เกษียร เตชะพีระ: “เมื่อคนไทยไล่คนไทยให้ออกไปจากที่นี่ซะ”

“สังคมไทยต้องใคร่ครวญให้มาก … ไม่ใช่เรื่องของการเสือกไสไล่ส่งหรือเฉดใครออกจากบ้านเมืองนี้ไป เพียงเพราะเขาคิดต่างจากเรา … สถานการณ์ตอนนี้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สุดท้ายก็จะมีแต่คนตาบอด ฟันหักกันทั้งประเทศ” ธงทอง จันทรางศุ


1) หมอประเวศ วะสี

“ในสังคมพหุนิยม ผู้คนมีหลากหลายความคิดจิตใจ การมีคนนิยมกษัตริย์บ้าง ไม่นิยมบ้างเป็นธรรมดา ทำอย่างไรความแตกต่างหลากหลายในสังคมพหุลักษณ์ จะนำไปสู่ความสร้างสรรค์ร่วมกัน ความเป็นธรรมคือสิ่งสูงสุดที่จะร่วมกันได้ ไม่มีใครไม่ต้องการความเป็นธรรม แต่ถ้าระบบขาดความเป็นธรรม พฤติกรรมความไม่เป็นธรรมก็จะปรากฏในบุคคล องค์กร สถาบันทั้งหลายทั้งปวง ความเข้าใจมุมมองและคุณค่าของแต่ละฝ่ายจะทำให้ร่วมกันได้ในสังคมพหุลักษณ์อันซับซ้อน ไม่มีกลุ่มองค์กรหรือสถาบันใดมีลักษณะเดียวหรือเอกลักษณ์ กลุ่มทุน รัฐ คนจน คนรวย ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา คงไม่ดีหรือเลวตายตัวถ่ายเดียว สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง คือ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง คนไทยต้องเพิ่มสมรรถนะในการร้อยเรียงความหลากหลายที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงมาเป็นความสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนเรื่องความเป็นธรรมจะทำให้ทุกส่วนของสังคมขยับปรับเปลี่ยนไปหาจุดลงตัวใหม่ จุดลงตัวใหม่จะหาไม่พบในสิ่งอื่นๆ นอกจากความเป็นธรรม”


(มติชนรายวัน, 18 มีนาคม 2552)
2) อานันท์ ปันยารชุน

“ผมก็คิดว่าปัจจุบันนี้ระบอบพระมหากษัตริย์ก็ยังเป็นระบอบที่แน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่ยังอยากให้คงไว้ ซึ่งระบอบนี้คนไม่เห็นด้วยอาจจะมี ซึ่งผมคิดว่าคนไทยก็ต้องใจกว้างพอนะ ตราบใดที่ไม่ได้พูดจา ถล่มทลายระบอบนี้ ทำลายสถาบันโดยวิธีการที่ผิดรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นก็ไม่ได้ ถ้ายังเป็นระบอบนี้อยู่ก็เป็นเรื่องระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ”

(ประชาชาติธุรกิจ, 7 พฤษภาคม 2552)
3) สุเมธ ตันติเวชกุล

“ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว แต่มีพ่อแม่คนไหนที่เห็นลูกตีกันแล้วมีความสุข ลูกไม่ดียังพอทนไหว ลูกทรพีพ่อแม่ยังทนได้ แต่ลูกตีกัน ผมว่าพ่อแม่คนไหนก็ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ที่สุดของของพ่อแม่คือเห็นพี่น้องตีกัน ทนไม่ได้หรอก ถ้าถามจิตใจของพระองค์ท่านตอนนี้ ผมว่าพระองค์ทุกข์ที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าโกรธกันเลย ถ้าโกรธเมื่อไรประเทศพังเมื่อนั้น”

(มติชนออนไลน์, 11 เมษายน 2553)

4) ธงทอง จันทรางศุ


เมื่อเช้าได้ชมรายการช่วยคิดช่วยทำวันวิสาขบูขา วิทยากรรับเชิญคือ อ.ธงทอง จันทรางศุ…ท่านให้ความเห็นบางตอนในรายการว่า คนในชาติเราต่างไม่สามารถแบ่งจังหวัดอยู่หรือแบ่งภาค เราไม่สามารถจะแบ่งพื้นที่หรือขับไสไล่ส่งใครออกไปจากประเทศไทยแล้วบอกว่าถ้าคิดไม่เหมือนฉันอย่าอยู่นะ ท่านคิดว่าการส่งสัญญาณประเภทนั้นถึงแม้ว่าจะทำด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองเพียงไรก็แล้วแต่ ต้องหยุดคิดด้วยสติปัญญาที่รอบคอบ แล้วก็ถามว่ามันทำได้จริงรึเปล่า หรือเป็นสนองความต้องการทางวาจาเท่านั้น

“สังคมไทยต้องใคร่ครวญให้มากในเวลานี้ หากผิดกฎหมายก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการเสือกไสไล่ส่งหรือเฉดใครออกจากบ้านเมืองนี้ไปเพียงเพราะเขาคิดต่างจากเรา เป็นสิ่งที่ต้องคิดให้มากๆ ในสถานการณ์ตอนนี้ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน สุดท้ายก็จะมีแต่คนตาบอด ฟันหักกันทั้งประเทศ”

(วันวิสาขบูชา 28 พฤษภาคม 2553

www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A9302756/A9302756.html)

เมื่อซากปรักหักพังมีความหมายมากกว่า “ชีวิต”:ภาพสุดท้ายของน้องเกด

คนกรุงเทพฯ มีห้างสรรพสินค้าเป็นศาสนสถาน คนกรุงเทพฯบูชาลัทธิบริโภคนิยม คนกรุงเทพฯคิดว่าการศึกษาที่สูงกว่าย่อมอยู่เหนือกว่ามนุษย์คนอื่น จึงไม่แปลกที่พวกเขายอมให้ฆ่าคนอื่นเพื่อรักษาสถานภาพของตนเอาไว้นิรันดร์

ภาพสุดท้ายของน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกทหารสังหารอย่างโหดเหี้ยม

ภาพสุดท้ายของน้องเกด ณ วัดปทุมวนาราม

ภาพ นี้ถ่ายประมาณสามเกือบสี่โมงเย็น ของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้จัดเตรียมเต้นท์ปฐมพยาบาลในวัดเสร็จ น้องเกดคนที่สองจากซ้ายอาบน้ำสระผมเห็นได้ว่ายังมีผ้าขนหนูสีน้ำตาลคลุม ศีรษะอยู่เลย น้องปลั๊กคือคนขวาสุดใส่เสื้อบ่งบอกจังหวัดบ้านเกิด “กาฬสินธ์” เป็นเด็กใช้ง่าย อัธยาศัยดีน่ารักมาก อาสาช่วยงานคนอื่นเสมอ เมื่อตายไปแล้วเงินที่ได้รับมาทั้งหมดยังได้นำไปใช้สร้างศาลาในวัดของหมู่ บ้านของน้องเขา เพื่อให้คนที่นั่นมีศาลาวัดใช้กันในงานศพของคนในหมู่บ้าน ขอให้น้องทั้งสองรับรู้ว่าพวกพี่ๆเพื่อนๆ ไม่ลืมคุณงามความดีและจิตใจที่เสียสละของน้อง และจะพยายามทวงถามความยุติธรรมให้

คลิปน้องปลั๊กดิ้นอย่างทรมานใต้โต๊ะภายในเต๊นท์ พยาบาลในวัดปทุมฯ ศพด้านหน้าคือน้องเกดที่นอนอยู่


วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7134 ข่าวสดรายวัน


แม่น้องเกดขอสู้ตาย-จี้หาหัวกระสุน

บุกเปิดใจ 2เหยื่อปืน ถูกล่ามโซ่ เตียง”รพ.” นักข่าวยัน ทหารยิง!

แม่น้องเกดออกโรงทวงยุติธรรมให้ลูกสาว เคยแจ้งความทั้งตำรวจปทุมวัน-กองปราบฯ ล่าคนสังหารลูกแล้วแต่คดีไม่คืบ ประ กาศยอมตายเพื่อเอาผิดมือปืนลั่นไก ทำความยุติธรรมให้เกิดขึ้น จี้รัฐบาลพิสูจน์หัวกระสุนที่ ศพลูกสาวให้ชัดว่ายิงจากปืนใคร อัดหมอพรทิพย์ ให้สัมภาษณ์ว่าลูกสาวโดนยิงแค่ 2 นัด แต่ตอนเปิดโลงดูศพก่อนเผามีรอยกระสุนหลายนัด เปิดตัว 2 หนุ่มนปช.โดนยิงด้วยลูกซองและเอ็ม 16 จนต้องหามส่งร.พ. แต่กลับโดนจนท.อายัดข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก. จับล่ามโซ่กับเตียงคนไข้ รัฐศาสตร์จุฬาฯ จัดเสวนานักข่าวภาคสนาม ช่างภาพยันโดนยิงที่ขาบาดเจ็บ เห็นชัดทหารเป็นคนยิง

จากกรณีนายโทนทอง สุขแก่น ประธานศูนย์มูลนิธิสยามรวมใจ (ปู่อินทร์) ประจําสาขาจังหวัดนนทบุรี และนายวสันต์ สายรัศมี หน่วยกู้ภัย เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกรณีเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยกู้ชีพและอาสาพยาบาลหลายคนต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 4 ราย ประกอบด้วย นายอัครเดช หรือปลั๊ก ขันแก้ว อาสาพยาบาลของร่วมด้วยช่วยกัน น.ส.กมนเกด หรือเกด อัค ฮาด อาสาพยาบาลของร่วมด้วยช่วยกัน นายมงคล เข็มทอง เจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง และนายมานะ หรือเบิร์ด แสงประเสริฐ เจ้าหน้าที่กู้ภัยป่อเต็กตึ๊ง โดยระบุว่าไม่ควรเกิดขึ้นเลยกับเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่มีหน้าที่เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือผู้ชุมนุน และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบ และจับคนที่ยิงหน่วยกู้ชีพมาดำเนินคดีให้ได้

ล่าสุดนายวสันต์ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับหัวกระสุนปืนที่พบในศพของน.ส.กมนเกด หรือน้องเกด ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ซึ่งนายวสันต์ระบุว่าได้ถ่ายคลิปวิดีโอตอนที่พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สภาบันนิติ วิทยาศาสตร์ เข้าไปชันสูตรศพน้องเกดช่วงเช้าวันที่ 20 พ.ค. โดยพบว่า มีหัวกระสุนคาอยู่ที่ปากแผลที่หน้าท้อง โดยหมอพรทิพย์ยังบอกให้เจ้าหน้าที่นำปลาสเตอร์มาเปิดทับหัวกระสุนไว้ไม่ให้สูญหาย เพราะเป็นหลักฐานสำคัญ แต่หลังจากนั้นกลับไม่มีหน่วยงานราชการออกมาแถลงถึงผลตรวจพิสูจน์หัวกระสุนดังกล่าวเลย ทำให้สงสัยว่ามีการตรวจพิสูจน์จริงหรือไม่ หัวกระสุนหลักฐานยังอยู่หรือเปล่า ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นางพะเยาว์ อัคฮาด อายุ 45 ปี มารดาของน.ส.กมนเกด หรือน้องเกด ให้สัมภาษณ์ว่า นับตั้งแต่น้องเกดถูกยิงเสียชีวิต ตนก็ได้พยายามเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาวมาโดยตลอด ทั้งไปแจ้งความที่กองปราบปราม และสน.ปทุมวัน เพื่อให้สืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งตนก็ยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อลูกสาวคนนี้ตลอดไปโดยไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่าตนจะถูกอุ้มไปฆ่าก็ยอม ไม่กลัวแล้ว

“ตอนนี้ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว ขนาดลูกสาวที่มีความตั้งใจออกไปช่วยเป็นอาสาพยาบาลให้กับผู้ที่เดือดร้อนในพื้นที่เขตอภัยทานในวัดปทุมฯ และไม่มีอาวุธ ยังถูกยิง ถูกกระทำอย่างป่าเถื่อน แบบไม่มีความปรานีได้ถึงขนาดนี้ ฉันยอมไม่ได้ ตายเป็นตาย ต้องเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับลูกสาวให้ถึงที่สุด” นางพะเยาว์กล่าว

นางพะเยาว์กล่าวถึงหลักฐานหัวกระสุนปืนที่พบในศพลูกสาวว่า เมื่อวันที่ 20 พ.ค. พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ พร้อมทีมงานเข้าไปชันสูตรพลิกศพลูกสาว พร้อมเพื่อนอาสาพยาบาลที่เสียชีวิตพร้อมกันภายในวัดปทุมฯ หมอพรทิพย์เป็นผู้ลงมือตรวจชันสูตรศพลูกเกดด้วยตัวเอง ขณะ ชันสูตรศพหมอยังให้ทีมงานถ่ายรูปสภาพบาด แผล ร่องรอยรูกระสุนตามร่างกายของลูก เกดให้ละเอียด รวมทั้งยังสั่งทีมงานให้นำปลาสเตอร์มาปิดหัวกระสุนที่พบบริเวณท้องโดยบอกว่าเป็นหลักฐานสำคัญ จากนั้นก็ไม่มีใครออกมาพูดถึงหัวกระสุนดังกล่าวเลย หมอพรทิพย์ออกมาให้ข่าวว่าลูกเกดถูกยิง 2 นัด ที่ใต้รักแร้ และท้อง กระสุนทะลวงขึ้นสมองทำให้เสียชีวิตเท่านั้นเอง ไม่เห็นพูดเรื่องหัวกระสุนแม้แต่น้อย

“หลังจากที่หมอพรทิพย์บอกว่าลูกเกดถูกยิง 2 นัด ฉันติดใจมาตลอด เพราะเชื่อว่าลูกสาวโดนยิงหลายนัด จนกระทั่งถึงวันงานศพลูก มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมาร่วมงานศพด้วยหลายคน จึงบอกให้เขาเปิดโลงดู เพราะอยากรู้ว่าลูกสาวถูกยิงกี่นัดเพื่อให้หายคาแคลงใจ เมื่อเปิดผ้าคลุมออกก็พบรูกระสุนที่ท้อง และบริเวณขาของลูกด้วยหลายแห่ง ตรงข้ามกับที่หมอพรทิพย์ให้ข่าวว่าถูกยิง 2 นัด นอกจากนี้ทางการต้องพิสูจน์หัวกระสุนปืนให้ได้ว่าเป็นปืนของใคร” นางพะเยาว์กล่าว

ภาพ จากสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยคุณ Sukree Sukplang วันนี้ (10 มิ.ย.) แสดงให้เห็นฝรั่งชาวอังกฤษ นาย Jeff Savage ขณะนอนอยู่ที่พื้นพร้อมถูกตีตรวน ที่ศาลเขตปทุมวัน รายงานแจ้งว่า นาย Savage และนาย Purcell ถูกกล่าวหาว่าละเมิด พรก.ฉุกเฉินในช่วงการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนที่แล้ว

สมคบคิด

คอลัมน์ เหล็กใน

ข่าวสดหน้า 6

คงไม่มีคำไหนเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้เท่ากับคำว่าสมคบคิด หรือสมรู้ร่วมคิดอีกแล้ว

เพราะเหตุการณ์ตั้งแต่การสลายม็อบจนมีคนตายเฉียดร้อย บาดเจ็บอีกนับพัน โดยที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ต่างประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า

ล้วนเป็นฝีมือ “ผู้ก่อการร้าย”

รัฐบาลพยายามบอกว่าทหารนับหมื่นที่ออกมาสาดกระสุนใส่ผู้ชุมนุม ให้เห็นภาพผ่านทางสื่อทั้งไทยและเทศ ไม่มีสักนัดที่เจาะเข้าหัวของประชาชน

ขณะที่ทหารก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์

ดีเอสไอ ที่รับผิดชอบการสอบสวนต่างๆ ดูเหมือนจะสนใจไล่จับ “ผู้ก่อการร้าย” และหาบุคคลเพื่อแจ้งข้อหา “ก่อการร้าย” มากกว่าจะสอบสวนอย่างจริงๆ จังๆ ว่าใครคือเจ้าของกระสุนที่ปลิดชีวิตคนจำนวนมาก

ไม่นับหน่วยงานอื่นๆ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ก็แทบไม่สนใจการตายของประชาชน

หากไม่ใช่เพราะอำนาจรัฐกดอยู่ด้านบน ก็ต้องเป็นการสมคบคิดเพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เกือบ 100 ศพ และนับพันที่ได้รับบาดเจ็บ กำลังถูกบิดเบือนด้วยกลไกของผู้มีอำนาจและภาครัฐจากหลายองค์กร

โดยเฉพาะเหตุฆ่าหมู่ที่วัดปทุมวนาราม ทั้งที่มีพยานหลักฐานมากมายว่าเป็นฝีมือของใคร

แต่พยานเหล่านั้นแทบไม่ได้ถูกเรียกไปให้ข้อมูลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด

ท่าทีของภาครัฐเองก็อยากให้เรื่องนี้จบๆ ไป แม้ปากจะพร่ำบอกว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย แต่แทบไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตามจับ “ผู้ก่อการร้าย” ในกรณีนี้เลย

นอกจากนี้ ยังมีการแฉในภายหลังอีกว่าศพของเหยื่อแต่ละราย มีการเล่นซิกแซ็กทำให้กระสุนในศพล่องหนอย่างลึกลับ

หากไม่ใช่อำนาจรัฐครอบงำ ก็ต้องเป็นการสมรู้ร่วมคิดอย่างน่ากลัวยิ่ง

รวมไปถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดเหตุโจรกรรมข้อมูลของพนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ทำคดีนี้

ล่าสุดพนักงานสอบสวนไขก๊อกกันเป็นแถว เพราะเจอแรงบีบอย่างหนัก

การแสดงออกมากมายทั้งจากรัฐบาล ทหาร และองค์กรภาครัฐต่างๆ เพื่อมิให้ฐานอำนาจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป มันคือการ “สมคบคิด” หรือ “สมรู้ร่วมคิด” ที่น่ากลัว เพราะแทบจะไม่มีหน่วยงานใด หรือพลังใดในสังคมตรวจสอบการใช้อำนาจนี้ได้เลย

อาจจะมี”ศาล”ที่พอเป็นที่พึ่งเรื่องความยุติธรรมอยู่ได้ แต่ก็มีหลายขั้นตอนที่จะขัดขวางมิให้ข้อน่าสงสัยต่างๆ ขึ้นไปสู่กระบวนการพิจารณา

หากทุกอย่างยังดำเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้

ประเทศไทยคงห่างไกลจากคำว่า”ประชาธิปไตย”ออกไปทุกที

หน้า 6

ล่ามโซ่ผู้บาดเจ็บ: ข้อหาละเมิด พรก.ฉุกเฉิน

ล่ามซ้ำ – นายณัฐพล ทองคุณ และนายจรัญ ลอยพูล
ถูกยิงด้วยเอ็ม 16 ต้องนอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจ
พร้อมกับถูกล่ามโซ่ด้วยข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร้องขอความเป็นธรรมผ่านผู้สื่อข่าว
ว่าถูกกระทำซ้ำทั้งที่บาดเจ็บและไม่ใช่แกนนำม็อบ

หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐบาลส่งกำลังทหารเข้ากระชับพื้นที่การชุมนุม
ของกลุ่มนปช.ที่ราชประสงค์ จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 ราย และบาดเจ็บอีกนับพันคนนั้น มีรายงานของ
ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ระบุว่าล่าสุดยังมีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์
ดังกล่าว รักษาตัวตามโรงพยาบาล 12 แห่ง จำนวน 26 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบที่โรงพยาบาลตำรวจ พบผู้บาดเจ็บ 2 คน คือ นายจรัญ ลอยพูล อายุ 39 ปี
และนายณัฐพล ทองคุณ อายุ 20 ปี ทั้งสองคนเป็นคนกรุงเทพฯ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บในช่วงทหารกระชับวงล้อม
แยกราชประสงค์ โดยนายณัฐพลถูกยิงที่หน้าสน.ลุม พินี วันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ถูกยิงตามร่างกาย 3 นัด
นัดแรกเป็นกระสุนปืนลูกซองที่หัวไหล่ซ้าย นัดที่ 2 โดนกระสุนปืนเอ็ม 16 ทะลุมือซ้าย และนัดที่ 3
โดนกระสุนปืนลูกซองที่ต้นขาซ้าย ส่วนนายจรัล ถูกยิงบาดเจ็บที่แยกประตูน้ำ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.
ถูกยิงตามร่างกาย 2 นัด นัดแรกกระสุนปืนลูกซองเจาะฝังในขาซ้าย และนัดที่สองกระสุนปืนเอ็ม 16 เจาะข้อมือจนทะลุ

นายณัฐพลเล่าว่า ในวันเกิดเหตุเป็นช่วงเที่ยงวันที่ 14 พ.ค. ตนกับเพื่อนขับรถจักรยานยนต์จากถนนเพชรบุรี
จะไปหาเพื่อนอีกคนที่ย่านสา ทร เมื่อมาถึงหน้าสน.ลุมพินี มีกลุ่มผู้ชุมนุมเผารถบัสของตำรวจบนถนนวิทยุ
จึงหยุดดู ตอนนั้นมีทั้งผู้ชุมนุมและชาวบ้านประมาณเกือบ 100 คน ต่อมากลุ่มผู้ชุมนุมจุดตะไลไฟเข้าหากลุ่มทหาร
ทหารจึงยิงปืนชุดแรกเข้าใส่ผู้ชุมนุม แต่ตนไม่เป็นอะไร แต่ถัดมาไม่กี่นาที ทหารได้ยิงปืนชุดที่สองเข้ามาอีก
ทำให้ตนโดนกระสุนปืนลูกซองนัดแรกเข้าที่หัวไหล่ และนัดที่สองเป็นกระสุนปืนเอ็ม 16 เข้าที่มือซ้าย
ทำให้กระดูกนิ้วนาง นิ้วกลางและนิ้วชี้ขาด ตนพยายามจะลุกให้คนช่วย แต่ก็ถูกยิงด้วยปืนลูกซองเข้าที่ต้นขาซ้ายอีกนัด
และในที่สุด ผู้ชุมนุมก็สามารถนำตัวมาส่งโรงพยาบาลตำรวจได้

นายณัฐพลกล่าวอีกว่า หลังจากนั้นหนึ่งวัน ตนฟื้นตัวจากการผ่าตัด มีตำรวจมาสอบสวน
และแจ้งข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงถูกย้ายจากเตียงผู้ป่วยธรรมดา มาไว้ในห้องผู้ป่วยที่เป็นผู้ต้องหา
กับผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บอีกคน และถูกล่ามโซ่ติดกับเตียง มีตำรวจเฝ้าด้านหน้าอย่างแน่นหนา

“ผมนอนโรงพยาบาล ลงจากเตียงก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้ ลึกๆ เสียใจ เพราะขับรถมากับเพื่อนดีๆ
โดนยิง โดนจับ โดนข้อหา ต้องขึ้นศาล ญาติมาเยี่ยมได้เป็นเวลา” นายณัฐพลกล่าวและว่า
ก่อนหน้านี้เคยมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ประมาณ 2-3 ครั้ง

ส่วนนายจรัล กล่าวว่า วันเกิดเหตุ 19 พ.ค. ช่วงบ่าย ตนเดินไปเดินมาบริเวณแยกประตูน้ำ
เห็นทหารเดินมากลุ่มหนึ่งประมาณ 4-5 นาย ห่างจากตนประมาณ 20 เมตร ด้วยความกลัวตนจึงวิ่งหนี
แต่ก็ถูกทหารกลุ่มดังกล่าวใช้ปืนลูกซองและปืนเอ็ม 16 ยิงเข้าใส่เป็นชุด ชุดละ 5-6 นัด

“ตอนนั้นรู้สึกขาซ้ายขัดๆ วิ่งไม่ได้ สะดุดล้มลง จึงรู้ว่าถูกยิงที่ขา แต่เป็นกระสุนปืนลูกซอง พอลุกขึ้นวิ่งใหม่
ก็ถูกทหารยิงอีก เป็นกระสุนปืนเอ็ม 16 โดนเข้าที่มือขวา ทำให้เนื้อแขนขวาหายไป และโดนเส้นประสาทด้วย
ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้หายเป็นปกติ” นายจรัลกล่าว

นายจรัลกล่าวด้วยว่า ตอนนี้กังวลใจมากที่สุด เพราะถูกตำรวจตั้งข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ต้องถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงของโรงพยาบาล และมีตำรวจควบคุมตัวอย่างแน่นหนา โดยก่อนหน้านี้
ตนประกอบอาชีพขายเสื้อผ้าอยู่ที่ประตูน้ำ เมื่อว่างเว้นจากงานจะมาฟังการปราศรัยของนปช.ที่แยกราชประสงค์
แต่ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขนาดนี้

เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม 12 ตึก 3 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ติดตามประชาธิปไตย
คณะรัฐศาสตร์ จัดเสวนา “นักข่าวเล่าให้ฟัง : จากราชดำเนินถึงราชประ สงค์” โดยมีนายทวีชัย เจาวัฒนา
ช่างภาพอาวุโสเครือเนชั่น นายสุรศักดิ์ กล้าหาญ นักข่าวภาคสนามบางกอกโพสต์ นายตวงศักดิ์ ชื่นสินธุวล
นักข่าวหนังสือพิมพ์มติชน นายสถาพร คงพิพัฒวัฒนา ผู้รายงานข่าวภาคสนาม ทีวีไทย น.ส. ฐปนีย์ เอียดศรีชัย
ไทยทีวีสีช่อง 3 และนายเสถียร วิริยะพรรณพงศา นักข่าวภาคสนาม เดอะเนชั่น ร่วมเสวนา

น.ส.ฐปนีย์ กล่าวว่า ช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา บางครั้งนักข่าวไม่สามารถถ่ายทอด
สิ่งที่เห็นได้ทั้งหมด ต้องยอมรับความจริงว่า สื่อโดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ทำงานได้ยากมากในสถานการณ์เช่นนี้
สื่อมีข้อจำกัดเพราะต้องทำงานภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการขอความร่วมมือจากศอฉ.มายังสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง
แต่นักข่าวก็ใช้วิจารณญาณของตนเองเป็นหลักในการนำเสนอข่าวต่างๆ อย่างกรณีของตน บางข่าวที่คิดว่าคงนำเสนอทางโทรทัศน์ไม่ได้ ก็นำไปลงไปในทวิตเตอร์ ต่อมาก็เกิดปัญหาคือมีคนนำข้อความไปบิดเบือน ทำให้เกิดการเข้าใจผิด
จนตนต้องหยุดรายงานข่าวไประยะหนึ่ง

น.ส.ฐปนีย์ กล่าวว่า ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ตนประจำการอยู่ที่บริเวณบ่อนไก่
เป็นจุดหนึ่งที่มีการปะทะกันรุนแรง วันที่ 14 พ.ค. กลุ่มเสื้อแดงก็ทำระเบิดเพลิงและโยนเข้าใส่ทหาร
หทารก็ยิงสวน ถามกันว่าคนเสื้อแดงหรือหน่วยกู้ชีพที่ถูกยิงตาย ใครเป็นคนยิง ตนไม่เห็นว่าทหารยิง
หรือชุดดำยิง จึงต้องรายงานว่าเป็นฝีมือของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ตลอดระยะเวลาที่รายงานข่าว
คือตั้งแต่วันที่ 14-19 ยืนยันว่าไม่เห็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือประชาชนที่อยู่บ่อนไก่ยิง
และไม่เห็นในจุดนาทีที่บอกกันว่าทหารยิงประชาชนตาย

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า วันที่ 20 ตอนเช้า ตนเข้าไปที่วัดปทุมฯ พอไปถึงก็พบว่าทุกอย่างสงบแล้ว
และมีคนตาย 6 ศพ เราคุยกับผู้ชุมนุม สิ่งที่เราเห็นจากเขาคือเขาจะเงียบ และไม่มีปฏิกิริยาของความรุนแรง
แต่พอได้คุยเรารู้เลยว่าเขาโกรธมาก แต่เขาไม่ได้อยู่ในสภาพที่ต่อต้านอะไรได้อีกแล้ว สิ่งที่แย่ที่สุดที่ทำให้
การรายงานข่าวคือเคอร์ฟิว ทำให้สื่อทุกคนต้องกลับบ้านหมด มีแค่สื่อต่างชาติ 3 คน ที่อยู่ในวัดปทุมฯ
เราคงต้องมาตั้งคำถามว่า เคอร์ฟิวที่ประกาศโดยรัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ เพราะมันปิดกั้นการทำงานของสื่อมวลชน
ทำให้ไม่มีใครเห็นเลยว่า มีทหารอยู่บนรางรถไฟกี่โมง ทุกคนฟังจากคำบอกเล่าหมด

นายทวีชัย กล่าวว่า เพื่อนของตนที่เป็นช่างภาพคือนายชัยวัฒน์ พุ่มพวง โดนยิงเมื่อบ่ายวันที่ 15 พ.ค.
บอกว่าเป็นกระสุนจากปืนทาโวร์ และทหารเป็นคนยิงแน่นอน เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายองอาจ คร้ามไพบูลย์
เพิ่งจะมาเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะช่วยเหลืออย่างไร เพื่อนโดนยิงที่โคนขาขวา กระดูกแตก 2 นิ้ว
ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาทำงานได้อีกหรือไม่ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
จากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ถึง พฤษภาเลือด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
แต่กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องยังเป็นกลุ่มคนเก่าๆ ใช้ยุทธวิธีเก่าๆ เหมือนกันหมด คือใช้คนรากหญ้าเป็นเครื่องมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการเสวนา กลุ่มเจ้าหน้าที่กู้ภัย นำโดยนายวสันต์ สายรัศมี
และนางกาญจนิษฐา เอกแสงศรี ยังได้นำภาพถ่ายและคลิปวิดิโอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันปทุมฯ
คืนวันที่ 19 พ.ค. มาเปิดด้วย เป็นภาพของน.ส.กมนเกดถูกยิงเสียชีวิตอยู่ภายในเต็นท์พยาบาล
นอกจากนี้ ยังเปิดเผยภาพขณะที่พ.ญ. คุณหญิงพรทิพย์ชันสูตรศพของน.ส.กมนเกดในเบื้องต้น
ซึ่งภาพและเสียงระบุว่า มีกระสุนฝังอยู่ในร่างของน.ส.กมนเกดจริง
เรียกความสนใจจากผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

คำให้การคนเสื้อแดงอีสาน กับความปรองดองแห่งชาติ

Fri, 2010-06-11 03:21

สัมภาษณ์: ลาวเทียน

เรียบเรียง: ประชาธรรม

“พวกเราไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ผมเองไม่อยากเชื่อว่ารัฐบาลจะทำ จะกล้าทำ กล้าฆ่าคน ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่สนใจเสียงส่วนน้อยของประเทศ แต่เสียงส่วนน้อยของประเทศมีโอกาสมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว”

แม้กระแสข่าวการเสียชีวิต 88 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 1,885 ราย จากการสลายการชุมนุมเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาจะสร่างซาลงไปบ้างในระยะนี้ แต่การที่ จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงในความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ในทางตรงกันข้ามกลับมีการออกหมายจับ หมายเรียก การจับกุม กักขัง หน่วงเหนี่ยวคนเสื้อแดงออกมาเป็นระยะ กรณีเหล่านี้ดูขัดแย้งกับวาทกรรม “ปรองดอง” ที่รัฐบาลชุดนี้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อในระยะ 2-3 เดือนนี้มาโดยตลอด

ภายหลังฝุ่นควันแห่งความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงจางลง หลายชีวิตหอบหิ้วความเจ็บปวดกลับภูมิลำเนา หนึ่งในนั้นคือ “เลื่อน ศรีสุโพธิ์” เกษตรกร อ.พังโคน จ.สกลนคร

เลื่อน ศรีสุโพธิ์ ปัจจุบัน ในวัย 46 ปี ตัดสินใจทิ้งลูกเมียไว้เบื้องหลัง ขายวัว 2 ตัว เป็นทุนรอนในเข้าร่วมการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุผลที่ไม่ซับซ้อนเกินที่สามัญชนคนธรรมดาพึงเข้าใจได้ นั่นคือความไม่เป็นธรรม ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย และ ….

หลังการสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ไม่นานนัก เลื่อน ศรีสุโพธิ์ ถูก สภ.พังโคน อ.พังโคน จ.สกลนคร ออกหมายเรียก เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2553 ด้วยข้อกล่าวหา ชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป อันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง โดยปิดกั้นทางหลวง และกีดขวางทางจราจร

เบื้องหน้า-เบื้องหลังแนวคิดของเลื่อน ในการเข้าร่วมกระบวนการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงคืออะไร ? ความไม่เป็นธรรมในความหมายของเลื่อนที่ว่าคืออะไร ? ไพร่-อำมาตย์, ประชาธิปไตยในทัศนะของเขาคืออะไร ? สองมาตรฐานหมายถึงอะไร ? อนาคตของคนเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร ?

อ่านความคิดของเขาได้ต่อไปนี้ ….

เริ่มเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดงอย่างไร

เนื่องจากตลอดชีวิตได้เห็นความไม่เป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันไม่มีความเป็นประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่ ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน และมี ส.ส.มากที่สุดในสภาไม่ได้จัดตั้งคณะรัฐบาลบริหารประเทศ

ปัจจุบันคำว่า 2 มาตรฐานทางกฎหมายปรากฏชัดเจนในสังคมไทย ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสมัชชาชาวนาชาวไร่เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้ทำอะไรเพื่อชาวบ้านทุกอย่างที่รัฐบาลทำล้วนเป็นการทำเพื่อพรรคพวก โดนเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เห็นชัดเจนมาก ในสมัยที่ผมร่วมต่อสู้กับพี่น้องชาวบ้านเรื่องที่ดินปี 2540 รัฐบาลสมัยนั้นได้มีมติครม.ให้ประชาชนกับรัฐบาลใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างมีส่วนร่วม กระบวนการพิสูจน์สิทธิในที่ดินให้ใช้พยานบุคคล พยานแวดล้อม และเอกสารประกอบการพิจารณา ต่อมาปี 2541 พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทั้งหมดถูกยกเลิก และให้เปลี่ยนมาใช้กฎหมายและเอกสารราชการเป็นหลัก โดยไม่สนในการมีส่วนร่วมของระบบการถือครองที่ดินของชาวบ้าน ในที่สุดประชาธิปัตย์ก็แจ้งเพราะการแก้ไขปัญหาที่ดิน

หลายปีแล้วที่ผมไม่เคยลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ทักษิณ ผมก็ไม่เคยเลือก เพราะต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างที่ผมไม่พอใจเขา การฆ่าตัดตอนผู้ขายและผู้เสพยาเสพติดผมก็ไม่ชอบใจ แต่การที่ทหารมาทำปฏิวัติปี 2549 ฉีกรับธรรมนูญทิ้ง แล้วเขียนของตัวเองขึ้นมาใหม่ ปลดนายกสมัคร ยุบพรรคพลังประชาชน แต่งตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาบริหารประเทศ สิ่งนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตย ผมรับไม่ได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ผมเข้าร่วมกับขบวนการเสื้อแดง แต่ผมสั่งสมความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมของสังคมไทยมานาน ปี 2549 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำประชาชนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

รูปแบบการเข้าร่วมต่อสู้กับ นปช.เป็นอย่างไร

เข้าร่วมชุมนุมกับพี่น้องนปช.ที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง แต่ไม่เคยอยู่ตอนที่รัฐบาลกระชับพื้นที่ (หัวเราะ) อภิสิทธิ์เป็นคนพูดจาดี กระชับพื้นที่คือสลายการชุมนุมนั้นแหละ ผมไปชุมนุมที่กรุงเทพฯ 3 ครั้ง แต่ละครั้งจะอยู่ 10 วัน โดยจะเดินทางโดยรถกระบะ ไปร่วมกับพี่น้องในหมู่บ้าน

ค่าใช้จ่ายการร่วมชุมนุมมาจากไหน

โดยส่วนตัวตั้งแต่ร่วมต่อสู้กับพี่น้อง นปช.อย่างเข้มข้นมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ผมขายวัวไป 2 ตัวแล้ว ส่วนเงินทุนอื่นพี่น้องนปช.มีการสนับสนุนกันหลายรูปแบบ เช่น พี่น้องนปช.ที่ขับรถกระบะบรรทุกคนเข้าร่วมชุมนุมที่ไปลงทะเบียนที่ศูนย์อำนวยการ นปช.วังน้อย จะได้รับเงินสนับสนุนเป็นค่าน้ำมัน 5,000 บาท เป็นเงินของสายการเมือง แต่ในความเป็นจริงเงินแค่ 5,000 บาท ไม่คุ้มค่าหรอกสำหรับคนที่เอารถตัวเองไปร่วมชุมนุม แต่ทุกคนเขาไปกันด้วยใจ สำหรับผมและพี่น้องทางสกลนคร ไม่ได้ไปลงทะเบียนที่วังน้อย พวกเราที่เป็นเครือข่ายกันในภาคอีสานจะระดมเงินทุนบริจาคในหมู่บ้าน พวกเราจัดทำผ้าป่าประชาธิปไตยในพื้นที่มุกดาหาร สกลนคร ขอนแก่น ชุมแพ ใช้รถกระจายเสียงประกาศขอรับจากพี่น้อง ใครมีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย 5 บาท 10 บาทเราไม่ว่ากัน บางคนก็บริจาคเป็นข้าวสาร ใครมีอะไรก็ให้มา เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นหลักการธรรมดาของนปช.ใครมีอะไรก็ให้ช่วยเหลือกัน

กิจกรรมอื่นๆ นอกจากร่วมชุมนุมในกทม.มีหรือไม่

ก่อนมีประกาศ พรก.กลุ่มคนที่มีปัญหาเรื่องที่ดิน จะมีประชุมกันทุกเดือน เป็นการประชุมร่วมกับภาครัฐ พูดคุยเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไทยเป็นประจำ กลุ่มพวกผมที่ทำเรื่องที่ดินในสกลนครมี 400-500 คน ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมายังไม่มีการจัดเวทีประชุมเรื่องที่ดิน ผมเองก็ไม่ได้มีเวลาว่างสำหรับปัญหาที่ดิน เพราะผมต้องเข้าร่วมกับขบวนใหญ่ของคนเสื้อแดง

คิดอย่างไรต่อสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบัน

ผมเพิ่งได้รับรู้ความจริงก็วันนี้แหละ วันที่นปช.ร่วมกันต่อสู้จริงจัง ทุกปัญหามันเกี่ยวข้องกันทั้งหมด แยกออกจากกันไม่ได้เลย เพราะต้นตอของปัญหามันเกิดจากอันเดียวกัน ที่ผ่านมาผมไปเรียกร้องปัญหาที่ดินที่ทางปลายเหตุปัญหาก็เลยแก้ไขไม่ได้ ผมต่อสู้เรื่องที่ดินมานานแต่ไม่เคยรู้อะไร มาถึงบางอ้อว่าคนบางคนมีที่ดินมาก และมีที่ดินหลวง ที่ดินว่างเปล่าที่เขาใช้ประโยชน์กันเยอะมาก ปัญหาที่ดินของผมเลยไม่ได้รับการแก้ไข ความไม่เท่าเทียมในสังคมมีเยอะมาก ถ้าพูดกันถึงนโยบายก็คือว่าพี่น้องที่ร่วมต่อสู้กับ นปช.เป็นที่น้องที่ได้รับนโยบายที่ไม่เท่าเทียมอย่างทั่วถึง เช่น อาสาสมัครของราชการ อสม.ได้ค่าตอบแทน แต่ อพปร.ก็เป็นอาสาสมัครเหมือนกันแต่ไม่ได้ค่าตอบแทน ฯลฯ เบี้ยสำหรับคนมีรายได้ต่ำ รัฐบาลประชาธิปัตย์จ่ายให้สำหรับคนทำงานในระบบและมีเงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท แต่ชาวบ้านที่เงินไม่ถึง 1,500 บาท รัฐบาลไม่เคยให้อะไร ฯลฯ คราวนี้คนจนคงต้องหมดไปจริงๆแล้ว แรงงานอกระบบ แรงงานภาคเกษตรที่ทำการผลิตป้อนให้ระบบอุตสาหกรรมไม่เคยได้รับการเหลียวแล ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีการประกันรายได้ ไม่มีเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย ความจริงเป็นทุกรัฐบาล แต่รัฐบาลนี้ไม่สนใจเหลียวแลเลย

หลังจากเข้าร่วมกับนปช. ทำให้ผมเห็นว่าประเทศไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องที่ดิน น้ำท่วม ภัยแล้ง มีปัญหาอีกหลายอย่างในสังคมไทย เราต้องร่วมกันต่อสู้กับโครงสร้างทางสังคม ไม่เช่นนั้นทุกปัญหาจะยังเป็นปัญหาต่อไป

คิดอย่างไรหลังรัฐบาลใช้อาวุธสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง

พวกเราไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ผมเองไม่อยากเชื่อว่ารัฐบาลจะทำ จะกล้าทำ กล้าฆ่าคน ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเขาชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเราไม่สนใจเสียงส่วนน้อยของประเทศ แต่เสียงส่วนน้อยของประเทศมีโอกาสมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

มันคือความจริงที่ประชาชนต่อสู้เพื่อทักษิณ แต่ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อตัวบุคคล เรื่องสังคมต้องทำความเข้าใจ ครั้งหนึ่งชาวบ้านเลือกทักษิณเพราะมีนโยบายถูกใจ ครั้งนี้คนเสื้อแดงสู้กับระบบ ไม่ได้สู้เพื่อทักษิณ คนเสื้อแดงรู้จักประชาธิปไตย สู้เพื่อประประชาธิปไตย คนที่อ้างว่าคนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณนั้นแหละ คือคนที่ไม่รู้จักประชาธิปไตย ไม่ได้พูดถึงระบบ พวกเขากลัวทักษิณ พวกเขากลัวประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเพียงแต่ไปต่อสู้เพื่อให้รัฐบาลยุบสภา ผมว่าข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงชัดเจนมากๆ มากกว่าการสู้ของภาคประชาชนที่ผ่านมา คนเสื้อแดงในตอนนี้ต้องการแค่เลือกตั้ง ไม่ต้องการให้อำมาตย์และทหารมาแทรกแซงการเมือง คนเสื้อแดงได้แสดงออกชัดเจนว่าพวกเขายืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่เคยร้องขออำนาจเหนือมาสนับสนุนการเคลื่อนไหว

คนเสื้อแดงกับคุณทักษิณมีควมสัมพันธ์กันอย่างไร

โดยส่วนตัวผมเข้าร่วมกับกระบวนการเสื้อแดงเพราะเห็นความไม่เป็นธรรมของสังคม การเลือกตั้งที่ผ่านมาผมไม่เคยเลือกพรรคการเมืองไทยเลย ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าคนเสื้อแดงคือทักษิณ แต่อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่าทำไมประชาชนถึงทำเพื่อทักษิณ แต่ปรากฏการณ์ในปัจจุบันคือ ทักษิณไม่ได้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเสื้อแดงอีกต่อไป ไม่ได้เข้มข้นเหมือนที่เคย บนเวทีนปช.กลางช่วงหลังไม่ได้พูดถึงทักษิณ หลังการเจรจาระหว่างรัฐบาลและตัวแทนนปช. ไม่ได้มีทักษิณเป็นเงื่อนไขต่อรอง ข้อเสนอของนปช.ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวกับทักษิณ เพราะข้อเสนอเดียวคือยุบสภา แต่รัฐบาลเบี่ยงประเด็นมาตลอด สิ่งที่คนเสื้อแดงชัดเจนในเวลานี้ คืนอำนาจให้ประชาชนทุกคน เสื้อเหลือง เสื้อหลากสีก็จะได้อำนาจคืนเช่นกัน จากนั้นทุกคนร่วมกันตัดสินใจใหม่อีกครั้ง บนพื้นฐานกติกาปกติ ผมว่าคนเสื้อแดงชัดเจนในการต่อสู้ไม่มีทักษิณมวลชนก็เพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกคนในสังคมเห็นแต่ไม่ยอมรับ

เป้าหมายของคนเสื้อแดงคือ ยุบสภา เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย จากนั้นค่อยประสานให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันแก้ไขกฎกติกาที่ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ยังไม่ยุบสภาเชิญผู้เชี่ยวชาญมาแก้กฎกติกา ทำแบบนี้ไม่ยุติธรรมกับคนเสื้อแดง และไม่มีความเป็นได้ตามหลักการประชาธิปไตย ชาวบ้านไม่ยอมรับแน่นอน การอนุมัติงบประมาณของรับอภิสิทธิ์ที่ให้กระทรวงเกษตร 70,000 ล้าน แต่ให้ กลาโหม 170,000 ล้านบาทก็สร้างความไม่พอใจให้แก่เกษตรมากพอแล้ว

สำหรับประเด็นทักษิณ กับคนเสื้อแดง ผมคิดว่าต้องมองกันตั้งแต่ตอนที่ตั้งพรรคการเมือง ทักษิณได้ไปรวมเอาคนที่เคยต่อสู้และทำงานกับประชาชนมานาน เช่น กลุ่มคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เข้าเป็นพรรคพวก จากนั้นได้จัดเวทีระดมความต้องการเขา ประชาชนในระดับจังหวัด ภาคอีสานมีโคราช ขอนแก่น สกลนคร อุบลราชธานี อุดรธานี จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ที่ได้จากเวทีไปประมวลและสังเคราะห์ออกมาเป็นนโยบาย เลยกลายเป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชน ซึ่งชัดเจนว่าประชาชนเลือกนโยบาย เมื่อเลือกตั้งเข้ามาแล้วทักษิณทำตามนโยบายที่ใช้หาเสียง หลายคนเรียกว่าประชานิยม แต่สำหรับประชารากหญ้าคือนโยบายที่จับต้องได้ ส่งผลให้เลือกตั้งกี่ครั้งทักษิณและพรรคพวกก็ได้รับการยอมรับจากประชาชน

สำหรับผมในฐานะเอ็นจีโอชาวบ้าน ผมไม่พอใจทักษิณเรื่องการฆ่าตัดตอน มีการตั้งเวทีวิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมพอใจการบริหารของทักษิณมากว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่ดินในเขตป่ามีกระบวนการเจรจาให้ทำมาหากินร่วมกันได้ เผด็จการรัฐสภาไม่ค่อยเห็นแก่ตัวเท่าไหร่เมื่อเทียบกับเผด็จการซ่อนรูป

ผมว่าประชาชนรากหญ้ารักทักษิณไม่ผิดหรอก เพราะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่รัฐบาลไหนที่จะสนใจชนบทขนาดนี้

“ไพร่” ในความเข้าใจ คืออะไร

คนทำงานหนัก ใช้แรงงาน ลงแรงเยอะ ลงทุนมาก แต่กินไม่อิ่ม

แล้ว “อำมาตย์” ล่ะ

กลุ่มคนที่ไม่ต้องทำงานหนัก แต่กินอิ่ม สุขสบาย

คำว่าสองมาตรฐานในความเข้าใจว่าอย่างไร

พันธมิตรบุกยึดสนามบินผ่านไป 1 ปีคดียังไม่มีความคืบหน้า แต่ปนช. ติดคุกทันที กรุงเทพฯประกาศ พรก.ฉุกเฉิน คนเสื้อแดงชุมนุมถือว่าผิดกฎหมาย แต่คนหลากสีสามารถชุมนุมได้ จัดเตรียมสถานที่สำหรับให้คนหลากสีได้ให้กำลังใจรัฐบาล แล้วมากล่าวอ้างว่านปช. ไม่ได้ชุมนุมทางการเมือง

คิดว่าการทำหน้าที่ของทหารเป็นอย่างไร ในช่วงที่ผ่านมา

ทหารเป็นเครื่องมือฝ่ายการเมือง ระบบทหารต้องเปลี่ยนแปลงทันที ตำรวจก็เช่นกัน ไม่ได้ทำหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์ ทุกที่ที่มีทหารกับตำรวจ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคนเสื้อแดง สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรยกเลิกไปเลย ไม่ดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้านจนชาวบ้านถูกยิงตาย ไม่แสดงความรับผิดชอบตรงกันข้ามกลับตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นโจรล้มเจ้า

แล้วการทำหน้าที่ของสื่อสารมวลชนล่ะ

สื่อไม่มีความเป็นกลาง เอียงข้างไปรับใช้สถาบันทางการเมือง ประชาชนถูกยัดเยียดให้รับข้อมูลด้านเดียว เช่น นำเสนอความรุนแรงของคนเสื้อแดงฝ่ายเดียว ซึ่งย่อมส่งผลโดยตรงต่อความคิดความเชื่อของประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมกับกระบวนการคนเสื้อแดง ทำให้เกิดอคติและความเกลียดชัง แต่สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกับกระบวนการไม่มีปัญหา ทุกอย่างเห็นชัดแจ้งแดงแจ๋ด้วยตาตัวเอง

การทำงานของพรรคการเมือง ?

พรรคการเมืองไทยในปัจจุบันไม่สามารถคาดหวังให้มาแก้ไขปัญหาประชาชน เป็นเรื่องยากที่จะคาดหวังอะไรจากพรรคการเมืองไทย ทางออกคือประชาชนต้องเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มเพื่อคานอำนาจ สร้างนโยบายเสนอฝ่ายการเมือง ประชาชนต้องกำกับดูแลการทำงานของพรรคการเมืองอย่างใกล้ชิด ทำงานควบคู่กันระหว่างประชาชนและพรรคการเมือง

การทำหน้าที่ของตุลาการ ?

ตุลาการภิวัตน์ ไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีความเป็นกลาง เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือ ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมของประชาชน

ความคิดเห็นต่อการทำหน้าที่องคมนตรี ?

ไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีความเป็นกลาง เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีอำนาจเหนือ เข้าร่วมกับฝ่ายการเมือง โดยใช้ทหารเป็นเครื่องมือในการสืบทอดอำนาจ

บทบาท NGOs ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร

ผมเคยทำงานกับเอ็นจีโอ ผมเองก็เป็นเสมือนเอ็นจีโอชาวบ้าน ผมมองว่าการทำงานแบบเอ็นจีโอคือการทำงานแบบแยกประเด็น ทำแต่เรื่องของตัวเอง ไม่พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำหน้าที่บริหารโครงการเป็นหลักไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เอ็นจีโอถือว่าเป็นองค์กรที่ล้าหลัง สโลแกนยังคงเป็นคำตอบอยู่ที่หมู่บ้านเหมือนเดิม ยังคงนอนอยู่บ้านทั้งที่ชาวบ้านไปนอนห้องถนน ไม่อยากไปพูดถึงเลย ทำตัวเหมือนส.ส.นั่นแหละถ้าต้องการอะไรถึงลงไปหาชาวบ้าน

แล้วการทำงานของกลุ่มปฏิรูปประเทศไทย ?

ปฏิรูปไม่ต้องพูดถึงแล้ว สังคมไทยในเวลานี้ต้องปฏิวัติ ปัจจุบันคนที่พูดถึงการปฏิรูปทุกวันนี้คือคนที่สนับสนุนรัฐบาลทั้งนั้น ตัวผมเองเสียใจมากนะเพราะหลายคนผมรู้จัก พวกเราเคยทำงานร่วมกัน

บทบาทของคณะกรรมการสิทธิฯ

ทุกองค์ไม่มีความเป็นคนอีกแล้ว ไม่มีความเป็นธรรมและความเป็นกลางในสังคมไทย เสื้อเหลืองถูกกระทำกรรมการสิทธิฯจริงจังกับการทำงาน เสื้อแดงถูกกระทำไม่มีคณะกรรมการคนไหนอ้าปากพูดซักคำเดียว สรุปคือเอียงตามอำนาจเหมือนกันทั้งหมด

ความคิดเห็นต่อการทำหน้าที่ของนักวิชาการ

เป็นที่รู้กันดีมาอย่างเนิ่นนานว่านักวิชาการส่วนใหญ่อยู่ห่างความเป็นจริง มีนักวิชาการส่วนน้อยมากที่เห็นความจริงและอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้าน แต่กลับเป็นนักวิชาการที่ไม่มีเสียง พูดอะไรสังคมไม่ได้ยิน นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวอย่างพิภพ ธงชัย สุริยะใส กะตะศิลา เมื่อก่อนอยู่กับสมัชชาคนจน ผมเห็นพวกเขา พวกเราเคยนั่งกินเหล้าด้วยกัน พวกเขากินกับชาวบ้าน แต่วันนี้ก็อย่างที่เห็น ผมว่าชาวบ้านโดยเฉพาะกลุ่มคนที่เคยต่อสู้กับปัญหามาก่อนเห็นภาพสังคมไทยชัดเจนมากในเวลานี้

แล้วอย่างการทำหน้าที่ขององค์กรทางศาสนา

เท่าที่เห็นในปัจจุบันยังไม่ชัดเจน ถึงแม้จะมีพระเข้าร่วมกับกระบวนการเสื้อแดงบ้าง องค์กรศาสนาก็มีกลุ่มก้อนไม่ต่างจากสถาบันทางการเมือง มียศถาบรรดาศักดิ์ อันนี้ไม่แน่ใจ

ต้องยอมรับว่าทุกสถาบันในสังคมไทยเวลานี้มีแต่ความแตกแยก เด็กในหมู่บ้านผมพ่อแม่เป็นเสื้อแดง ลูกอยู่บ้านรับรู้เรื่องราวคนเสื้อแดง พอไปถึงโรงเรียนครูเป็นเหลืองก็พูดจาแบบเสื้อเหลือง เด็กสับสน แม้แต่ในโรงเรียนบรรยากาศยังไม่เหมาะกับการเรียนรู้

คิดอย่างไรกับสลายการชุมนุมที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวรู้ว่ารัฐบาลไม่ยอมง่ายๆ ต้องมีการสลายแต่ไม่คิดว่าจะฆ่าคนตายแบบนี้ เพราะกลุ่มคนที่แต่งตั้งนายอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ยอมแน่นนอน ไม่ยอมลงจากอำนาจ แต่คาดไม่ถึงว่าจะเสียหายขนาดนี้ ผู้ชุมนุมโดยรวมเสียขวัญกำลังใจ ช่วงนี้คนเสื้อแดงต้องให้กำลังใจกัน ไปร่วมงานศพ ใช้วัฒนธรรมนำการเมือง ทำบายศรีสู่ขวัญให้กับคนตายคนเจ็บ

คิดอย่างไรกับการเผาห้างและสถานที่ราชการ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริงของสังคมไทย ผมไม่ตั้งคำถามว่าใครเผา ที่ผ่านมาไทยหลอกตัวเองและชาวโลกมาตลอดว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม ที่ผ่านมีแรงกดดันในสังคมไทยเยอะมากที่ถูกส่งต่อไปให้รัฐบาลและได้ถ่ายทอดความกดดันมาสู่ผู้ชุมนุม ซึ่งทั้งหมดล้วนปรากฏชัดเจนว่าสังคมไทยต้องการความรุนแรง ปรากฏชัดเจน ผมไม่มีคำถามว่าใครทำ ทำไมถึงทำ มันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนไม่มีทางเลือกสามารถแสดงออกได้ รัฐบาลจะได้รู้ว่าตัวเองแก้ไขปัญหาผู้ชุมนุมผิดพลาด ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แล้วรัฐบาลจะเอาปรากฏการณ์ 19 พ.ค. มาเป็นตัวตัดสินปัญหาทั้งหมดไม่ได้ ชาวบ้านถูกรัฐบาลสั่งสมความรุนแรงมาตั้งแต่ 19 กันยา 2549 ความรุนแรงเกิดขึ้นที่รัฐบาล เมื่อรัฐบาลส่งทหารไปยิงประชาชน วันที่ 28 เมษายน คนเสื้อแดงปทุมจะไปเยี่ยมคนเสื้อแดงที่ถูกจับตัวก็ถูกดักทำร้ายระหว่างทาง ความรุนแรงเกิดจากทหารใช้กระสุนจริง ทหารไม่ได้ถูกฝึกมาให้ดูแลการชุมนุม ทหารคือสัญลักษณ์ของการปราบปรามอริราชศัตรู เพราะฉะนั้นทั้งหมดของความรุนแรงรัฐบาลเป็นผู้สร้างขึ้น ทำให้เกิดขึ้น

การชุมนุมในอดีตถ้ารัฐบาลประกาศสลายการชุมนุมคนจะน้อยลง คนจะกลัว แต่ในครั้งนี้ผู้ชุมนุมไม่กลัว คนที่อยู่กรุงเทพฯ สู้เต็มที่ คนที่ไม่สามารถไปร่วมที่กรุงเทพฯได้ก็ออกมาที่ศาลากลาง ไม่มีการประสานงาน ไม่มีคนจัดตั้ง ผมว่าประชาชนแสดงออกชัดว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ข้าราชการภายใต้การนำของนายกอภิสิทธิ์ปกครองอีกต่อไป สำหรับผมถึงแม้รัฐบาลจะไม่ยุบสภาแต่การตื่นตัวทางการเมือง การเข้ามาร่วมกิจกรรมทางการของพี่น้องรากหญ้าคือชัยชนะระหว่างที่ยิ่งใหญ่กว่ารัฐบาลยุบสภา

รู้สึกอย่างไร ที่แกนนำ นปช.ถูกจับ

รัฐบาลทำเกินไป รัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิชุมนุมทางการเมืองได้โดยสงบ สันติ ปราศจากอาวุธ ดังนั้นถ้าต้องการจับแกนนำปนช.ต้องจับโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายปกติ เช่น กีดขวางทางจราจร ไม่ใช่ตามกฎหมายพิเศษ โดยตั้งผู้ข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ล้มล้างสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่เกินไป เป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหาร เป็นข้อกล่าวหาที่รัฐบาลใช้ทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองเสมอ ไม่ต่างอะไรจากตุลาฯ ประเด็นนี้พี่น้องนปช.ต้องนำมาสรุปบทเรียนเพื่อวางแผนต่อสู้กับการใส่ร้ายป้ายสี ปิดสื่อ ล้อมปราบ

สถานการณ์ในพื้นที่ช่วงสลายการชุมนุมเป็นอย่างไรบ้าง

วันที่ 8 เมษายน ผมออกจากพื้นที่ชุมนุมกทม.เพื่อไปร่วมประชุมที่มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) จากนั้นวันที่ 9 เมษายน ผมกลับมาที่ขอนแก่น วันที่ 10 ประชุมที่ขอนแก่น เพื่อนที่กรุงเทพฯโทรศัพท์มาบอกว่าเริ่มปราบปรามแล้ว และมีคนโดนยิงตายตั้งแต่เวลา 15.00 น. ความรู้สึกของผมตอนนี้มันว่างเปล่า ผมกำลังคิดถึงรัฐบาลปราบปรามประชาชนที่ประกาศชุมนุมด้วยมือเปล่า ตอนนี้ยังไม่มีเงื่อนไขที่จะนำไปสู้การปราบปรามด้วยอาวุธเลย ผมเสียใจมากที่ไม่ได้อยู่ร่วมต้อสู้กับคนอื่นๆ เพราะตามแผนเดินผมวางไว้คือเช้าของวันที่ 10 ผมจะเข้ากรุงเทพฯ แต่นักเคลื่อนไหวที่ผมรู้จักโทรมาบอกว่าไม่ต้องเข้า ผมจึงเดินทางไปร่วมชุมนุมที่ศาลากลางสกลนคร และพอกรุงเทพฯถูกสลายชาวบ้านอยู่ต่างจังหวัดก็ไปรวมตัวกันที่ศาลากลางโดยไม่ได้การนัดหมาย

ภายหลังวันที่ 10 เม.ย. เงื่อนไขทางสังคมเริ่มเพิ่มขึ้น มีกลุ่มเสื้อหลากสีที่บอกว่าตัวเองเป็นพลังเงียบในสังคมต้องการความสงบ แต่ในความเป็นจริงคือสนับสนุนรัฐบาล บวกกับชาวบ้านถูกสกัดกั้นไม่สามารถเข้าร่วมการชุมนุมที่กทม.ได้ จึงได้ไปชุมนุมที่ศาลากลางเพื่อแสดงพลังสนับสนุนคนเสื้อแดง หลัง 25 เม.ย. ในพื้นที่มีการเคลื่อนไหวกันตลอด ผมไม่ได้ไปกรุงเทพฯ อีกเลย เพราะภารกิจในพื้นที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ช่วงนี้สัญญาณสื่อสารถูกปิดกั้น ผมทำจึงทำหน้าที่สื่อสารในพื้นที่กับชาวบ้านผ่านแผ่นซีดีที่พรรคพวกอยู่กรุงเทพฯนำมาให้ ผมและพรรคพวกจัดเวทีเวียนไปเรื่อยๆ ในเขตอ.เขาวง อ.ภูพาน ศาลากลาง หลังเสธ.แดงถูกยิง การชุมนุมเข้มข้นขึ้น มีข่าวปล่อยว่ารัฐจะสลายตลอดเวลา ในพื้นที่สกลนครก่อนวันที่เสธ.แดงตายมีข่าวปล่อยว่าเปรมตาย ชาวบ้านทุกคนดีใจมากๆ แต่พอวันต่อมาชาวบ้านได้รับรู้ว่าเสธ.แดงตายก็เสียใจมาก ต้องยอมรับผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยหลังเสธ.แดงตาย เพราะตอนเสธ.แดงอยู่พวกเราเชื่อว่าทหารไม่กล้าใช้กำลัง

แสดงว่าในพื้นที่ชุมนุมมีกองกำลังคุ้มครองจริง

การชุมนุมของ นปช.ครั้งนี้ประกาศชัดเจนว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินจะยึดแนวทางสันติ ส่วนแดงสยาม หรือเสธ.แดงถ้าอยากใช้ความรุนแรงให้แยกตัวออกจากขบวน ประเด็นกองกำลังชุดดำซึ่งภายหลังยกระดับเป็นผู้ก่อการร้ายเป็นเรื่องที่รัฐบาลสร้างขึ้น ผมอยู่ในที่ชุมนุม 30 วัน เห็นคนใส่ชุดดำซึ่งเป็นการ์ดเดินไปมาตลอดเวลา บางคนมีวิทยุสื่อสาร บางคนมือเปล่า แต่ผมไม่เคยเห็นใครถือปืน

หลังรัฐบาลใช้กำลัง 10 เมษายนพวกเราเริ่มเชื่อแล้วว่ารัฐบาลปราบแน่ๆ แต่ผู้ชุมนุมไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนในวันที่ 19 พ.ค. คือ ผู้ชุมนุมไม่กลัวถึงแม้รัฐบาลจะประกาศสลายการชุมนุมก็ตาม และถึงแม้แกนนำจะประกาศยุติการชุมนุม ผู้ชุมนุมก็ยังไม่ยินดีออกจากพื้นที่ การปราบปรามที่รุนแรงไม่ได้ทำให้ผู้ชุมนุมกลัว การสู้ต่อของคนเสื้อแดงข้ามเส้นความตาย แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะฆ่าทิ้งได้ฟรีๆ คนเสื้อแดงชนะทางการเมือง แต่แพ้ทางการทหาร เพราะไม่คาดคิดว่ารัฐบาลจะใช้อาวุธ การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้น ผู้ชุมนุมเชื่อว่าเลือกตั้งใหม่อีกกี่รอบพวกเราก็จะชนะการเลือกตั้ง

หลังเหตุการณ์ 19 พ.ค. ชาวบ้านที่ตลาดมุกดาหารบางส่วนเริ่มโต้ตอบรัฐบาลด้วยวิธีการสันติ เช่น ไม่ค้าขายกับทหาร จะไม่เสียรายภาษีได้ส่วนบุคคล ฯลฯ

แต่ก็มีทหารแตงโม ตำรวจมะเขือเทศ

ทหารแตงโมกับตำรวจมะเขือเทศคาดหวังได้เพียงแค่เรื่องข่าววงใน ไม่คิดว่าพวกเขาจะขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา พวกเขาเป็นกลไกหลักของรัฐที่ได้รับคำสั่งให้มาจัดการคนเสื้อแดงอยู่แล้ว ทหารเมื่อนายสั่งยิงต้องยิงถ้าไม่ยิงเขาต้องโดนยิง นปช.ต้องทำงานกับทหารที่เป็นลูกหลานตัวเอง

มีแนวทางต่อสู้ในอนาคต อย่างไร

ผมคิดว่าคนเสื้อแดงจะปล่อยให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ พวกเราเริ่มคุยกันเรื่องติดอาวุธทางปัญญาเพื่อสร้างสภาพจิตใจให้เข้มแข็ง มีใจต่อสู้อย่างมุ่งมั่น เพราะปัจจุบันรัฐบาลส่งคนมาติดตามปราบปรามในพื้นที่ คนที่ถูกหมายเรียกไม่ไปมอบตัว ไม่ยอมรับกระบวนการเยียวยาแบบรัฐบาลมีโอกาสถูกฆ่าทิ้ง

ชีวิตหลังมีหมายเรียก เปลี่ยนไปมากไหม

ไม่เหมือนชีวิตปรกติแน่นอน แต่ผมสามารถอยู่ได้สบายดี ถึงแม่จะอยู่บ้านตัวเองไม่ได้ก็ตาม ผมอาศัยอยู่ตามบ้านเพื่อนที่เคยเคลื่อนไหวเรื่องที่ดีด้วยกัน ผมดีใจที่เพื่อนผมช่วยเหลือเราในยามตกยาก ตอนนี้ที่ จสกลนครมีคนได้รับหมายเรียก 3 คน เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 1 คน พราหมณ์ทำพิธีเทเลือด 1 คน และก็ผม จะต้องปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะต้องสู้ด้วยกัน ไปคนเดียวเสร็จรัฐบาลแน่ๆ

เอ็นจีโอ-นักการเมืองเห็นตรงกัน จี้รัฐบาลหา“ความจริง”-ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

Fri, 2010-06-11 02:31

10 มิ.ย.53 เวลา 13.30 น. อนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดสัมมนา “สิทธิหลังไฟมอด” ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิฯ โดยมี สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโยสธร พรรคเพื่อไทย และพิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา ร่วมเป็นวิทยากร

สารี กล่าวถึงกรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและในส่วนพ่อค้า-แม่ค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ว่าความเสียหายหลังไฟมอดถือว่ามหาศาลโดยเฉพาะเรื่องชีวิตคน โดยรวมแล้วรู้สึกหมดหวังกับระบบการเมืองแบบตัวแทนที่ไม่ได้ช่วยคลี่คลายปัญหา ในทางกลับกันแล้วกลับเป็นฝ่ายทำให้เกิดปัญหาเอง ไม่อยากให้เกิดวงจรแบบนี้ มันต้องคิดถึงประโยชน์กลุ่มตนให้น้อย ประโยชน์สาธารณะให้มาก และสิ่งที่สังคมไทยอยากเห็นจริงๆ คือการฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ตอนนี้แต่ละฝ่ายไม่ฟังสิ่งที่มาจากฝ่ายที่ไม่ใช่พวกของตน ต่างมีอคติ ทำให้ขณะนี้สังคมหาคนเป็นกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับไม่ได้

นอกจากนี้ ต้องไม่มองเฉพาะความเสียหายที่มาจากการชุมนุมและจลาจล แต่ควรมองว่าทิศทางของประเทศจะไปทางไหน ควรมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างไร และคิดว่ารัฐบาลต้องให้ความเป็นธรรม มีการเยียวยาทุกฝ่าย ที่สำคัญคือต้องทำความจริงให้ปรากฏโดยเร็วที่สุด และถ้าสืบค้นจนได้ความจริงปรากฏชัดว่าการเผาที่เกิดขึ้นมีการวางแผนจริง มูลนิธิฯ ก็จะร่วมกับสภาทนายความฟ้องร้องเช่นกัน

“ต่างฝ่ายต่างมีอนุสาวรีย์ของตัวเอง ของผู้เสียหายอย่างเราคือ อาคารที่ไหม้ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตคือรูปถ่าย อยากให้มันเป็นอนุสาวรีย์สุดท้ายและฝากว่าอยากเห็นบรรทัดฐานของการชุมนุม ที่จะทำยังไงให้การชุมนุมเป็นการชุมนุมจริงๆ ไม่ใช่จลาจล” เลขามูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคกล่าว

สารี กล่าวต่อมาว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะออกกฎหมายควบคุมการชุมนุม เพราะไม่เชื่อว่าจะห้าม นปช.หรือพันธมิตรฯ มาชุมนุมได้ สิ่งที่รัฐควรทำคือสร้างบรรทัดฐานการชุมนุมว่าชุมนุมอย่างไรสามารถทำได้ หรือทำไม่ได้และไม่ควรทำ โดยไม่จำเป็นต้องออกเป็นกฎหมาย อย่างเช่น กรณีที่เกิดขึ้นกับ ร.พ.จุฬา หรือการตั้งด่านตรวจค้นตามจุดต่างๆ สังคมต้องช่วยกันบอกว่าทำไม่ได้ รวมถึงในสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลไม่ควรคิดว่า นปช.จะกลับมาชุมนุมอีก ดังนั้นจึงควรที่จะมีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ด้านนายพีรพันธุ์ ในฐานะทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้ไฟที่ปะทุขึ้นจะมอดไปแล้ว แต่ในใจผู้ถูกกระทบกลับลุกโชนขึ้น แต่ในสายตาผู้บริหารประเทศแกล้งมองไม่เห็น การที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก ฉุกเฉินโดยไม่มีเหตุจำเป็นก็ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิที่รุนแรงมากขึ้น ตัวเนื้อหาของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นไม่ต่างจากกฎอัยการศึก กฎเหล่านี้ไม่ควรนำมาใช้กับการชุมนุม ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญระบุว่าประชาชนสามารถชุมนุมเพื่อแสดงออกได้ และถ้าดูในหลักสากลที่ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน 7 ฉบับจาก 9 ฉบับ เชื่อว่ารัฐไม่ปฏิบัติตามอนุสัญญาถึงได้มีคนตายในเหตุการณ์เดือนพฤษภาเลือดจำนวนมาก

การที่คนเป็นหมื่นมาชุมนุมกันเป็นเดือน จะผิดก็แค่กีดขวางการจราจร แต่เวลานี้รัฐกำลังจะออกกฎหมายห้ามชุมนุม ถ้าเอาตามที่ยกร่างไว้ การชุมนุมโดยสงบตามรัฐธรรมนูญไม่มีทางจะทำได้ เพราะที่สาธารณะที่กำหนดให้ชุมนุมได้นั้นไม่มี

นายพีรพันธุ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีผู้ถูกกักตัว ฝ่ายรัฐก็บอกว่าจะเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตั้งข้อแม้ด้วยคำถามว่า “ใครให้มาชุมนุม ?” หลอกล่อให้ซักทอด เอาคำให้การเพื่อโยงไปถึงพรรคเพื่อไทย แม้ว่ารัฐจะเคยบอกว่าจะแยกผู้บริสุทธิ์เหลือแต่ผู้ที่ก่อการ แต่ตอนนี้ก็ยังแยกไม่ได้

นายพีรพันธุ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อนายกฯ ไปพูดกับต่างประเทศว่าไทยสงบและเสนอแผนปรองดองแล้ว ก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ปฎิบัติงานอย่างเต็มที่ และเฉพาะหน้าต้องรีบทำให้ความจริงปรากฎ คนที่ไม่เกี่ยวก็ต้องรีบปล่อยตัว ใครทำผิดแล้วมีหลักฐานก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม นายพีรพันธุ์ ได้ตั้งคำถามถึงการที่รัฐบาลตั้งนายคณิต ณ นคร เป็นประธานสอบสลายการชุมนุม เพราะตามระบบ กรรมการสิทธิฯ ก็ควรทำหน้าที่ของตนในการสอบสวนการละเมิดสิทธิจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อยู่แล้ว

ส่วนนางสุวณา กล่าวต่อมาว่า ในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไม่ใช่หน่วยงานแรกที่เข้าไปดูแล แต่กรมฯ จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเมื่อภาวะคลี่คลายลงโดยมีศูนย์คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพให้ความช่วยเหลือ หากประชาชนคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถยื่นขอคำปรึกษา รวมถึงมีกองทุนที่ช่วยค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนาย และค่าประกันตัวชั่วคราว ส่วนจำเลยก็สามารถเข้ามาขอคำปรึกษาได้เช่นกัน

“หวังว่าจะทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้กรมฯ ได้สร้างความเข้าใจในการเคารพสิทธิของผู้อื่นแก่ประชาชน” นางสุวณากล่าว

ขณะที่ นายพิเชฐกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับประเทศ แต่ยังสร้างบาดแผลลึกให้กับคนไทย ซ้ำยังสร้างตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับเยาวชน ดังจะเห็นจากการที่นักเรียน ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ เผาห้องสมุดโรงเรียนแล้วบอกว่าผู้ใหญ่เผาบ้านเผาเมืองยังไม่เห็นเป็นไร ดังนั้นจึงน่าคิดว่าเก็บบทเรียนจากการชุมนุมที่เกิดขึ้นได้อย่างไร การที่พูดว่าการมาชุมนุมเป็นแค่การกระทำผิดกฎหมายจราจร คงจะไม่ได้ เพราะความเสียหายที่ตามมามีมากกว่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ช่วงท้ายของการสัมนานายพิเชษฐ์ ฝากคำพูดของจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ว่า “จงอย่าถามว่าประเทศชาติเคยให้อะไรกับคุณ แต่จงถามว่าคุณให้อะไรกับประเทศบ้าง” อีกทั้งได้ฝากพุทธพจน์ว่า “ได้ทำกรรมอะไรไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลตกทอดของกรรมนั้น”

ที่มา: เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์ , กรุงเทพธุรกิจ

นักปรัชญาชายขอบ: ในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย อะไรหรือที่ไม่เหมือนเดิม?

Thu, 2010-06-10 17:46

นักปรัชญาชายขอบ

เราได้ยินประโยคเช่นนี้กันบ่อยขึ้น “นับแต่นี้ต่อไปสังคมไทยจะไม่เหมือนเดิม” แต่อะไรหรือที่ไม่เหมือนเดิม?

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยวิเคราะห์ว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ (อย่างน้อยในช่วงสองทศวรรษหลังมานี้) ทำให้เกิดการขยายฐานจำนวนคนชั้นกลางระดับล่างเพิ่มมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้ เช่น การมีสวัสดิการในการรับบริการสาธารณสุข โอกาสทางการศึกษา การประกันราคาพืชผล การเข้าถึงแหล่งทุน หรือกระทั่งการรักษา/พัฒนาคุณค่า (และมูลค่า) ของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาของชุมชน ต้องพึ่งพาหรือมีมิติเชื่อมโยงกับอำนาจรัฐมากขึ้น

ในยุครัฐธรรมนูญ 2540 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญคือ มีการ “แข่งขันทางนโยบาย” ค่อนข้างเด่นชัด แม้การเลือกตั้งจะมากด้วยการซื้อเสียง (ซื้อเสียงกันทุกพรรค) แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาชนที่รับเงินซื้อเสียง จะปราศจากการใช้ “เหตุผล” ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะผลของการเลือกตั้งบ่งชี้ข้อเท็จจริง (ที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนเลือกอย่างมีเหตุผล) ที่ชัดเจนอย่างข้อย 2 ประการ คือ 1) ประชาชนเลือกเพราะชอบนโยบายพรรค 2) ประชาชนเกิดศรัทธาอย่างเหนียวแน่นต่อนักการเมืองหรือพรรคการ เมืองที่ใช้นโยบายที่หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ที่พวก เขามองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม

แน่นอนว่า เราอาจวิจารณ์นโยบายประชานิยม และรัฐบาลที่คนชั้นกลางระดับล่างและคนรากหญ้าเลือกได้หลายแง่มุม แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเลือกนโยบายพรรค และการที่ประชาชนศรัทธาต่อนักการเมืองหรือพรรคการ เมืองเพราะทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้นั้นไม่ใช่ความก้าวหน้าของ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และความก้าวหน้าดังกล่าวนี้เองที่ทำให้คนชั้นกลางระดับล่าง และคนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้ค้นพบว่าพวกเขามี “อำนาจ” อยู่จริงในการกำหนดทิศทางการเมืองระดับชาติ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพวกเขา

การที่ประชาชนส่วนใหญ่ค้นพบว่า พวกเขามีอำนาจ “อยู่จริง” ดังกล่าว ทำให้เกิดการตระหนักในคุณค่าของการใช้อำนาจนั้นให้เอื้อประโยชน์ ต่อชนชั้นของพวกเขามากขึ้น และมีความรู้สึก “หวง” อำนาจของตนเองมากขึ้น จึงทำให้พวกเขาตระหนักว่า “การเลือกตั้ง” มีความหมายต่อการกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง ไม่ใช่ “ประชาธิปไตยเพียง 4 วินาที” ดังที่แกนนำพันธมิตรฯ “เข้าใจ” (และพยายามชี้นำให้สังคมเชื่อตาม)

ฉะนั้น  การออกมาทวงคืนอำนาจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรัฐบาลหุ่นเชิด ของอำมาตย์ จึงไม่ใช่การเรียกร้องของคนไม่รู้ประชาธิปไตย หรือไม่ได้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างที่ถูกดูแคลน (และถูกซ้ำเติมด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นเครื่องมือนักการเมืองโกง ขบวนการก่อการร้าย ขบวนการล้มเจ้า ฯลฯ)

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ เกิดการขยายฐานจำนวนคนชั้นกลางระดับล่างเพิ่มมากขึ้น (คนเหล่านี้สามารถเข้าถึงสื่อ การศึกษา เทคโนโลยีการสื่อสารหลากหลายขึ้นกว่าเดิม) และความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ การแข่งขันทางนโยบาย ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งอย่างมีเหตุผล และตระหนักว่าพวกเขามีอำนาจ “อยู่จริง” มากขึ้น นี่คือ “ความไม่เหมือนเดิม” ของสังคมไทย

แต่ “ความไม่เหมือนเดิม” ดังกล่าวนั้น ต้องปะทะกับ “ความเหมือนเดิม” ของชนชั้นนำไทย ซึ่งประกอบด้วยชนชั้นอภิสิทธิชน ชนชั้นปกครอง ปัญญาชน นักวิชาการ สื่อสายอนุรักษ์นิยม หรือสายก้าวหน้ากึ่งอนุรักษ์นิยม

“ความเหมือนเดิม” ของชนชั้นนำเหล่านี้คือ การยึดติดว่าพวกตนเป็นเจ้าของ “อำนาจปกครอง” และ “อำนาจทางศีลธรรม” หรือ อำนาจชี้ถูกชี้ผิดและ/หรือกำหนดทางเลือกทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

แล้วโศกนาฏกรรมจึงเกิดขึ้นเมื่อพวก เขาเผชิญกับ “การท้าทาย” จากความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้ากว่า ด้วยการพยายาม “กระชับ” อำนาจปกครองให้เข้มแข็งเฉียบขาดมากขึ้น โดยอาศัย “ลมปาก” ของนักการเมืองรุ่นใหม่ภาพลักษณ์งดงามว่า เพื่อปกป้องนิติรัฐ ปกป้องสถาบัน สร้างความปรองดอง คืนความสงบสุขให้บ้านเมือง ฯลฯ และพยายาม “กระชับ” อำนาจทางศีลธรรม ด้วยข้อเสนอแผนปรองดอง ปฏิรูปประเทศไทย ปฏิรูปสื่อ แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ (หรือกระทั่งเสนอให้ “ถวายคืนพระราชอำนาจ” ใช้เวลา 3 ปี ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปตำรวจ)

สรุปเป็นประเด็นสำคัญได้ว่า “ความไม่เหมือนเดิม” มาขอ “การมีส่วนร่วม” ในการกำหนดอนาคตของประเทศผ่าน “การเลือกตั้ง” แต่ “ความเหมือนเดิม” นอกจากจะไม่ยอมให้เกิดการมีส่วนร่วม (ย้ำ การเลือกตั้งเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เป็นรูปธรรมและ กว้างขวางที่สุด) ดังกล่าวแล้ว ยังพยายาม “กระชับ” อำนาจปกครองและอำนาจทางศีลธรรมของชนชั้นของพวกตนให้เข้มแข็งกว่าเดิม!

แต่การไม่ยอมรับ “ความไม่เหมือนเดิม” ด้วยการพยายามกระชับอำนาจของชนชั้นนำดังกล่าวดำ เนินไปท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่เหมือนเดิมอ ย่างสำคัญ คือ หากเปรียบเทียบกับความขัดแย้งทางการเมืองเดิม เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภา 35 ความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมไม่ได้ขยายกว้าง ร้าวลึก และยืดเยื้อมากขนาดนี้

การที่รัฐบาลอภิสิทธิชนพยายามปกครอง ประเทศด้วยการสร้างความกลัว (คง พรก.ฉุกเฉิน ปิดสื่อฝ่ายตรงข้าม สื่อที่มีความเห็นต่าง อย่างไม่มีกำหนด) เดินหน้าแผนปรองดองพร้อมกับกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งคำถามถึง “ความเป็นกลาง” และอ้างว่า เมื่อบ้านเมืองเข้าสู่บรรยากาศของความปรองดองสมานฉันท์แล้วจึงจะ มีการเลือกตั้ง ก็ยิ่งแสดงถึงวิธีคิดและรูปแบบการเผชิญกับ “ความไม่เหมือนเดิม” ของสังคมไทยที่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว ลุแก่อำนาจ และไม่เคารพต่อ “อธิปไตย” ของประชาชน ของบรรดาชนชั้นนำไทยที่ไม่รู้จักเรียนรู้และปรับตัวต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

คำถามคือ  อำนาจปกครอง และอำนาจศีลธรรมของชนชั้นนำไทยที่เสื่อม “ความชอบธรรม” (เพราะเป็นอำนาจบน “ฐานคิด” ที่ดูถูกประชาชน สืบทอดรัฐประหาร ฆ่าประชาชน! ฯลฯ) ไปมากแล้ว จะยังคงอยู่ได้นานแค่ไหน?

ชนชั้นนำเหล่านี้เกิดการเรียนรู้หรือไม่ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่หูตาสว่างมองเห็น “ความไม่เหมือนเดิม” ที่ก้าวหน้ากว่า เขาเบื่อหน่ายแค่ไหนกับการที่ได้เห็น “วิธีการแบบเดิมๆ” โดยให้บรรดา “ทหารหาญ” (ที่ควรไปปฏิบัติ “หน้าที่” ใน 3 จังหวัดภาคใต้) ลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดเพื่อปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) ชิงมวลชนกลับคืน

คนเสื้อแดงและประชาชนทั่วไปที่ต้องการเปลี่ยนประเทศไปสู่ “ความไม่เหมือนเดิม” ที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า ต้องไม่ท้อถอย ต้องมีขันติธรรม ไม่เผาโรงเรียน สถานที่ราชการ ต้องชัดเจนในเป้าหมาย มั่นคงในอุดมการณ์ เรียกร้องรัฐบาลด้วยการใช้เหตุผลที่เหนือกว่า และอดทนที่จะรอคอย “สั่งสอน” ชนชั้นนำที่ยึดติดอำนาจปกครองและอำนาจทางศีลธรรมอย่าง หน้ามืด ใน “การเลือกตั้ง” ครั้งต่อไป!