ภาพเหตุการณ์จับ นที สรวารี นักกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง

Sun, 2010-07-18 22:45

นายนที สรวารี นักกิจกรรมผู้เข้าร่วมการรำลึกถึงคนตายจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ซึ่งถูกจับกุมเมื่อบ่ายนี้ ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากถูกขังอยู่ในรถขนนักโทษนานหลายชั่วโมง ตร. ระบุความผิดฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท

เวลา 22.40 น. นายนที สรวารี เปิดเผยกับประชาไทว่า ได้รับการปล่อยตัวแล้ว หลังจากที่ถูกจับกุมเมื่อบ่าย เนื่องจากส่งเสียงตะโกนว่า “ที่นี่มีคนตาย” ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้ทราบมูลความผิดหากมีการชุมนุมเกินกว่า 5 คนที่สี่แยกราชประสงค์บ่ายนี้

โดยเวลาประมาณ 16.30 น. นายนทีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเกือบ 10 นายอุ้มขึ้นรถขนนักโทษของ ส.น.บางโพงพาง ขณะตะโกนส่งเสียง ว่าที่นี่มีคนตาย และได้รับการปล่อยตัวในที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่ามีความผิดฐานส่งเสียงดังในที่สาธารณะ ปรับ 100 บาท

“ขอโทษประเทศไทย” โฆษณาที่โดนแบน

คอมเม้นต์โดย ธิดา รักรัฐมนตรีวัฒนธรรม (5555)

“ขอโทษประเทศไทย” โฆษณาที่เพิ่งโดนแบน : หนึ่งนาทีครึ่งแรกจิกด่าทุกสิ่งที่ผู้ทำโฆษณาเชื่อว่าสมควรโดนด่า ทว่านับจากนาทีที่ 1.40 เป็นต้นไป เขาก็เผยชัดว่า “ความสูญเสีย”, “การเยียวยา” และ “ด้านบวกของความเป็นไทย” ในสมองของเขาได้แก่สิ่งใดบ้าง …รวมความคือถึงอย่างไรโฆษณาชิ้นนี้ก็แสนจะซึนและเปล่ากลวง แต่เพียงเพราะมันเล่นกับภาพและเหตุการณ์ที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อการกระตุ้นอารมณ์คน มันจึงโดนแบน?

ม.เที่ยงคืนเสนอ “ปฏิรูป” การ “ปฏิรูปประเทศ”

Fri, 2010-07-16 21:28

ม.เที่ยงคืนชี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีอำนาจกว้างขวาง ไม่มีหลักประกันเสรีภาพการแสดงความเห็นของฝ่ายที่คิดต่างจากรัฐบาล เสนอให้เลิก พ.ร.ก. เพื่อให้ความคิดเรื่องปฏิรูปไม่ออกมาแต่ข้างฝ่ายรัฐบาล ชี้การพิสูจน์ข้อเท็จจริงกรณีสลายชุมนุมเมษา-พฤษภามีความสำคัญต่อการปฏิรูป พร้อมเรียกร้องสังคมกดดันให้เกิดการ “ปฏิรูป” การ “ปฏิรูปประเทศ”

เวลา 16.00 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ห้อง 102 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ประกอบด้วย รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ อาจารย์ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ รศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และ อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ ร่วมกันออกแถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เรื่อง “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย” โดยมี นายสมชาย เป็นผู้อ่านแถลงการณ์

ใจความตอนหนึ่งของแถลงการณ์ “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย” ระบุว่า “ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ในการกล่าวหาและควบคุมบุคคลที่เห็นว่ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแม้กระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังมีการกล่าวหาและการควบคุมบุคคลจำนวนมากโดยไม่เคารพต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้กระทำความผิดในลักษณะใด

อำนาจที่ฉ้อฉลของกฎหมายฉบับนี้จึงย่อมเป็นผลให้บุคคลที่มีจุดยืนแตกต่างจากฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐไร้หลักประกันว่าจะสามารถแสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยจึงยากที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างกว้างขวางและการต่อรองอย่างเป็นธรรม จึงต้องมีการยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคิดในการปฏิรูปประเทศไม่ปรากฏออกมาสู่สังคมเฉพาะที่มาจากฝ่ายของรัฐบาล ชนชั้นนำ และปัญญาชนที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปคณะต่างๆ เท่านั้น”

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ “ความจริง” และต้องมีผู้ “รับผิด” ต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง ตลอดจนการที่สังคมโดยรวมจะได้หาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง เพื่อจะสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก กระบวนการดังกล่าวนี้สำคัญอย่างมากต่อการที่จะดึงให้ทุกฝ่ายทุกสีให้หันหน้าเข้าหากันโดยต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศในวิถีทางที่ตนสามารถกระทำได้

“มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้สังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมของสังคมนี้นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผล หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างกว้างขวางอันจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาว” ตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุ

หลังการแถลงข่าวนายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ตอบคำถามและอธิบายข้อเสนอเรื่องการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมืองและเปิดเผยต่อสังคมว่า การมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การเปิดเวที ระดมคนร้อยคน หรือสองร้อยคนไปฟัง นอกจากนี้ต้องมีการพิมพ์เอกสารและสื่อทั้งหมดที่คณะกรรมการฯ กำลังดำเนินการสู่สาธารณะชนในวงกว้างและง่ายต่อการเข้าถึง อาจจะพิมพ์สิ่งที่คณะกรรมการฯ จะเสนอในหนังสือพิมพ์หรืออื่นๆ รวมทั้งในบางกรณีเช่นกรรมการที่เป็นชุดตรวจสอบข้อมูลฯ ก็มีความจำเป็นต้องเผยแพร่ข้อมูลหรือหลักฐานด้วยซ้ำ เพื่อที่สังคมทั้งหมดจะได้เห็นข้ออ่อนหรือจะทำอะไร การเปิดเวทีเพียงครั้งๆ เกรงว่าถ้าทำอย่างนั้นจะคล้ายการทำประชาพิจารณ์จอมปลอมซ้ำรอยรัฐธรรมนูญปี 2550 ท้ายสุดจะไม่ได้อะไรขึ้นมา

นายชำนาญ จันทร์เรือง กล่าวหลังการแถลงข่าวว่า คณะกรรมการปฏิรูปทั้ง 2 ชุดที่ตั้งขึ้น เป็นเรื่องซื้อเวลาของฝ่ายบริหาร เพราะจริงๆ แล้วฝ่ายบริหารมีหน้าที่ปฏิรูปอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งกรรมการอะไรอยู่แล้ว อำนาจเต็มอยู่ที่ฝ่ายบริหาร คณะรัฐบาลอยู่แล้ว คณะกรรมการทั้งสองชุดตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ถ้ามีการเสนอขึ้นมาถ้ารัฐบาลไม่เอาด้วยก็จบ และระยะเวลาทำงานก็เนิ่นนาน 2-3 ปี และไม่แน่ว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเอาหรือไม่เอาอย่างไร ก็เป็นการซื้อเวลา แต่การปฏิรูปไม่สามารถเคลื่อนได้ถ้ามี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ใช่ยกเลิกประกาศธรรมดา แต่ต้องเลิกกฎหมายนี้ไปเลย พ.ร.บ.ความมั่นคงก็ร้ายแรงเต็มที ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดปาก เซ็นเซอร์ ปิดกั้นอินเทอร์เน็ต ซึ่งขัดต่อหลักการรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง และประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มากี่เดือนแล้ว ไม่ใช่แค่ฉุกเฉิน แต่เป็นฉุกเฉินฉบับถาวรไปแล้ว โดยรายละเอียดของแถลงการณ์เป็นไปดังแนบท้าย

000

แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง “ปฏิรูปการปฏิรูปประเทศไทย”

ในห้วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความขัดแย้งอย่างรุนแรง รัฐบาลได้นำเสนอกระบวนการ “ปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อเป็นหนทางในการจัดการกับความขัดแย้งและนำสังคมไทยกลับคืนสู่ภาวะสันติสุข โดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่ได้เข้ามาร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายประเด็นที่สังคมควรพิจารณาเพื่อให้การปฏิรูปประเทศไทยมีความชอบธรรมและบรรลุผลอันพึงปรารถนา

1. ปัญหาสำคัญอย่างยิ่งของสังคมการเมืองไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ การที่อำนาจในการอธิบายปัญหา การเสนอทางเลือกในการแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจหรือการวินิจฉัยต่างๆ ตกอยู่ในมือของชนชั้นนำเพียงหยิบมือเดียว แม้ว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้จำเป็นจะต้องมีปัญญาชนและชนชั้นนำเข้ามาร่วมอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีภาคสังคมเข้ามามีบทบาทในกระบวนการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเปิดโอกาสให้ภาคสังคมสามารถควบคุมตรวจสอบความคิดและการตัดสินใจของคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละชุดได้อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของคณะกรรมการแต่ละชุดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เปิดเผย เพื่อให้สาธารณชนได้มีโอกาสรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งหมด ทั้งเพื่อการวิพากษ์วิจารณ์และการเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

2. ภายใต้การประกาศใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่ในการกล่าวหาและควบคุมบุคคลที่เห็นว่ากระทำการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งแม้กระทั่งถึงปัจจุบันก็ยังมีการกล่าวหาและการควบคุมบุคคลจำนวนมากโดยไม่เคารพต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าได้กระทำความผิดในลักษณะใด

อำนาจที่ฉ้อฉลของกฎหมายฉบับนี้จึงย่อมเป็นผลให้บุคคลที่มีจุดยืนแตกต่างจากฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐไร้หลักประกันว่าจะสามารถแสดงความเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจได้อย่างปลอดภัย เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยจึงยากที่จะเกิดขึ้นท่ามกลางการแลกเปลี่ยนทัศนะอย่างกว้างขวางและการต่อรองอย่างเป็นธรรม จึงต้องมีการยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้ความคิดในการปฏิรูปประเทศไม่ปรากฏออกมาสู่สังคมเฉพาะที่มาจากฝ่ายของรัฐบาล ชนชั้นนำ และปัญญาชนที่เป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปคณะต่างๆ เท่านั้น

อนึ่ง แม้ว่าบุคคลหลายคนที่เข้าร่วมในคณะกรรมการปฏิรูปฯ จะยืนยันถึงเสรีภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตนว่ามิได้เป็นเครื่องมือของรัฐบาล แต่ความมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นของสังคมต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่า หากสังคมขาดเสรีภาพอย่างแท้จริงในการแสดงความเห็น เสรีภาพของคณะกรรมการแต่ละคนก็จะไม่มีความหมายใดเลย

3. ความขัดแย้งที่ยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระหว่างเหตุการณ์เดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการกล่าวหาและการตอบโต้กันว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่สร้างความรุนแรง กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความไม่ไว้วางใจรวมถึงความเกลียดชังระหว่างผู้คนต่างสีในสังคมไทย

กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ทุกฝ่ายได้เข้าใจ “ความจริง” ทั้งในเรื่องของตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงและเงื่อนไขแวดล้อมของความรุนแรง เพื่อนำไปสู่การที่แต่ละฝ่ายจะได้มีความเข้าใจต่อกันมากขึ้น และการที่จะต้องมีผู้ “รับผิด” (accountability) ต่อการตัดสินใจและการกระทำของตนเอง ตลอดจนการที่สังคมโดยรวมจะได้หาทางแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขแวดล้อมต่างๆ ที่เป็นเหตุปัจจัยแห่งความรุนแรง เพื่อจะสามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงซ้ำอีก กระบวนการดังกล่าวนี้สำคัญอย่างมากต่อการที่จะดึงให้ทุกฝ่ายทุกสีให้หันหน้าเข้าหากันโดยต่างก็ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศในวิถีทางที่ตนสามารถกระทำได้

กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่พยานหลักฐานจะถูกจัดการหรือสูญหาย และเพื่อให้กระบวนการนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นแต่เพียงเครื่องมือในการซื้อเวลาของรัฐบาล ซึ่งความระแวงสงสัยดังกล่าวนี้ย่อมไม่เอื้อต่อการดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เข้ามาสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศ

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการปฏิรูป “การปฏิรูปประเทศไทย” เพื่อให้สังคมมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมของสังคมนี้นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผล หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอย่างกว้างขวางอันจะเป็นผลดีต่อสังคมไทยในระยะยาว

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
16 กรกฎาคม 2553

เคลียร์ปมกรรมการสิทธิฯ กรณี เรือนจำ “ละเมิดสิทธิฯ” ผู้ต้องขัง “นปช.”

Tue, 2010-07-13 22:40

กระทรวงยุติธรรม ร่วมกรมราชทัณฑ์ แถลงข่าวกรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนลงพื้นที่ “เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” พบการปฏิบัติละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องขัง “นปช.”  แจงประเด็นผู้ถูกคุมตัวไม่มีทนายให้คำปรึกษา-ไม่สามารถติดต่อครอบครัว-เจ็บไม่ได้รับการรักษา

หมายเหตุ – พ.อ.เฟื่องวิชช์ อนิรุธเทวา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 ที่กระทรวงยุติธรรม กรณีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงผลการลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่มีการควบคุมตัวผู้ต้องขังกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้กระทำผิดตาม พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ยังมีการปฏิบัติลักษณะละเมิดสิทธิมนุษยชน
——————–
1.ประเด็นข่าว
หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ได้เสนอข่าวกรณี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงผลการลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ที่มีการควบคุมตัวผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พบว่า ยังมีการปฏิบัติในลักษณะละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนี้
1.1 ผู้ถูกควบคุมตัว 28 ราย ไม่มีทนายความคอยให้คำแนะนำในการสู้คดี
1.2 บางรายไม่รู้ว่าถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาอะไร
1.3 ไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวที่อยู่ในต่างจังหวัดอะไร
1.4 ไม่ได้รับการรักษาพยาบาล
2. ข้อเท็จจริง
2.1 ข้อมูลผู้ต้องขัง ปัจจุบันมีผู้ต้องขับกลุ่ม นปช.ที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 59 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ก.ค.53)
2.2 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เดินทางไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และได้พบกับผู้ต้องขังกลุ่ม นปช.บางส่วน และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนปรากฏเป็นประเด็นข่าวตามข้อ 1
3. การชี้แจงประเด็นข่าว
ประเด็น 1.1 ผู้ถูกควบคุมตัว 28 ราย ไม่มีทนายความคอยให้คำแนะนำในการสู้คดี
กรมราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการหรือแต่งตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหา หรือผู้ถูกควบคุมตัวที่มีความผิดตามพระราชกฤษฎีกาบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือคดีอาญาใดๆ ได้ แต่หากผู้ต้องหาดังกล่าวได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ศาลต้องถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ หากไม่มีศาลต้องถามความต้องการ และถ้าจำเลยต้องการทนายความ ศาลจะต้องตั้งทนายความให้เสมอ (ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรค 2)
นอกจากการตั้งทนายความให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวแล้ว กระทรวงยุติธรรมได้มีระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยกองทุนยุติธรรม พ.ศ.2549 ที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนเงิน หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านกฎหมาย การฟ้องร้อง การดำเนินคดี หรือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นต้น ผู้ต้องหาหรือทายาทสามารถขอสนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายในการวางเงินประกันการปล่อยตัวชั่วคราว หรือในการจ้างทนายความว่าความในคดีอาญา รวมถึงการสนับสนุนเงินหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนยุติธรรมได้อีกทางหนึ่ง
สำหรับกรณีนี้ จากการตรวจสอบทราบว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีทนายความ ชื่อ นายจีระศักดิ์ บุณณะ เลขหมายใบอนุญาตให้เป็นทนายความ 1672/2529 ได้มาติดต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครพร้อมหนังสือลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 ขอคัดรายชื่อผู้ต้องขับในคดีดังกล่าวทั้งหมดที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานครและเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ในการติดตามสอบข้อเท็จจริง และลงนามในใบแต่งทนายความ ซึ่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการให้ตามความประสงค์แล้วส่วนจะไปเป็นทนายความให้กับทุกคนหรือไม่นั้น กรมราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเข้าไปตรวจสอบ
ประเด็น 1.2 บางรายไม่รู้ว่าถูกควบคุมตัวด้วยข้อหาอะไร
การถูกจับกุมตัวผู้ต้องหาในการกระทำความผิดทางอาญา เจ้าพนักงานผู้จับกุม จะต้องแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบในโอกาสแรก พร้อมทั้งจะต้องแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุมให้ทราบด้วย ซึ่งเป็นเป็นไปตามมาตรา 7/1 และมาตรา 83 ประกอบกับมาตรา 2 (16) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ เมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหาแล้ว จะเป็นสิทธิของผู้ถูกจับกุมจะรับหรือปฏิเสธ และสามารถแต่งตั้งทนายความ หรือผู้ที่ตนเองไว้วางใจ เข้าร่วมรับฟังการสอบสวนได้ เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนก็จะให้ผู้ถูกจับกุม ลงลายมือชื่อรับทราบตามข้อกล่าวหาตามที่พนักงานสอบสวนได้ตั้งข้อกล่าวหาไว้ ซึ่งในการนี้ ผู้ถูกจับกุมสามารถคัดค้านการจับกุมหากเห็นว่าตนถูกจับกุมหรือควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
กรณีนี้ แม้ว่าตอนที่ผู้ต้องขังจะถูกจับกุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และไม่ได้ดำเนินการขั้นตอนปกติของ ป.วิฯ อาญา เนื่องจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มิได้กำหนดไว้ก็ตาม แต่เมื่อมีการส่งตัวไปให้พนักงานสอบสวนนำตัวไปฟ้องและฝากขังต่อศาลพนักงานสอบสวนก็จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิฯ อาญา ซึ่งจะต้องมีการแจ้งข้อหาให้ผู้ถูกจับกุมทราบ ดังนั้น จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อ้างถึง จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องขังดังกล่าว จะอ้างว่าไม่ทราบข้อกล่าวหาว่าตนกระทำความผิดอะไร
ประเด็น 1.3 ไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวที่อยู่ในต่างจังหวัดได้
กรมราชทัณฑ์ไม่เคยปิดกั้นไม่ให้ผู้ถูกควบคุมหรือผู้ต้องขังติดต่อกับญาติแต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องดังกล่าวกรมราชทัณฑ์ได้มี ข้อบังคับกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่อการงานกับเรือนจำ พ.ศ.2547 ได้กำหนดไว้ให้ ผู้ถูกควบคุมสามารถติดต่อกับญาติได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 7 มาตรา 33 และมาตรา 45 ประกอบกับมาตรา 7/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็ได้กำหนดให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมสามารถให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ถูกควบคุมในโอกาสแรก และมีสิทธิได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร
สำหรับกรณีนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีผู้ต้องขังกลุ่ม นปช.ได้มีการติดต่อทางจดหมายหรือทางครอบครัว ซึ่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครก็ได้ดำเนินการให้ตามระเบียบดังปรากฏตามบัญชีข้อมูลจดหมายที่ผู้ต้องขังติดต่อญาติจำนวน 7 รายที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้จัดทำไว้
ประเด็น 1.4 ไม่ได้รับการรักษาพยาบาล
การรักษาพยาบาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังที่มีสิทธิที่จะได้รับ โดยทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจะมีสถานพยาบาลในเรือนจำ และมีแพทย์จากภายนอกเข้ามาทำการตรวจรักษาในช่วงเช้าทุกวัน ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้ต้องขังขอรับการบำบัดรักษาโรคต่างๆ ประมาณวันละ 40 คน ผู้ต้องขังในเรือนจำที่ป่วยสามารถแจ้งความประสงค์ไปสถานพยาบาลได้โดยตรง โดยการนำบัตรประจำตัวใส่ลงในกล่องที่ทางแดนจัดไว้ให้ ทั้งนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 29 และมาตรา 30 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 (4) ก็ได้กำหนดให้สิทธิผู้ถูกจับกุมหรือผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย
สำหรับในกรณีของผู้ต้องขังกลุ่ม นปช.นั้น จากข้อมูลของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีผู้ต้องขังจำนวน 24 คน ที่มาติดต่อขอรับการรักษาพยาบาล ดังปรากฏเอกสารหลักฐานตามสำเนาบัตรประจำตัวผู้ป่วยของผู้ต้องขัง (Opd card) ที่แนบมาพร้อมนี้
24 ผู้ต้องขัง “นปช.” ขอรักษาพยาบาล
1. เอกชัย มูลเกษ เลขหมาย 1009/53 แดน 2
2. ณัทกร ชยธรดำรงสุข แดน 4
3. บัณฑิต สิทธิทุม เลขหมาย 1653/53 แดน 4
4. ศุภณัฐ หุลเวช เลขหมาย 1654/53 แดน 6
5. ธเนตร อนันตวงษ์ เลขหมาย 1871/53 แดน 2
6. สมพล แวงประเสริฐ เลขหมาย 1887/53 แดน 4
7. โกวิทย์ แย้มประเสริฐ เลขหมาย 1945/53 แดน 5
8. ประพฤทธิ์ พิพิธารมย์ เลขหมาย 2038/53 แดน2
9. เพชร แสงมณี เลขหมาย 2039/53 แดน 4
10.ธาดา เปี่ยมฤทัย เลขหมาย 2044/53 แดน 4
11.นคร สังสุวรรณ์ เลขหมาย 2045/53 แดน 5
12.แก่น คำโคตร เลขหมาย 2046/53 แดน 5
13.วีระยุทธ สุภาพ เลขหมาย 2048/53 แดน 5
14.วิชัย แสงแพง เลขหมาย 2050/53 แดน 6
15.ธนพงษ์ บุตรดี เลขหมาย 2187/53 แดน 8
16.นพรัตน์ ศรีเข้ม เลขหมาย 2212/53 แดน 4
17.เพอร์เซลล์ คอนเนอร์ เลขหมาย 2204/53 แดน 8
18.ซาเวจ เจฟฟีย์ ฮัก เลขหมาย 2203/53 แดน 8
19.ซยุต ไหลเจริญ เลขหมาย 2243/53 แดน 8
20.สายชล แพบัว เลขหมาย 2447/53 แดน 4
21.วีระ มุสิกพงศ์ เลขหมาย 2524/53 แดน 4
22.เฉลิมพงษ์ กลิ่นจำปา เลขหมาย 2575/53 แดน 4
23.เดชพล พุทธจง เลขหมาย 2747/53 แดน 5
24.จักรกริช จอมทอง เลขหมาย 1183/53 แดน

สมบัติ บุญงามอนงค์: ศอฉ. รุ่นสอง 14 วัน ในค่าย ตชด.

Tue, 2010-07-13 00:11

Via @สมบัติ บุญงามอนงค์

“ไม่มีอะไรสูญเปล่า ทุกประสบการณ์เป็นการเรียนรู้” นี่คือสิ่งที่ผมสรุปได้จากการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในฐานะผู้ต้องสงสัยในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ณ อาคารหลังเก่าภายในค่าย ตชด.ถูกล้อมด้วยลวดหนามพิเศษที่หาซื้อไม่ได้ในท้องตลาด มันเป็นลวดหลามชนิดหีบเพลงซึ่งใช้กันเฉพาะราชการทหารและตำรวจ และลวดหนามนั้นคือสุดขอบอธิปไตยของผมในการอาศัยอยู่

ภายในอาคารปูนสองชั้น ข้างบนที่เรือนนอนเป็นหมู่ ส่วนด้านล่างเป็นลานสำหรับนั่งเล่นและห้องน้ำแบบอาบน้ำไม่มีประตูปิด แน่นอนว่าผมแก้ผ้าอาบน้ำในที่กึ่งเปิดกึ่งปิด แต่เป็นที่รู้กันว่าหากมีเสียงน้ำก็จะไม่มีใครโผล่หน้าเข้ามาในห้องน้ำ เข้าใจว่าเพราะมันจะอุจาด ขันที่ใช้อาบเอามาจากในห้องส้วม ตัวขันเป็นรอยแตก แหม… มันช่างได้อารมณ์เสียจริง

เรื่องที่ท้าทายที่สุดที่นี่คือยุงป่าที่อุดมเสียเหลือเกิน และไม่ว่าจะทายากันยุง ยืนเป่าพัดลม โดยเฉพาะตอนอาบน้ำ มันชอบมากัดจนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นตุ่มแดงๆ จึงเต็มตัวผมไปหมด แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่า ยุงพวกนี้ไม่มีเชื้อไข้เลือดออก

อาหารการกินที่นี่มีครบ เขาเตรียมอาหารกล่องให้สามมื้อครบจำนวนคน ด้วยงบของ ศอฉ. (ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน) ซึ่งที่นี่ปฏิบัติงานรับมือมาแล้วสี่เดือน แต่เงินยังไม่ตกลงมาถึงผู้ปฏิบัติงาน คนทำอาหารชื่อป้าแดง เป็นภรรยาของตำรวจ ตชด.ในค่าย แกเป็นคนน่ารักและดูแลพวกเราเป็นอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่างบประมาณค่าอาหารครั้งแรกคือมื้อละ 15 บาท ซึ่งต่อมาคนทำเจ๊งไปแล้ว แถมยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว หลังจากนั้นผู้ใหญ่ในค่ายได้เพิ่มค่าหารเป็นมื้อละ 35 บาทเพื่อให้สมจริง เอาเป็นว่าโดยสรุปเรื่องอาหารไม่ใช่ปัญหาเพราะกินกันจนเหลือ เพราะเมื่อญาติหรือเพื่อนเยี่ยมก็จะมีของกินมาสมทบ เลยได้โอกาสแบ่งปันให้กับเจ้าหน้าที่ ตชด.ที่มาเฝ้ายามดูแลพวกเรา

ตชด.ต่างกับตำรวจโดยทั่วไป และยิ่งต่างจากทหารอย่างเห็นได้ชัด เพราะวัฒนธรรมของ ตชด.ทำงานคล้ายๆ NGOs คือ ทำงานด้านชุมชนสัมพันธ์ ดังนั้น มุมมองของพวกเขามีความเข้าอกเข้าใจ และไม่วางตัวมาเบ่งใครทั้งนั้น เรียกว่าเจ้าหน้าที่อัธยาศัยเอาไปเต็ม 100 คะแนน ต่างแวะเวียนมาพูดุคุยกับพวกเราที่ถูกควบคุมตัว เพราะไม่ให้เราเครียด และบางส่วนก็อยากมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับพวกเรา

ตั้งแต่ผมอยู่มาวันแรกจนถึงวันสุดท้าย มีคนถูกควบคุมตัวทั้งหมด 5 คน (รวมผมด้วย) ได้แก่

คุณพีระ พริ้งกลาง อดีต นักมวยแชมป์เวทีราชดำเนิน ฉายา พยัคฆ์น้อย ส.ธนิกุล คนนี้ประวัติเยอะ เอาเป็นว่าผลงานในอดีต เคยเป็นแกนนำในการปกป้องคลื่นวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจากการเรียกคืนรายการของทางทหาร และยังเป็นคนที่จัดระเบียบที่จอดรถเท็กซี่ในสถานีขนส่งหมอชิด สู้กับมาเฟียรถผี ต่อมาเป็น ส.ข.ไทยรักไทย ตอนนี้เป็นหัวหน้าสถานีวิทยุชุมชนแถวสำโรง

ลุงบัง หรือ ผู้กองบัง คนเดินตามเสธแดง เป็นฝ่ายระวังหลังให้เสธแดง คนนี้คือลูกน้องของเสธแดงที่ได้คุยกับเสธฯ เพราะก่อนเกิดเหตุยิงเสธแดงเพียงห้านาที ลุงบังได้เดินไปบอกเสธแดงให้เดินเข้ามาในแนวป้องกัน “นายครับ เข้าด้านในครับที่นี่ไม่ปลอดภัย” แต่เสธแดงด่าแกว่า “ไอ้บังมึงมีหน้าที่อะไร” สุดท้ายเสธแดงก็โดนยิง ผมเก็บเรื่องราวแปลกๆ ที่ลุงบังเล่าให้ฟังหลายเรื่อง ไว้มีโอกาสจะทยอยเอามาเล่าให้ฟัง

คุณวินัย กรรมการวิทยุชุมชนแถวลำลูกกา และ คนสุดท้ายคือ ต๋อง บุรีรัมย์ หรือตลกค่ายเชิญยิ้มที่เข้ามาก่อนผมออกเพียงคืนเดียว

ทีนี่ไม่ซีเรียสเรื่องเวลากินเวลานอน มีทีวีให้ดูข่าวและฟุตบอล ขาดเหลืออะไรขอความช่วยเหลือให้เจ้าหน้าที่ไปซื้อของมาได้ โดยพวกเขายินดีที่จะช่วยเหลืออย่างไม่มีอิดออด

ทุกวันจะมีตำรวจซึ่งทาง ศอฉ.เป็นคนแต่งตั้ง ชุดนี้เห็นเขาเล่าว่ามีประมาณยี่สิบกว่าคน ผลัดกันมาสอบทุกวัน ไม่ว่าคุณจะอยู่เพียง 7 วันหรือ 30 วัน เขาก็จะมาคุยด้วยทุกวัน โดยภาพรวมแล้วทีมนี้พูดจาดี มีท่าทีรับฟัง (คัดมาอย่างดี) แต่อาจมีบางคนอาจแข็งหน่อย แต่ไม่ได้ข่มขู่แต่ประการใด

การพิจารณาปล่อยตัวจะเกิดขึ้นทุก 7 วัน ช่วงหลังผู้ที่ถูกนำตัวมาควบคุมศาลจะอนุญาตให้ควบคุมเพียง 7 วัน จาก 30 วัน ส่วนผมได้รับเกียรติให้อยู่ 14 วัน

ผมขอบคุณมิตรสหายที่เคลื่อนไหวภายนอกและให้กำลังใจ และทีมงานทนายของกลุ่มทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นี่เป็นครั้งแรกที่ชีวิตส่วนตัวได้ใช้บริการจาก NGOs พวกเขาทำให้ผมรู้สึกมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ในแวดวง NGOs ที่ผมใช้ชีวิตมายี่สิบกว่าปี…

หมายเหตุ: งานเขียนกึ่งบันทึกชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊คส่วนตัวของ “สมบัติ บุญงามอนงค์”  หรือ บก.ลายจุด เมื่อวันที่ 9 ก.ค.53 หลังถูกปล่อยตัวจากการคุมขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน คลอง 5 จังหวัดปทุมธานี นับตั้งแต่วันที่ 26 มิ.ย.53 เป็นเวลา 14 วัน ประชาไทเล็งเห็นแง่มุมบอกเล่าอันน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่อีกครั้ง

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 ก.ค.53  ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับคำร้องให้ขยายเวลาควบคุมตัวนายสมบัติ ขณะที่ศาลแขวงพระนครเหนืออนุญาตให้ประกันตัวในวงเงินประกัน 3 หมื่นบาท และกำหนดนัดวันพร้อมหรือชี้สองสถาน ในวันที่ 9 ส.ค.53 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ

ทวงถามความชอบธรรม “คณะกรรมการปฏิรูปฯ” ปูทาง 90 ชื่อคนตาย หน้าบ้านพิษณุโลก

Wed, 2010-07-14 01:09

วันนี้ (13 ก.ค. 2553) เวลา 13.00 น. เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย (คกป.) นัดรวมตัวจัดกิจกรรมประท้วงการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป โดยนำรายชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ด้วยกำลังทหารพร้อมอาวุธบรรจุกระสุนจริง ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 จำนวน 90 รายชื่อ วางเรียงบนพื้นถนนทางเข้าบ้านพิษณุโลก ซึ่งในเวลา 13.30 น. วันเดียวกันนี้จะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

กิจกรรมในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการรณรงค์ได้แต่งกายโดยใช้สัญลักษณ์ของกาชาดและพระสงฆ์ พร้อมสวมหน้ากากอาบเลือด ซึ่งมีความหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ เพื่อเป็นการแสดงความเห็นคัดค้านถึงความไม่ถูกต้องของที่มาของคณะกรรมการฯ ทั้งสองชุด

“ถึงแม้ว่าคณะกรรมการทั้งสองชุด ซึ่งนายอานันท์ ปันยารชุน และนายประเวศ วะสี เป็นประธานนั้นจะมาจากผู้มีประสบการณ์อย่างมากมายก็ตาม ทางเครือข่ายก็ยังเห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ควรแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญเสีย และผู้สูญเสียจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมาก่อน การปฏิรูปที่กำลังดำเนินการอยู่นี้จึงเป็นเพียงการซื้อเวลา และการเบี่ยงเบนความรับผิดชอบต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์เท่านั้น” นายวรรณเกียรติ ชูสุวรรณ ผู้เข้าร่วมการรณรงค์คนหนึ่งแสดงทัศนะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ทางกลุ่มผู้ร่วมการรณรงค์ได้วางรายชื่อวางที่หน้าบ้านพิษณุโลกนั้นได้มีรถยนต์ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขับผ่านเข้า-ออก โดยไม่ได้หยุดแสดงความสนใจกลุ่มผู้ชุมนุม และแผ่นกระดาษพิมพ์รายชื่อผู้เสียชีวิตที่วางปูอยู่บนพื้นถนน

นอกจากนี้ระหว่างทำการรณรงค์ เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตยได้มีการแจกเอกสาร จดหมายบูชาครูฉบับที่ 1 “ปฏิรูปไม่ได้ ปรองดองไม่ได้ ถ้าไม่รู้สึกเจ็บปวด” ซึ่งมาจากบทความที่เขียนโดย นายพิภพ อุดมอิทธิพงษ์ ให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมา โดยเนื้อหาในบทความดังกล่าวได้ตั้งคำถามถึงจุดยืนของ นายประเวศ วะสี ในการเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมือง และเป็นประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.)

“ความคิดที่จะมุ่งปฏิรูปอนาคตโดยไม่สนใจใยดีต่ออดีต และอันที่จริงอดีตก็ไม่ใช่เรื่องของเฉพาะโจทก์และจำเลย แต่เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียที่ร้าวลึกของหลายฝ่าย แต่เป็นเรื่องของบาดแผลในจิตใจมนุษย์ที่คงใช้เวลาอีกนานกว่าจะเยียวยา ทั้งยังเป็นบาดแผลต่อจิตวิญญาณของชนชาติไทย แต่ทำไมประธานกรรมการท่านนี้จึงเริ่มจากการบอกให้มองข้ามอดีต” เนื้อความตอนหนึ่งของเอกสารระบุ

ส่วนการประชุมภายในบ้านพิษณุโลก หลังจากใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง ที่ประชุมได้ข้อยุติว่าจะมุ่งตรงในเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมซึ่งมีอยู่ 5 ด้าน คือ รายได้ สิทธิ โอกาส อำนาจ ศักดิ์ศรี ซึ่งการวางกรอบหลังจากนี้จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยในส่วนสมัชชาประชาชนจะเข้ามาทำหน้าที่ดำเนินการรับฟังข้อมูลจากภาคประชาสังคม ทั้งนี้ ในวันที่ 14 ก.ค.เวลา 13.00 น.ที่บ้านพิษณุโลก คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานได้นัดประชุมกรรมการเป็นนัดแรก โดยจะแถลงข่าวในเวลา 16.00 น. สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปฯ จะประชุมกันอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 16 ก.ค. 2553

ที่มาภาพ: Kratik Wannasiri

ประชาไท: บ.ก.ลายจุด ผูกผ้าแดงแยกราชประสงค์

Mon, 2010-07-12 16:25

11 กรกฎาคม 2553 เวลา 17.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ “บก.ลายจุด” ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกระจกเงาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมายังสี่แเยกราชประสงค์ กทม.โดยได้นำผ้าเเดงมาผูกตรงเสาของป้ายสี่เเยกราชประสงค์เพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าทำการปราบปรามผู้ชุมนุมกลุ่มคน

เสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. โดยมีกลุ่มประชาชนมาร่วมสนับสนุนกว่า 100 คน ต่างพากันส่งเสียงเเละชูป้ายข้อความ “ที่นี่มีคนตาย”รวมถึงมีกิจกรรมการรณรงค์นำสีแดงมาราดตามตัวและลงไปนอนบนพื้นฟุตบาท แสดงเป็นคนตาย โดยในการชุมนุมได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 20 นายเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงที่ติดต่อเป็นเครือข่ายกันผ่านเฟซบุ๊ก และสำหรับการนำผ้าเเดงมาผูกที่เสาสี่เเยกราชประสงค์ครั้งนี้เกิดภายหลังจากการที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด ได้ถูก เจ้าหน้าที่จับกุมตัวไปขังยังค่ายตำรวจตระเวณชายแดนที่ คลอง 5 ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. และศาลเพิ่งอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 9ก.ค.ที่ผ่านมา

นายสมบัติหรือผู้ใช้นามแฝงในโลกไซเบอร์ว่า บ.ก.ลายจุด กล่าวว่า วันนี้มาเพื่อเเสดงออกตามแนวทางสันติ ถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญเเละสิทธิมนุษยชน ดังนั้น รูปเเบบการเเสดงออกเช่นนี้เป็นเรื่องที่คิดว่าสังคมจะต้องเปิดให้มีช่องทางในการเเสดงออก เเละยังมีข้อเท็จจริงว่าด้วยเรื่องของผู้เสียชีวิตเเละผู้บาดเจ็บจำนวนมากแต่ไม่ถูกนำขึ้นมาสู่กระบวนการยุติธรรม เเละเชื่อว่ายังมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บเเละเสียชีวิตยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ อยากเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลเเสดงสปิริตต่อการกระทำของตัวเอง

“ผมเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ เเละถ้าจะจับผมก็ไม่กลัว เราจะรับอาสาสมัครมาทำกิจกรรมเเบบนี้ขึ้นให้ทางรัฐบาลควบคุมตัวไปเรื่อยๆ จนสถานที่กักกันเต็ม จากนี้อยากจะเริ่มโครงการวันอาทิตย์สีเเดง ทุกวันอาทิตย์จะมีกิจกรรมเเบบนี้ จะเล็กหรือใหญ่ไม่รู้ ผมมาคนเดียวเเต่ว่าพอเพื่อนรู้ก็มากันเอง เราอยากเสนอว่าทุกวันอาทิตย์ควรมีกิจกรรมที่เป็นการเเสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ เเละผมก็ยังไม่รู้ว่าคราวหน้าจะทำอะไร ขอกลับไปคิดดูก่อน ที่นำผ้าเเดงมาผูกที่ป้ายนี้เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นี่ เเละจะขอให้ประชาชนมาถ่ายรูปเก็บไว้กับป้ายเเห่งนี้เพื่อช่วยกันเป็นสักขีพยานย้ำเตือนว่าเราจะต้องกลับมาเเละให้ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมไทยสักที อยากให้คนเสื้อเเดงนำผ้าเเดงมา ผูกหรือจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกเอาไปโชว์ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือเว็บไซต์ส่วนตัว

DSCF0973