงศ์ สายตรงหมอประเวศ (นี่หว่า) ผมน่ะได้ยินข่าวมา 2 อาทิตย์แล้วว่าเขาจะเอาหมอชูชัยไปร่วมด้วย แต่ไม่เข้าใจว่าจะไปแบบไหน จะลาออกจาก กสม.เลยหรือ เพิ่งรู้ว่าไปแบบนี้เอง

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขา สพฐ. ถ้าดูเผินๆไม่มีอะไร แต่ต้องย้อนดูประวัติ คุณหญิงคือบุตรสาวของท่านผู้หญิงสุมาลี จาติกวนิช ประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชาสมาสัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของกรณ์ จาติกวณิช เปล่า ไม่ได้จะบอกว่ามาสาย ปชป. แต่ท่านผู้หญิงสุมาลีคือประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) คนแรก ระหว่างปี 2529-2532

ฉะนั้น คุณหญิงกษมาอาจจะเรียกว่ามาสาย NGO ก็ได้

ในชุดแรก 27 คน ที่เป็นสายตรง “ลัทธิประเวศ” ได้แก่ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, หมอพลเดช ปิ่นประทีป, หมอวิชัย โชควิวัฒน์ และหมอชูชัย

สารี อ๋องสมหวัง แม้ระยะหลังความเห็นต่างกันบ้างแต่ก็อยู่สายหมอประเวศมาตั้งแต่ 20 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก (สมัยยังเป็นสาว)

เรวดี ประเสริฐเจริญสุข อดีตประธาน กป.อพช. ไม่ใช่ศิษย์ก้นกุฎีหมอประเวศ เพราะทำงานมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สืบทอดมาจากอาจารย์ป๋วย ปัจจุบันเป็น NGO รุ่นใหญ่ของวงการเป็นรองแค่รุ่นหมอประเวศ, ไพบูลย์, ส.ศิวรักษ์

ในช่วงวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาเรวดีไม่ใส่เสื้อสีชัดเจน แต่สามีคือ ทวีเกียรติ ประเสริฐเจริญสุข รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ซึ่งแค่เห็นชื่อ ม.ก็คงไม่ต้องบอกต่อว่าสีอะไร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น เธียรธรรม เธียรสิริไชย ไม่ทราบว่าต้องการแยกบทบาทกันหรือเปล่า อดีตเป็นคนเดือนตุลา เข้าป่า 3 จังหวัด แล้วลงมาทำงาน NGO แถวนครสวรรค์อยู่พักหนึ่ง (สืบไปสืบมาเป็นเพื่อนของเพื่อนซี้ผม) บทบาทเร็วๆ นี้ก็คือไปอภิปรายสนับสนุนตุลาการภิวัตน์คดียึดทรัพย์ และร่วมกับพรรคการเมืองใหม่กล่าวหาเพื่อนพ้องในอดีตว่าจะรับใช้ทักษิณทำ “สงครามประชาชน”

พี่สน รูปสูง นี่ก็ออกจากป่า ก่อนเข้าป่าแกเป็นครู ถือเป็นบุคคลปรัมปราของขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในอีสาน จะสมัชชาคนจนสมัชชารายย่อยสมัชชาอะไรก็แล้วแต่ พี่สนมีเอี่ยวทั้งนั้น เป็นคนทำงานเพื่อชุมชนอย่างจริงจัง แต่กลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านไปเมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกัน

ช่วงเหลือง-แดง พี่สนเก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกอาการ แต่ลูกชายคือ ประกาศิต รูปสูง เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคอีสาน แกนนำพันธมิตร จ.ขอนแก่น เคยไปตั้งเวทีประจัญกับเสื้อแดงอุดร ขวัญชัย ไพรพนา มาแล้ว

ปรีดา คงแป้น อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก เธอเป็นผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท เคยอยู่ พอช.สามีคือสุวัฒน์ คงแป้น ผู้ชำนาญการประจำสำนักงานปฏิบัติการภาคใต้ พอช. สมัยก่อนเคยทำงานสำนักข่าว INN อยู่ในกลุ่มของสนธิญาณ หนูแก้ว, สมชาย แสวงการ

มีข่าวว่าปรีดาเพิ่งได้โครงการอะไรซักอย่างจาก สสส. (แด่น้องผู้หิวโหยอะไรเทือกนี้แหละ) วงเงินร่วม 10 ล้านบาท ลองไปถามดูเผื่อ สสส.เขาจะเปิดเผยข้อมูล

ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์  นักวิชาการอิสระ เป็นคนเชียงใหม่ เป็น NGO สายวัฒนธรรม คือพวกฟื้นฟูของเก่าดั้งเดิม เช่น ผ้าทอพื้นเมือง มีชื่อเสียงเมื่อเขียนหนังสือพุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ เป็นผู้อำนวยการการสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม ทำโครงการสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนแก่เครือข่ายปฏิรูปประเทศไทย เรื่อง “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้”

โดยได้ทุนสนับสนุนจาก สสส. ไป “จินตนาการ” อีกเช่นกัน แต่วงเงินเท่าไหร่ไม่ทราบ ต้องให้ สสส.เปิดเผยเอง

เตือนใจ ดีเทศน์ “ครูแดง” คงไม่ต้องพูดถึง บทบาทชัดเจนอยู่แล้วสมัย พธม.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเหลืองอ๋อย เพียงแต่ไม่เข้าใจว่าพี่เนาว์แกเข้ามาในฐานะอะไร ถ้าบอกว่าครูแดงเป็นตัวแทนชาวเขา พี่เนาว์ก็ไม่ใช่ตัวแทนศิลปิน ถ้าจะพูดถึงความคิดอ่านทางการเมืองการพัฒนาอย่างเป็นระบบ พี่เนาว์ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าอารมณ์ศิลปิน สันนิษฐานได้อย่างเดียวว่าเอาแกมาเขียนกลอนขายฝัน

ปรีดา เตียสุวรรณ ครบเครื่องเหลืองจ๋าอีกเช่นกัน ใครบอกว่าผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองใหม่ พูดให้ถูกต้องบอกว่า “พ่อยก” ของยะใส พ่อทูนหัวของ ครป.มานมนานนักหนาแล้ว ไม่มีแพรนด้าจิวเวลรี ครป.ก็ไม่รอดชีวิตมาจนถึงยุคไล่ทักษิณ

แพรนด้าจิวเวลรีเพิ่งได้อานิสงส์จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ยก เว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ จาก 7% เหลือ 1% บริษัทแถลงว่าลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1-3% ช่วยให้ความสามารถการทำกำไรขั้นต้นน่าจะอยู่ที่ 35-38% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 32%

ก็สมควรสนับสนุนการปฏิรูปประเทศไทย ลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ เป็นคนที่น่านับถือทางส่วนตัว แต่ทางความคิดไม่รู้จะเอาไงแน่ สมัยที่ใครๆ เขาเลิกเป็นซ้ายกันแล้ว แกก็ยังซ้ายจ๋าอยู่ แต่เอ้า พอทักษิณตั้งรัฐบาลไทยรักไทย แกก็โดดเข้าไปร่วม พอผิดหวัง (ที่ผมสงสัยมากคือแกไปตั้งความหวังอะไรกับทักษิณ) ก็สวิงมาไล่ทักษิณ ปกป้อง พธม.

ก็ประหลาดดีที่ อ.ณรงค์อยู่ในกรรมการทั้งสองชุด จะเอาความคิดส่วนไหนของแกไปใช้

คนอื่นๆ ในชุดนี้ก็มาจากตัวแทนโน่นนี่ แต่ที่ตลกคือไปเอานายกเทศมนตรีพิษณุโลกมาด้วย เปรมฤดี ชามพูนท เมียสุชน ชามพูนท ส.ส.พรรคเพื่อไทย ฮิฮิ จะบอกว่าเอาสีแดงด้วยหรือเปล่า แต่เข้าใจว่าคงได้รับเลือกในฐานะผู้บริหารเทศบาลดีเด่น

ชุดของอานันท์ นอกจากจะมี อ.นิธิ อ.เสกสรรค์ ยังมีพระไพศาล ที่ถือว่าจุดยืนมั่นคง ถึงเป็นพระท่านก็ไม่ใช่พวกสันติวิธีหน่อมแน้ม แล้วก็มีแม่สมปอง เวียงจันทร์ มี อ.บัณฑร อ่อนดำ นักวิชาการ NGO เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการผู้ต่อสู้เรื่อง พรบ.ป่าชุมชนมายาวนาน

ชัยอนันต์ สมุทรวณิช อาจพูดได้ว่าเป็นเสื้อเหลืองสายสนธิคนเดียว ที่ติดโผเข้ามา เพราะคนอื่นๆ เป็นเหลืองสาย NGO นอกกระนี้ก็มี อ.อคิน อ.ศรีศักดิ์ ร่วมกันเป็นตัวแทน Neo-cons ตามที่เก็งกันไว้

สมสุข บุญญะบัญชา อดีตผู้อำนวยการ พอช. นี่ก็ลัทธิประเวศ แต่กินเกาเหลากับไพบูลย์-พลเดช เพราะตอนสรรหาผู้อำนวยการ พอช.คนใหม่ ไพบูลย์-พลเดช ดันเอนก นาคะบุตร อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีพัฒนาสังคม “พี่เขียว” สมสุขดันคนใน เลยโดนใครไม่ทราบอ้างตัวเป็น “แหล่งข่าว” อาศัยความคุ้นเคยสื่อมวลชน ให้ข่าวถล่มทางหน้าหนังสือพิมพ์เป็นชุด ว่าสืบทอดอำนาจเผด็จการ (ฮา) แต่ผลสุดท้าย คนในได้ เอนกปิ๋ว มิน่า ถึงต้องจับ “พี่เขียว” แยกมาชุดนี้

คีย์สำคัญอีกส่วนที่ต้องรอดูคือ สำนักงานปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะตั้งอยู่ใน สช. สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่หมออำพล จินดาวัฒนะ สายตรงหมอประเวศอีกนั่นแหละ เป็นเลขาธิการ มีข่าวว่าจะดึง ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผอ.สำนักสนับสนุนการสร้างสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน สสส. มาช่วยงาน แต่ตัวหัวหน้าสำนักงานอานันท์จะดึงคนมาจากปูนซีเมนต์ไทย

แฝดกับใคร

เพื่อนพ้องใน NGO อธิบายว่า ต้องเห็นใจมวลชนที่เขาต่อสู้มานาน เจรจากันไม่รู้กี่รอบ จั๊กกะแหล่นๆ จะบรรลุผลอยู่แล้ว อีกนิดเดียวเอง

ฉะนั้นการเข้ามาร่วมมือปฏิรูปประเทศไทย ก็แปลว่าเราจะได้ พรบ.ป่าชุมชน ชาวปากมูลได้เปิดเขื่อน กลุ่มอนุรักษ์เมืองกาญจน์ บ้านกรูด บ่อนอก บางสะพาน มาบตาพุด จะได้ปลอดมลพิษ ชาวเขาจะได้สัญชาติ สมัชชาโน่นนี่จะได้ตามร้องขอ ฯลฯ

เพื่อแลกกับการค้ำจุน “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” ให้ครองอำนาจต่อไป

ถามว่านี่หรือคือจุดยืนของ NGO เอาแค่เรื่องเฉพาะ เอาแค่การแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ทิ้งหลักการทำงานเพื่อให้ประชาชนตื่นตัวมีจิตสำนึกประชาธิปไตย หันมาสนับสนุนรัฐราชการ ขุนนางอำมาตย์ ที่มองประชาชนเป็นผู้ถูกปกครอง

ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของหมอประเวศ พูดง่ายๆ คือพยายามเสนอสิ่งดีๆ ให้ผู้มีอำนาจรับไปทำ โดยไม่สนใจว่าอำนาจนั้นมีความเป็นธรรมและชอบธรรมหรือไม่ ไม่ใส่ใจแม้จะเป็นการค้ำจุนอำนาจที่ไม่ชอบธรรม คิดเพียงว่าเมื่อทำแล้ว ประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของหมอประเวศ ต้องรอให้เกิดวิกฤต แล้วจึงจะฉวยโอกาส เกิดความรุนแรง มีคนตายมากมาย เกิด Chaos แล้วจึงเข้ามา “ชุบมือเปิบ” บนกองเลือด (อานันท์ใช้คำว่า “โอกาสทอง”) วางมาดเป็นผู้สูงส่ง เสนอแนวทางบรรเทาปัญหาสังคมที่ทำให้อำนาจอันไม่ชอบธรรมดำรงอยู่ต่อไปได้ ให้ประชาชนได้อะไรติดไม้ติดมือสักอย่างสองอย่างแต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้าง อำนาจโครงสร้างเศรษฐกิจที่แท้จริง

อานันท์บอกว่ากรรมการสองชุดนี้จะเป็นเหมือนแฝดสยาม “อิน-จัน” ผมอยากบอกว่า กรรมการปฏิรูปฯ จะเป็นเหมือนแฝดสยามกับ “ระบอบอภิสิทธิ์ชน” มากกว่า เคยดูหนังไหมครับ ที่แฝดคนหนึ่งตายไปแล้วตามกลับมาหลอกหลอน แฝดสยาม อิน-จัน พอคนหนึ่งตายอีกคนก็ตายตามกัน คุณเอาตัวเองไปผูกไว้กับสิ่งที่ใกล้ตาย ไม่ตายตามก็จะโดนหลอกหลอนไปชั่วชีวิต

ใบตองสีส้ม

10 ก.ค.53

ข่าวสดออนไลน์: 6 หมื่นสาย 63 ล้านคิด

คอลัมน์ เหล็กใน

ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับโครงการ 6 วัน 63 ล้านความเห็น เพื่อปฏิรูปประเทศไทย

สมใจเจ้าของไอเดีย มันสมองคู่ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน หรือไม่

ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง

แต่ที่แน่ๆ ตลอดระยะเวลา 6 วัน ที่เปิดให้โทรศัพท์ฟรี ผ่านหมายเลข 0-2304-9999 จำนวน 300 คู่สายนั้น

สรุปมีประชาชนโทรศัพท์เข้ามากว่า 61,681 ราย

โดยแสดงความคิดเห็น ปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือน อาชีพ และรายได้มากที่สุด เป็นอันดับ 1 กว่า 14,023 ราย ตามด้วยปัญหาการเมือง 8,166 ราย ปัญหาการศึกษา 5,320 ราย ปัญหาสวัสดิการสังคม 5,219 ราย

เฉพาะวันสุดท้าย เป็นที่น่าสังเกตว่ามีรายการโทร.กระหน่ำกว่า 14,547 ราย มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

เข้าใจว่ามีการเร่งระดมทำยอดให้ถึงเป้า

ไม่ถึง 63 ล้านสาย ได้ 6 หมื่นความคิดที่ชาวสงเคราะห์บริจาคให้ ก็นำไปคุยโอ่ได้

ว่าแล้วนายสาทิตย์ ก็ออกมาแก้เกี้ยว อ้างว่า 60,000 กว่าสายไม่ถือว่าต่ำกว่าเป้า เป็นไปตามความจริง เพราะมี 300 คู่สาย เปิด 12 ชั่วโมงต่อวัน 1 สายใช้เวลาเฉลี่ย 10 นาที ถ้าจะเอาแสนกว่าก็ต้องเปิด 24 ชั่วโมง แล้วจะเอาอาสาสมัครที่ไหน

นายสาทิตย์ระบุด้วยว่า ในจำนวนนี้ มีคนโทรศัพท์มาต่อว่ารัฐบาลเพียง 1,500 สายเท่านั้น แต่ที่เหลือเป็นการแจ้งปัญหาและข้อเสนอแนะ

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ดูเหมือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

ด้วยการลงมาทำหน้าที่โอปะเรเตอร์ด้วยตัวเองถึง 3 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้คณะรัฐมนตรี ลงมาร่วมรับสายอย่างพร้อมหน้าในวันสุดท้าย

ส่วนใครจะเจอด่าทอต่อว่าอะไรบ้าง คงไม่มีใครออกมาเปิดเผยให้เสียเครดิตตัวเอง

แต่ที่แน่ๆ วันแรก นายอภิสิทธิ์ก็โดนสาปส่งให้ไปลงนรก

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ถึงหน้าเสีย เมื่อเจอไล่ส่งว่ารัฐบาลนี้ถ้าออกไปได้ ก็ออกไปซะ

ส่วนขวัญใจแม่ยกทางเฟซบุ๊ก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.ที่มาร่วมรับสายด้วย ก็ถูกต่อว่าเรื่องทหารรุมซ้อม ทำร้ายประชาชนในเหตุการณ์เดือนพฤษภาเลือด

ไปไม่เป็นเหมือนกัน

ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ และพ.อ.ไก่อู ต่างก็มาเจอของจริงอีกด้าน ที่ตรงข้ามกับเสียงของบรรดาแฟนคลับในเฟซบุ๊ก

ยังดีที่ไม่ส่งบรรดาทีม “ปากหนา” สารพัดโฆษกมาร่วมรับสาย เช็กเรตติ้งด้วย

น่าเห็นใจ ก็แต่บรรดาอาสาสมัคร ดารา นักร้อง พิธีกร นางงาม ดีเจ. ที่มาร่วมรับสายฟังความคิดเห็น

ฟังจากวิลลี่ แมคอินทอช และ”เสนาหอย”เกียรติศักดิ์ อุดมนาค บอกว่าโดนด่าจนหูชา ส่วนใหญ่โทรศัพท์มาต่อว่าการทำงานของรัฐบาล

บางสายพูดสั้นๆ ว่าฝากบอกรัฐบาลด้วยว่า “ไปตายซะ”

หน้า 6

บุกบ้านพิษณุโลก: ลั่นค้านปฏิรูปบนซากศพ

“เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย” รณรงค์หน้าบ้านพิษณุโลก ประณามคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ซื้อเวลาให้รัฐบาลที่มาจากการเข่นฆ่าประชาชน ด้านอานันท์เผยการปฏิรูปไม่มีวันเสร็จสิ้น วาระการทำงานไม่ใช่เรื่องใหญ่ เตรียมทำงานคู่ขนานกับสมัชชาของ นพ.ประเวศ เหมือนแฝดอิน-จัน

นักกิจกรรมโผล่ต้านคณะกรรมการปฏิรูปประเทศฯ ลั่นเสียดายคนตายไม่ได้ปฏิรูป

วันนี้ (9 ก.ค. 53) เวลา 13.30 น. ที่บ้านพิษณุโลก เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) ซึ่งประกอบด้วยนักกิจกรรมทางสังคมรุ่นใหม่และนิสิตนักศึกษาจาก สนนท. ได้ทำกิจกรรมรณรงค์คัดค้านการเข้ามาทำหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยที่หน้าประตูบ้านพิษณุโลก ก่อนที่การประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานจะได้เริ่มขึ้น

การชุมนุมดังกล่าวมีการแสดงละครโดยการที่ผู้รณรงค์ได้นำเอาเอาสีแดงมาทาที่ทาตัวและนอนอยู่หน้าประตูบ้านพิษณุโลก โดยผู้จัดกิจกรรมระบุว่าเพื่อเป็นการเปรียบเทียบว่า คณะกรรมการทั้งสองชุดได้จัดตั้งขึ้นอยู่บนซากศพของประชาชนที่ถูกสังหารใน เดือนเมษาถึงพฤษภาที่ผ่านมา นอกจากนั้นในการรณรงค์ได้มีการถือป้ายรณรงค์มีเนื้อหาเช่น “เสียดายคนตายไม่ได้ปฏิรูป” “ไม่ขอปรองดองกับฆาตกร” “เขตอภัยทาน งดปฏิรูปบนซากศพ”และ“คนตาย 90 คน พวกคุณไม่แคร์”

ระหว่างการรรณรงค์ ดังกล่าวได้มีคณะกรรมการปฏิรูปได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมในบ้านพิษณุโลก อย่างต่อเนื่องอาทิ เช่น ทั้งนายชัยอนันต์ สมุทวณิช นางรัชนี ธงไชย นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ ทยอยเดินทางเพื่อเข้าร่วมประชุม โดยคณะกรรมการเหล่านี้ไม่ได้แสดงอาการสนใจต่อการรณรงค์ดังกล่าว

ขณะที่เมื่อรถของนายอานันท์ ปันยารชุนขับเข้ามา ซึ่งเมื่อมาถึงประตูบ้านพิษณุโลก นายอานันท์ได้เปิดประตูรถและเดินผ่านกลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปเล็กน้อยก่อนที่จะขึ้นรถเพื่อเข้าไปสู่ที่ประชุม หลังจากนายอานันท์เข้าที่ประชุมแล้ว กลุ่มผู้ชุมนุมจึงเดินทางกลับ

อานันท์เผยจะทำงานนคู่ขนานกับสมัชชาหมอประเวศ เหมือนแฝดอิน-จัน

สำหรับบรรยากาศการประชุมเมื่อเวลา 14.00 น. ได้เริ่มมีการประชุม โดยมีกรรมการเข้าร่วมทุกคน ยกเว้นพระไพศาล วิสาโล ทั้งนี้ นายอานันกล่าวก่อนการประชุมว่า จากการสำรวจเนื้อหาข่าวของ นสพ.ฉบับต่างๆ ส่วนใหญ่ลงครบถ้วนถูกต้อง แต่ก็มีบางฉบับซึ่งนักข่าวอาจจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้จักประวัติศาสตร์ จึงอ้างอิงตำแหน่งต่างๆ ของกรรมการไม่ตรงตามเจตนารมณ์ที่ตนพิจารณาคัดเลือก

โดยนายอานันท์ ได้ยกตัวอย่างด้วยว่า เช่น นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธ์ ตนไม่ได้เลือกเพราะเคยเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เลือกเพราะเป็นนักหมายที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษี หรือนายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ เป็นนักวิชาการด้านการเกษตร เคยลงมือทำนาด้วยตัวเองมาแล้ว หรือนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ตนไม่ได้สนใจว่าเคยเป็นคณบดีรัฐศาสตร์ที่ไหน แต่เลือกเพราะเคยเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เช่น เดียวกับนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ และนายศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ก็เลือกเพราะเป็นนักประวัติศาสตร์

นายอานันท์ กล่าวด้วยว่า สำหรับ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ก็เป็นคนที่ทำการศึกษาเรื่องสลัมและชุมชนแออัดมายาวนาน นายสมชัย ฤชุพันธ์ นั้นตนเลือกเพราะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการคลังและงบประมาณ นายพงศ์โพยม วาศภูติ ไม่ได้เลือกเพราะเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่เพราะเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการปกครอง นายชัยอนันต์ สมุทวนิช ก็เลือกเพราะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมกับการปฎิรูปการเมืองในอดีต ไม่ใช่เพราะเป็นผู้บังคับวชิราวุธวิทยาลัย

“อย่างไรก็ตาม การประชุมวันนี้จะคุยเรื่องกรอบการทำงานยังไม่ลงถึงเนื้อหาสาระ เพื่อกำหนดว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำก่อน-หลัง ซึ่งกรรมการชุดนี้จะทำงานคู่ขนานกับชุด นพ.ประเวศ วะสี เหมือนฝาแฝด อิน-จัน นอกจากนี้ จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญ หรือทำวิจัยเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อมูลศึกษาของเรา ” นายอานันท์ กล่าว

และเมื่อเวลา 14.30 น. นพ.ประเวศเดินทางมายังที่ประชุม เพื่อบอกถึงแนวทางการทำงานของกรรมการปฏิรูป เพื่อกรรมการสองชุดจะได้ทำงานประสานกันได้

อานันท์เผยเป็นการคุยทั่วไปเพื่อเขียนแผนงาน ลั่นปฏิรูปไม่มีวันเสร็จสิ้น วาระการทำงานไม่ใช่เรื่องใหญ่

ข้อมูลจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์ ยังระบุด้วยว่า หลังการประชุมยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูป ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง ว่า วันนี้ได้เปิดโอกาสให้ทุกคนได้คิดและพูดออกมาดังๆ เป็นการคุยทั่วๆ ไป ซึ่งจะนำไปสู่การเขียนแผนงาน ทั้งนี้การปฏิรูปไม่มีวันเสร็จสิ้น ทุกประเทศก็มีการปฏิรูปอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น วาระการทำงาน 3 หรือ 5 ปี คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรามีเวลาเท่าใดก็ทำไปเท่านั้น แค่ต้องรู้ว่าจะปฏิรูปเรื่องใด หากกว้างไปคงจะทำเสร็จยาก หากแคบไปก็ไม่สำเร็จ

“คณะกรรมการเราไม่มีอำนาจด้านบริหารคงไปล้วงลูกไม่ได้ แต่เมื่อคณะกรรมการเห็นว่ามีปัญหาต้องแก้ให้ชาวบ้านอย่างปัจจุบันทันด่วน เช่น เรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความไม่ยุติธรรม หรือกรณีถ้าพบว่าต้องมีการปรับปรุงระบบราชการแผ่นดิน การจัดงบประมาณรูปแบบใหม่ หรือต้องแก้ไขกฎกระทรวง ก็สามารถกระตุ้นให้รัฐบาลที่มีอำนาจไปดำเนินการแก้ไขได้” นายอานันท์ กล่าว

นายอานันท์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการประชุมนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม คณะกรรมการจะนัดประชุมทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี เวลา 13.30 น.ที่บ้านพิษณุโลก แต่สัปดาห์หน้าคณะกรรมการหลายคนติดภารกิจ จึงเปลี่ยนมาเป็นวันอังคารที่ 13 ก.ค.และวันศุกร์ที่ 16 ก.ค.แทน

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้วางกรอบการทำงานหรือไม่ว่าเรื่องใดควรแก้ไขก่อนหรือหลัง นายอานันท์ กล่าวว่า ยัง เรายังไม่เร่งรีบคงต้องประชุมอีกสัก 2 ครั้ง ถึงจะกำหนดแผนการระยะยาวหรือระยะกลางได้ วันนี้เป็นเพียงการเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้โต้แย้ง และแสดงความคิดเห็น ยอมรับว่า คณะกรรมการที่มาประชุมได้สะท้อนปัญหาออกมามากหลายเรื่อง

นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูป กล่าวว่า การสะท้อนปัญหาต่างๆ ของกรรมการครั้งนี้ พบว่า มีทั้งปัญหาในเชิงประเด็น และปัญหาของกลุ่มคน เช่น ปัญหาของเกษตรกรที่เป็นประเด็นใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากเกษตรกรมีอายุมากขึ้น แต่คนวัยรุ่นส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรน้อยลง รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องการกระจายการทรัพยากรที่ดินทำกิน และปัญหาหนี้สิน นอกจากนี้ที่ประชุมยังพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องของระบบงบประมาณ เกี่ยวกับความไม่สมดุลของการกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่น รวมทั้งสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหา แต่เราต้องมองไปถึงอนาคตทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป ในอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูปในระยะต่อไปจะดูว่ามีวิธีแก้ไขปัญหา อย่างไร โดยจะนำสิ่งต่างๆ ที่รับรู้ และปัญหาที่เสนอมาจากคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมาจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหา

นักกิจกรรมค้านคณะกรรมการปฏิรูปฯ เพราะกลัวซื้อเวลาและฟอกผิดให้อภิสิทธิ์

ด้่านนายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคม ซึ่งมาจัดกิจกรรมรณรงค์ที่หน้าบ้านพิษณุโลกในวันนี้กล่าวว่า เราเพียงแต่มารณรงค์เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ทำหน้าที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศว่า พวกเขามีบทบาทเพียงแค่การซื้อเวลาและฟอกความผิดให้กับรัฐบาลอภิสิทธิเท่านั้น เราอยากเรียกร้องถึงจิตสำนึกของกรรมการปฏิรูปประเทศทั้งหลายว่า สถานะอันทรงเกียรติที่พวกเขาได้รับการสถาปนาขึ้นนั้น มีที่มาอันเดียวกับผู้ที่อนุมัติให้มีการสังหารประชาชนในการชุมนุมจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถึงแยกราชประสงค์ ที่ทำให้มีคนไทยต้องเสียชีวิตไปกว่า 90 ราย นั่นเอง

ในการรณรงค์ดังกล่าวทางกลุ่มผู้รณรงค์ได้ออกแถลงการณ์ประกอบ มีเนื้อหาคัดค้านแผนการปฏิรูปประเทศ ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย และสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยด้วย (รายละเอียดแนบท้าย)

000

ปฏิรูปประเทศไทย อำมหิต ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี

ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าแผน “ปรองดอง” โดยกำหนดให้การปฏิรูปประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผน โดยแต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) และนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็น ประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย (คสป.)

ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2553 นายอานันท์ ปันยารชุน ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย จำนวน 19 คน และ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยจำนวน 27 คน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังรายชื่อที่ปรากฎเป็นข่าวตามสื่อมวลชนทั่วไป

พวกเราในนามของเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) มีความเห็นต่อการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้งสองชุดข้างต้นดังนี้

1.เราเห็นว่า การปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้เป็นเพียงการซื้อเวลาของรัฐบาล เพื่อจะไม่คืนอำนาจให้ประชาชนผ่านกระบวนการเลือกตั้ง และเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้เบี่ยงเบน ประเด็นความสนใจของสังคมต่อข้อเรียกร้องที่ให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและ รับผิดชอบในกรณีที่มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายนับร้อยราย และผู้บาดเจ็บพิการนับพันรายจากการที่รัฐบาลสั่ง “กระชับ พื้นที่” ในช่วงที่ผ่านมา ตลอดจนการใช้มาตรการที่รุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อไล่ล่าบดขยี้คน เสื้อแดงและการปฏิบัติการทางจิตวิทยาในระดับต่างๆ ของหน่วยงานด้านความมั่นคง ดังนั้นการเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปประเทศไทยเท่ากับเป็นการสนับสนุนให้ รัฐบาลมีความ ชอบธรรมที่จะไม่แสดงความรับผิดต่อการใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจรัฐอย่างไร้ ความเป็นธรรม การกระทำดังกล่าวย่อมนับเป็นความอำมหิตแบบหนึ่ง

2.ขณะที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจและตั้งคำถามถึงความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทย แต่ที่มาของคณะกรรมการทั้งสองชุดข้างต้นกลับสวนทางกับหลักการประชาธิปไตยโดย สิ้นเชิง ใช้วิธีการแต่งตั้งจากบนลงล่างมาโดยตลอด นับตั้งแต่ นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง ประธานกรรมการฯ และ ประธานกรรมการฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการฯ นอกจากนี้การมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ที่ได้ชื่อว่า “นายกฯ ร้อยศพ” จากการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนที่ผ่านมาจึงทำให้คณะกรรมการทั้งสองชุดข้างต้น ไร้เกียรติและศักดิ์ศรีอย่างที่สุด

ท้ายที่ สุดพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสังคมไทยจะร่วมกันรับรู้และร่วมกันผลักดัน เปลี่ยนแปลงเพื่อให้ความถูกต้อง ความยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป

เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.)

วันที่ 9 กรกฎาคม 2553

ก่อนการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ณ บ้านพิษณุโลก

นักปรัชญาชายขอบ: ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.

Sat, 2010-07-10 01:48

นักปรัชญาชายขอบ

ผมเคยเขียนโต้แย้ง ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ตามแผนปรองดอง) ในประเด็นที่ว่า การตัดสินใจทางการเมืองของคนชั้นกลางที่มีการศึกษาเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพมากกว่าการตัดสินใจทางการเมืองของคนชั้นล่างที่มีการศึกษาต่ำ โดยชี้ว่า ความเห็นของ ดร.สมบัติอาจไม่จริงเสมอไป เพราะประวัติศาสตร์การเมืองเวลานี้ชี้ชัดว่าคนชั้นกลางที่มีการศึกษาดีกว่าเลือกสนับสนุน หรือยอมรับรัฐประหาร และกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหาร ขณะที่คนชั้นล่างที่มีการศึกษาต่ำกว่าออกมาต่อต้านรัฐประหาร หรือปฏิเสธรัฐประหาร และกระบวนการที่สืบเนื่องจากรัฐประหาร (โปรดดูhttp:/www.prachatai3.info/journal/2010/06/29980)แม้เราอาจถกเถียงกันได้ว่า การที่คนชั้นล่างออกมาต่อต้านรัฐประหารนั้นอาจเป็นเรื่องของศรัทธาในตัวบุคคลหรือศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย? แต่การที่คนชั้นกลางมีการศึกษาดีสนับสนุน หรือยอมรับรัฐประหารนั้น เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า การมีการศึกษาไม่ได้สร้างหลักประกันการตัดสินใจทางการเมืองที่มีคุณภาพ (ในความหมายว่ายึดหลักการประชาธิปไตย) เสมอไป

ฉะนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การศึกษาของบ้านเราเป็นอะไรไป ทำไมคนที่มีการศึกษาดี เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือกระทั่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชั้นนำ จึงเลือกที่จะอยู่ข้างรัฐประหาร แสดงความเห็นสนับสนุน หรือตัดสินใจเข้าร่วมวงไพบูลย์กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร?

เป็นความจริงหรือไม่ว่า “การศึกษาแบบทางการ” ในบ้านเราแทบไม่ได้ใส่ใจกับการสร้างอุดมการณ์หรือจิตวิญญาณประชาธิปไตยเลย ยิ่งหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองการปกครอง มีลักษณะเป็น “ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.” ที่มี “เนื้อหาสำคัญ” ประมาณว่า “ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น” นักเรียนที่เรียนประวัติศาสตร์แบบนี้อาจทำข้อสอบได้เกรด A หากเขากากบาทถูกว่า พ.ศ.ใดมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง

นักเรียนที่ได้เกรด A ไม่จำเป็นต้องเข้าใจบริบททางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง โครงสร้างอำนาจ ความคิด และบทบาทของคนชั้นนำในเวลานั้น ความเป็นอยู่ สิทธิอำนาจของประชาชนทั่วไป ไม่ต้องเข้าใจการก่อตัวของแนวความคิด เหตุผล อุดมการณ์ที่นำมาสู่การเกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้น

ทั้งนี้เพราะ “แบบเรียนวิชาประวัติศาสตร์” คือแบบเรียนที่ตัดตอน ลดทอนความจริงบางแง่บางด้านออกไป เช่น เมื่อเรียนประวิศาสตร์ พ.ศ.2475 นักเรียนไม่มีโอกาสจะได้อ่านประกาศคณะราษฎรฉบับเต็มที่วิพากษ์วิจารณ์ความฟอนเฟะของระบบกษัตริย์ในขณะนั้น การปกครองที่กดขี่ ความอยุติธรรมต่างๆ เป็นต้น อันเป็นเหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการปกครอง

วิชาประวัติศาสตร์ไม่มีเนื้อหา หรือ “เวที” ให้กับการวิเคราะห์ ประเมินค่าอุดมการณ์ และอื่นๆ ที่อาจทำให้ผู้เรียนเกิดมโนสำนึกว่า อุดมการณ์ และการเสียสละของผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง “มีความหมาย” (meaningful) ต่อสภาพสังคมและวิถีชีวิตในยุคเราอย่างไร และหรือมี “คุณค่า” เป็นบทเรียนต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอย่างไร

ฉะนั้น เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.2475 นักเรียนอาจรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในบุญคุณของผู้ที่ถูกยึดอำนาจมากว่าที่จะเห็น“คุณค่า” ของ “คณะราษฎร” ผู้ก่อการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือผู้แรกเริ่มสร้างประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของเรา

เช่นเดียวกัน เมื่อเรียนประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา 19 พฤษภา 35 และต่อไปคือ ประวัติศาสตร์ 10 เมษา-พฤษภา 53 นักเรียนที่กากบาทถูกว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็คงได้เกรด A เขาเป็นนักเรียนที่ได้ “คะแนนดีมาก” เพียงเพราะว่าเขาท่องจำ “ประวัติศาสตร์ของ พ.ศ.” ได้ดี เขาไม่จำเป็นต้องซึมซับ “ความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์” ไม่จำเป็นต้องซาบซึ้งใน“อุดมการณ์” หรือจิตวิญญาณรักประชาธิปไตยของบรรพชนผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องรับรู้หรือเกลียดชังความอำมหิตของผู้ที่ใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เขาจึงเป็นนักเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ได้คะแนนดีแต่ไร้หัวใจที่จะเห็นคุณค่าของอุดมการณ์และความเสียสละของผู้รักประชาธิปไตย จึงไม่แปลกที่สังคมวันนี้จะเต็มไปด้วยผู้มีการศึกษาดีแต่ไร้หัวใจ ประณามชาวบ้านที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยทัศนะที่ตื้นเขิน ฉาบฉวย กระทั่งหยาบคาย จนถึงดูหมิ่น เกลียดชัง ขยะแขยง!

แน่นอนว่า การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย (democratic education) และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เป็นเงื่อนไขสำคัญ(precondition) ที่จะทำให้การมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชนมีความหมายต่อการพัฒนาประชาธิปไตย แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความเป็นจริงของสังคมไทยวันนี้ คนที่มีการศึกษา (กระทั่งคนที่อยู่ในภาคการศึกษา) กลายเป็นคนส่วนน้อยที่มีจิตสำนึกและออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

คนเหล่านี้ไม่ทุกข์ร้อนกับการที่รัฐละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานของฝ่ายที่คิดต่างทางการเมือง ด้วยการปิดสื่อ การคง พรก.ฉุกเฉิน (ใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ) การอ้างนิติรัฐ (rule of law) แต่ไม่มีกระบวนการสอบสวนที่เที่ยงธรรม (fair trial) ไล่จับกุมฝ่ายตรงข้าม/กักขังโดยไม่ตั้งข้อหา ละเมิดสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคในทางกฎหมาย สองมาตรฐาน ฯลฯ

คนเหล่านี้ (ที่เป็นเจ้าของสื่อ และสามารถส่งเสียงผ่านสื่อได้มากกว่า) ไม่ได้ใส่ใจว่า ประชาธิปไตยต้องสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับหลักสิทธิมนุษยชนที่ทำหน้าที่ (function) เคารพและปกป้องความสง่างามของมนุษย์ (human dignity) ฉะนั้น รัฐบาลที่ลุแก่อำนาจจึงละเมิดสิทธิมนุษยชนได้อย่างสะดวกดาย

จึงเป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่งที่ประเทศกึ่งดิบกึ่งดีทางเสรีภาพ (partly free) อย่างบ้านเราจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประเทศที่มีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากบรรดาผู้ที่มีการศึกษา (ที่ผ่านระบบการศึกษาอันบิดเบี้ยว ไม่สร้างอุดุมการณ์ และจิตวิญญาณประชาธิปไตย) นั่นเองคือ “อุปสรรค” ของการเปลี่ยนแปลง!

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์: ปฏิรูปไม่ได้ ปรองดองไม่ได้ ถ้าไม่รู้สึกเจ็บปวด

Fri, 2010-07-09 19:17

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์

พลันเมื่อได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ให้ทำหน้าที่ประธานกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) สื่อมวลชนรายงานว่า นพ. ประเวศ วะสี ประธาน คสป. กล่าวว่า “คณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่คณะกรรมการปรองดอง เพราะปรองดองเป็นเรื่องของอดีต มีโจทก์และจำเลย แต่การปฏิรูปเป็นการมองไปข้างหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหา แต่จะเป็นการทำสิ่งใหม่เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย” (8 กรกฎาคม 2553 มติชนออนไลน์)

ออกจะเป็นเรื่องแปลกที่คน “องค์รวม” อย่างหมอประเวศจะพูดว่าเราควรเดินหน้าต่อไป โดยมองข้ามอดีต และที่น่าสนใจก็คือทำไมคุณหมอถึงบอกให้มองข้ามอดีตทั้ง ๆ ที่เป็นเหตุการณ์สำคัญและมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และตามเนื้อทฤษฎีที่คุณหมอมักกล่าวอ้าง แทบไม่มีครั้งใดเลยที่คุณหมอจะไม่พูดเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน อย่างเช่น

“เมื่อเราเกิดปัญญาแล้วจะสามารถเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน อนาคต ทำให้เห็นอนาคตและกลับไปพิจารณาอดีตปัจจุบันด้วยกระบวนการทางปัญญา” (การจัดการความรู้ ศ.นพ. ประเวศ วะสี ปาฐกถาพิเศษ ในงานมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2548)

เมื่อเห็นรายชื่อกรรมการหลายคน โดยส่วนตัวผู้เขียนเชื่อมั่นในพลังทางศีลธรรมและเจตนารมณ์ที่ดีของท่านทั้งหลาย แต่อย่างที่กล่าวข้างต้น ความคิดที่จะมุ่งปฏิรูปอนาคตโดยไม่สนใจใยดีต่ออดีต และอันที่จริงอดีตก็ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะโจทก์และจำเลย แต่เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียที่ร้าวลึกของหลายฝ่าย แต่เป็นเรื่องของบาดแผลในจิตใจมนุษย์ที่คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเยียวยา ทั้งยังเป็นบาดแผลต่อจิตวิญญาณของชนชาติไทย แต่ทำไมประธานกรรมการท่านนี้จึงเริ่มจากการบอกให้มองข้ามอดีต

ทำไมท่านประธานฯ ถึงบอกว่าอดีตเป็นแค่เรื่องระหว่าง “โจทก์และจำเลย” ความคิดเช่นนี้ไม่ใช่หรือที่เรียกว่าเป็นความคิดแบบคู่ตรงข้าม ที่ตัวท่านประธานฯ เองเสนอหลายครั้งหลายคราให้เรามองข้ามคู่ความคิดที่ตรงข้ามเช่นนี้

อดีตที่เพิ่งผ่านมาเพียงสองสามเดือน หรือจะย้อนหลังไปจนตั้งแต่ช่วงมีการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ใช่สิ่งที่เรามองข้ามถ้าเราต้องการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า อย่างน้อยที่สุด กรรมการชุดนี้ควรมีสำเหนียกและสำนึกถึงความรู้สึกเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ซึ่งอันที่จริงก็เกิดขึ้นกับบรรดา “คนเล็กคนน้อย คนยากคนจน” ที่ท่านประธานฯ เรียกร้องให้มีการเคารพศักดิ์ศรีทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยท่านประธานฯ เองก็มองว่า “ศีลธรรมพื้นฐานคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคน” (ปาฐกถาเดียวกัน)

คนที่ตายเกือบร้อยชีวิต คนที่เจ็บกว่าสองพัน เขามีศักดิ์ศรีหรือไม่ ท่านประธานฯ และกรรมการทั้งหลายพอจะมีเวลาและพร้อมจะสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับเขาสักหนึ่งนาทีก่อนจะเริ่ม “ปฏิรูปอนาคต” ของประเทศที่ผู้สูญเสียเหล่านี้รัก ท่านพร้อมจะไว้อาลัยให้กับประชาธิปไตยที่คนเหล่านี้เอาชีวิตเข้าแลกได้หรือไม่

ในเมื่อยังไม่มีการสำเหนียกและสำนึกซึ่งความเจ็บปวด ไม่พักต้องพูดถึงความจริงที่ต้องคลี่คลาย ทั้งการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่และราษฎร ซึ่งในฝ่ายแรกก็ยังไม่ชัดเจนว่า เป็นความขัดแย้งกันเองในกองทัพหรือไม่ ในฝ่ายหลังมีหลักฐานประจักษ์ชัดมากทีเดียวว่ารัฐมีการกระทำที่น่าจะพิจารณาว่าเกินกว่าเหตุ ไม่นับคนอีกหลายร้อยคนที่ถูกจองจำเพียงเพราะความเชื่อทางการเมืองของตน

เขาเหล่านั้นยังมีครอบครัว ญาติมิตร ลูกหลาน หลายคนเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ที่อุบลราชธานี แม่คนหนึ่งถูกยิงขาทะลุและถูกจับ ศาลปฏิเสธไม่ปล่อยตัวชั่วคราวตั้งแต่พฤษภาคม ถูกต้องข้อหาอาญา เพียงเพราะเข้าร่วมการชุมนุม ปล่อยลูกสามคนที่แคระแกรนเพราะขาดสารอาหารอยู่กับยายอายุ 84 ปีเพียงลำพัง ยายมีรายได้เพียง 500 บาทต่อเดือน (เบี้ยยังชีพ)
และยังอีกหลายร้อยคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐตามล่าหาตัว กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้เกิดการชุมนุมประท้วง
การเข้าร่วมการประท้วงจึงกลายเป็นความผิดทางอาญาไปสำหรับรัฐบาลที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแค่ปาก

ท่านประธานฯ และกรรมการทั้งหลายจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไรในเมื่อความจริงเหล่านี้ยังไม่คลี่คลาย อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งซึ่งตั้งโดยรัฐบาลนี้สอบสวนและพบว่าเจ้าพนักงานของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิเหล่านี้ การทำหน้าที่ที่อ้างว่าเป็น “การปฏิรูปอนาคต” ของท่าน จะไม่ได้เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐที่ขาดความชอบธรรมไปนานแล้วหรือ

ผู้เขียนเชื่อมั่นในพลังทางศีลธรรมของกรรมการทั้งหลาย ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าทุกท่านมีเจตนาดี ด้วยความคุ้นเคยและด้วยความเคารพต่อกรรมการบางท่าน ผู้เขียนอยากขอให้ท่านทั้งหลายยืนนิ่งไว้อาลัยอย่างน้อยสักหนึ่งนาทีก่อนจะเริ่มปฏิบัติงานทุกครั้ง การไว้อาลัยเช่นนี้แล เชื่อได้ว่าจะทำให้ท่านสามารถ “พิจารณาอย่างลึกซึ้ง มีสติ ก็จะทำให้ปัญญาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการทางบวกที่เรามองความสำเร็จ ทำให้เกิดพลังเพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นคำพูดของท่านประธานฯ เคยกล่าวไว้เอง

ในระหว่างความเงียบงันระหว่างสงบนิ่งนั้น ขอให้ท่านกรรมการสัมผัสอย่างลึกซึ้งถึงอดีตอันเจ็บปวดเพราะ

“คำว่าปรองดอง มันพูดง่าย แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด ถ้าเห็นใจก็คือ คุณรู้สึกจริงๆ รู้สึกเจ็บปวดร่วมกับคนเหล่านั้นจริงๆ ถึงขั้นที่พูดออกมาเป็นคำไม่ได้” และ “การให้อภัยดูจะเป็นหนทางหนึ่งในการคืนศักดิ์ศรีให้กับตัวเราเองด้วย ไม่กลัวที่จะยอมรับบทเรียนอันเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และไม่กลัวที่จะเผชิญปัญหาต่อไป หรือแม้แต่จะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป การให้อภัยได้เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับพลังทางสติปัญญาเข้ามามีบทบาทแทนที่ ความโกรธเกลียดได้”
(“ทุกข์ร่วมจึงร่วม ทุกข์ สัมภาษณ์ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ (ตอนที่ 1) วิจักขณ์ พานิชhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278076278&catid=02)

“บก.ลายจุด” ได้ประกันตัว ออกจากห้องขังแล้ว

Fri, 2010-07-09 18:39

อัยการยื่นฟ้อง บก.ลายจุด ทันที หลังศาลไม่อนุญาตให้ขยายเวลาขังต่อในผลัดสองตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หนูหริ่งเผย พ้นจากห้องขัง จะรีบเข้าเฟซบุ๊ค

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.53 เวลา 9.30 น. ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับคำร้องให้ขยายเวลาควบคุมตัวนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ยื่นให้คุมขังต่อเป็นผลัดที่สอง

จากนั้นเวลาราว 11.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีวังทองหลาง จึงนำเรื่องแจ้งความต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในฐานความผิดร่วมกันฝ่าฝืนข้อห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อันมีลักษณะเป็นการขัดขืนคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมนุมเพื่อให้เป็นไปโดยสงบและไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน โดยมีโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี และหรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท

ศาลแขวงพระนครเหนือ อนุญาตให้ประกันตัวนายสมบัติในวงเงินประกัน 3 หมื่นบาท และกำหนดนัดวันพร้อมหรือชี้สองสถาน ในวันที่ 9 ส.ค. 53 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

เมื่อเวลา 15.00 น. นายสมบัติเดินออกจากที่คุมขังด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขากล่าวว่าอยากรีบกลับไปออนไลน์เฟซบุ๊ค ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันที่คนทั่วไปสามารถใช้แสดงความคิดเห็นอย่างมีความรับผิดชอบ ในครั้งนี้ มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์รอต้อนรับนายสมบัติประมาณ 30 คน โดยเครือข่าย Try Arm นำโดย จิตรา คชเดช ได้ตัดกางเกงในซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์กางเกงในชายชิ้นแรก มามอบให้นายสมบัติจำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นกำลังใจในการสู้คดี

ทั้งนี้ หลังการปล่อยตัว นายสมบัติได้อัพเดตสถานะในเฟซบุ๊คส่วนตัว อาทิ

“Hello FB I am back”

“อิสรภาพที่แลกด้วยพันธนาการ งดงามกว่าอำนาจที่แลกด้วยชีวิตคน”

“เพื่อนคนหนึ่งถามผมว่า ผมจะทำอะไรเป็นอันดับแรกเมื่อได้รับการประกันตัว <== โกนหนวดครับ”

“ระหว่างที่ถูกจับกุมตามหมาย ศอฉ จะมีตำรวจ 2 ชุดมาคุย คือ ท้องที่ กับ ทีมตำรวจของ ศอฉ ซึ่งประกอบด้วยทีมงานประมาณ 20 คน เขาไม่เรียกว่าเป็นการสอบปากคำ แต่เป็นการพูดคุยกัน ซึ่งจริง ๆ ก็คือ การหาข้อมูลจากคนที่ถูกจับนั่นแหละ แต่ไม่เกี่ยวกับคดี แต่อาจเกี่ยวกับคดีคนอื่น”

“อิสรภาพมาพร้อมกับสิวหัวช้างที่จมูก แสบจริง ๆ ส่วนผมหงอกก็ลุกลามจนมีคนทักหลายคน เลยไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ในวัยไหนกันแน่ สับสน”